ใบตองแห้ง..ออนไลน์: การเมืองเก่าโคตร

 
 
พรรคเพื่อแผ่นดินมี ส.ส.32 คน แต่นับไม่ถูกว่ามีกี่กลุ่ม ที่ถูกปรับออกจากรัฐบาลได้แก่ กลุ่มไพโรจน์ สุวรรณฉวี กลุ่มวังพญานาค ของพินิจ จารุสมบัติ, ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ แต่ก็มีไชยยศ จิระเมธากร ของวังพญานาคอีกนั่นแหละ เสียบเข้ามาแทน ส่วนอยู่คงเดิมก็มีแค่กลุ่มบ้านริมน้ำของสุชาติ ตันเจริญ กับกลุ่มเกษม รุ่งธนเกียรติ ขณะที่กลุ่มมั่น พัธโนทัย รวมกับพรรคมาตุภูมิ เข้ามาคว้ารัฐมนตรีไป 1 เก้าอี้ อ้อ ดูเหมือนยังมีกลุ่ม พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก อีก ไม่รู้ไปนับโควต้ากับใคร ขี้เกียจตามข่าว ชาวบ้านฟังแล้วเวียนหัว
 
นี่มันไม่เหลือความเป็นพรรคการเมืองแล้วครับ มันเป็นก๊วนเป็นมุ้ง รวมหัวกันมา 5-6 คนได้เสนาบดีไป 1 ตำแหน่ง ได้เข้ามาบริหารงบประมาณ “ไทยเข้มแข็ง” แล้วช่วยเหลือเจือจานดูแลลูกก๊วน
 
ครั้นเมื่อหันไปดูสาเหตุที่กลุ่มไพโรจน์-วังพญานาคถูกปรับออก ที่ว่าเป็นเพราะ “เสียมารยาททางการเมือง” ไม่ยอมยกมือเป็นฝักถั่ว แต่สาเหตุจริงๆ ก็มาจากทั้งสองกลุ่มไม่พอใจที่พรรคภูมิใจห้อยรวบอำนาจมหาดไทย โยกย้ายข้าราชการ เอาคนของตัวไปคุมพื้นที่ และไม่กระจายงบประมาณให้ เป็นที่เข้าใจได้ว่า พรรค ภจห.กำลังไล่บี้แย่งชิงเก้าอี้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้า ไม่เว้นแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาล เพื่อนเก่ากลุ่ม 16 (ที่เคยรบรากับ ปชป.และเทพเทือก)
 
เราคงไม่สามารถเปรียบเทียบว่า ไพโรจน์กับเนวินใคร “ดี” กว่ากัน แต่ถ้าถามหาความยุติธรรม ในฐานะที่พายเรือให้มาร์คนั่งมาด้วยกัน พรรคแกนนำรัฐบาลปล่อยให้พรรคอันดับสองไล่ขยี้ย่ำยีพรรคอันดับสาม ยังมีสัจจะในหมู่-เอ๊ย ยังมี “มารยาททางการเมือง” อยู่หรือไม่
 
ไม่เคยมีมาก่อนนะครับที่พรรคอันดับสองได้เก้าอี้ มท.1 เขามีแต่พรรคแกนนำดูแลเองและแบ่งสันปันโควต้าโยกย้ายข้าราชการกัน ตามแบบฉบับ “การเมืองเก่า” ยิ่งนักการเมืองรุ่น “นักเลงโบราณ” อย่าว่าแต่ฝ่ายรัฐบาลด้วยกันเลย แม้แต่ฝ่ายค้านคนสำคัญๆ เขายังไว้หน้า
 
แต่นักการเมืองรุ่นนี้ฟาดฟันกันอำมหิตดีแท้ นี่ขนาดพรรคร่วมนะ ถ้าเป็นพรรคฝ่ายค้านจะโดนแค่ไหน
 
น่าขำไหมว่าภายหลังจากพันธมิตรฯ เรียกร้องหาการเมืองใหม่ใสสะอาด สิ่งที่ได้มากลับเป็น “การเมืองเก่าโคตร” แต่พรรคการเมืองใหม่ก็ได้แต่ร้องแบะแบะ ไม่รู้เมื่อไหร่จะประชุมโห่สามลาเลือกหัวหน้าพรรค อย่าคิดนะว่าวันนี้จะยังมีบทบาทออกมาเรียกร้องอะไรได้ สนธิเป็นใคร มวลชนเฟซบุคเขาแห่ไปขอลายเซ็นไก่อูดีกว่า
 
