เรื่องเล่าและความหวังของ'ปรวยฯ': เมื่อการเมืองเป็นของประชาชน คุณจะมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น

 
 
ช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา "ปรวย salty head" ผู้เล่นเว็บบอร์ดการเมือง ซึ่งมีจุดยืนต้านรัฐประหารอย่างชัดเจน ได้โพสต์บันทึกของเขาในโลกไซเบอร์ เล่าเรื่องที่เขาถูกบุกจับจากการแสดงความเห็นในเว็บบอร์ด
 
แม้ที่ผ่านมาจะมีข่าวลือว่าผู้เล่นเว็บบอร์ดจำนวนหนึ่งถูกเข้าถึงตัว แต่ก็ไม่บ่อยนักที่เจ