การปรับ ครม.ครั้งนี้ทำให้เห็นภาพ “โอบามาร์คปากห้อย” ชัดเจน ว่าเป็นการปกครองแบบ 2 นครา แบ่งแยกประเทศเป็น 2 ส่วน คือโอบามาร์คก็ทำหน้าที่บนโพเดียมไป เป็นขวัญใจจริตนิยมของคนกรุงคนชั้นกลาง ส่วนภาคเหนือภาคอีสาน ฐานเสียงของทักษิณ ก็เป็นหน้าที่ของพรรค ภจห.และบรรดานักการเมืองเก่าโคตรทั้งหลาย ที่จะใช้กลเกมการเมืองทุกรูปแบบ ตระเตรียมกำลังพลและอาวุธกระสุน เพื่อเอาชนะศึกเลือกตั้ง
 
คนกรุงคนชั้นกลางหลับตาข้างหนึ่งลืมตาข้างหนึ่ง แกล้งมองเห็นแต่ภาพบนโพเดียม หล่อ เก่ง คารมคมคาย ถูกจริต แล้วก็แกล้งทำเป็นมองไม่เห็นด้านมืดที่อยู่อีกข้างของอำนาจ มองไม่เห็น “การเมืองเก่าโคตร” ที่ต่อรองเก้าอี้แย่งชิงผลประโยชน์ แย่เสียยิ่งกว่ายุคทักษิณ ไม่สิ ต้องบอกว่าถอยหลังไปแย่เสียยิ่งกว่ายุคชวนกับงูเห่า เพราะยุคทักษิณมีด้านที่ก้าวหน้ากว่าจนเทียบกันไม่ได้
 
แน่นอน ทักษิณกวาดต้อนนักการเมืองกเฬวรากมาเข้าพรรคไทยรักไทย แต่ไม่ว่าจะมีกี่กลุ่มก๊วน คนพวกนี้ไม่เคยกล้าหือ รัฐบาลทักษิณยังมีโควต้าเหมือนกัน แต่แบ่งให้ ส.ส.10 กว่าคนต่อหนึ่งเก้าอี้ กันตำแหน่งสำคัญๆ ไว้ให้นักบริหารมืออาชีพที่สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมอย่างเข้มแข็ง ดำเนินนโยบายที่มีนักคิดนักวิเคราะห์ของพรรคช่วยกันขบคิดกลั่นกรอง จนกล่าวได้ว่ารัฐบาลทักษิณ 1 เป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งที่บริหารงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด ในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทย
 
ถ้าจะเปรียบให้ใกล้เคียง รัฐบาลทักษิณก็คล้ายรัฐบาลเปรม ที่กวาดต้อนนักการเมืองเข้าคอก แต่อาศัยอำนาจรัฐราชการ เสาค้ำคือกองทัพ เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยครึ่งใบ นักการเมืองไม่กล้าหือ ได้โควต้ากะปริบกะปรอย ตำแหน่งสำคัญๆ กันไว้ให้เพื่อนป๋า ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นนักบริหารมืออาชีพ มีนักวิชาการเช่น ดร.โกร่ง เป็นสมองคิดวิเคราะห์ จึงสร้างผลงานได้มากกว่ารัฐบาลโควต้านักการเมือง
 
ต่างกันอย่างเดียวแต่เป็นหัวใจสำคัญคือทักษิณมาจากการเลือกตั้ง และมีอำนาจด้วยประชานิยม ขณะที่เปรมอยู่บนฐานทหารนิยมและราชการนิยม
 
ส่วนที่เหมือนกันทั้งคู่อีกอย่างคือ ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ ยุคทักษิณเป็นเพราะเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญ แต่ยุคเปรมมีบิ๊กเสื้อคับอุ้ม ส.ส.ขึ้น ฮ.ยื่นปากกาให้เซ็นถอนชื่อ
 
รัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่เหมือนทั้งรัฐบาลทักษิณและรัฐบาลเปรม เพราะแม้แต่การปรับ ครม.ในพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังมีลักษณะสมบัติผลัดกันชม ไม่มีตรงไหนที่แสดงให้เห็นว่าปรับเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน
 
รัฐบาลทักษิณ 1 จึงเป็นรัฐบาลที่คนจำนวนมากโหยหา แต่น่าเศร้าที่เราคงจะไม่ได้เห็นอีกแล้ว แม้แต่ตัวทักษิณเองต่อให้กลับมามีอำนาจได้ก็สร้างรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิมไม่ได้ เพราะสูญเสียทีมงานที่เข้มแข็งไปแล้ว ส่วนหนึ่งทักษิณก็ทำลายตัวเอง หลังชนะเลือกตั้ง 19 ล้านเสียงเมื่อปี 48 ก็เหลิงอำนาจ เริ่มปล่อยให้กลุ่มก๊วนการเมืองทำมาหากิน
 
แต่ที่สำคัญคือรัฐประหารและรัฐธรรมนูญ 2550 ได้ทำลายพรรคไทยรักไทยที่มีโอกาสจะพัฒนาไปเป็นสถาบันทางการเมือง เป็นพรรคการเมืองที่มีฐานมวลชนเข้มแข็ง พรรคเพื่อไทยที่เหลืออยู่เป็นแค่ซากของพรรคไทยรักไทยเท่านั้น การเมืองไทยหมดโอกาสที่จะเดินไปสู่ระบบ 2 พรรคใหญ่ แข่งขันกันด้วยประสิทธิภาพและนโยบาย
 
รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ได้นำประเทศย้อนกลับมาสู่ “การเมืองเก่าโคตร” ภายใต้ภาพลวงตาของ 2 นครา “โอบามาร์คปากห้อย” ถามว่ารัฐบาลอ่อนแอเช่นนี้ใครชอบ หนึ่งคือรัฐราชการ ทหาร ตุลาการ องค์กรอิสระ เจ้ากรมอิสระทั้งหลาย ที่เอาแต่ลอยตัวตัดสินผู้อื่น รับชอบแต่ไม่เคยรับผิดชอบ แทรกแซงการเมืองการปกครองแต่อยู่เหนือการตรวจสอบ
 
สองคือ NGO สื่อ นักวิชาการ ราษฎรอาวุโส หรือพวกที่เรียกกันว่าภาคประชาสังคม ตัวแทนจอมปลอมของคนชั้นกลาง ซึ่งเชื่อว่าพวกตนจะฉวยโอกาสนี้ต่อสายตรงถึงอภิสิทธิ์ได้ เพราะถือว่ามีบุญคุณช่วยไล่ทักษิณและช่วยปราบเสื้อแดง อีกทั้งอภิสิทธิ์ยังต้องพึ่งพิงพวกเขาในแง่ภาพลักษณ์
 
คนเหล่านี้แหละที่ออกมาตีปี๊บ “ปฏิรูปประเทศไทย” “สร้างความเป็นธรรม” และเพื่อบรรลุความฝันอันสูงสุด ก็ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้ามีการเลือกตั้งแล้วพวกเขาจะสนับสนุนให้พรรค ภจห.ใช้ “การเมืองเก่าโคตร” เอาชนะในภาคเหนือภาคอีสาน พร้อมกับประณามประชาชนที่ยังเลือกพรรคเพื่อไทยเพราะผลงานและนโยบายที่พรรคไทยรักไทยทำไว้ เป็นพวก “ก่อการร้าย” “เผาบ้านเผาเมือง” หรือ “ล้มเจ้า”
 
เอาการเมืองเก่าโคตรไว้ดีกว่า เพื่อจะปฏิรูปประเทศไทย คิดได้เข้าท่าไหม
 
คนเหล่านี้เชื่อว่าการที่ประชาชนคนยากคนจน จะเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคการเมือง ผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องของเขา เป็นสิ่งผิด เพราะกลายเป็นเครื่องมือนักการเมืองชั่ว ประชาชนควรจะรวมตัวกัน แล้วเข้าร่วมกับ NGO เพื่อให้ NGO อย่างหมอประเวศ ครูหยุย ครูแดง ฯลฯ ต่อสายตรงถึงอภิสิทธิ์ แล้วให้อภิสิทธิ์แก้ปัญหาให้
 
จำเริญๆ เถิดนะครับ ไม่รู้ใครเป็นเครื่องมือของใคร
 
นี่คือการ “ปฏิรูปประเทศไทย” “สร้างอนาคตร่วมกัน” ภายใต้การเมืองเก่าโคตร ซึ่งน่าหัวเราะถ้าใครฝันว่าจะเป็นไปได้จริง ท่าทีของผู้รักประชาธิปไตยที่แท้จริงจึงชัดเจนว่าต้องไม่ปรองดอง ไม่ร่วมมือ (เพราะเขาไม่ให้ร่วมอยู่แล้ว) เอาเท้าแช่น้ำนั่งขำดูกันไป ดูซิว่าจะมีปัญญาทำได้แค่ไหน
 
                                                                        ใบตองแห้ง
                                                                        7 มิ.ย.53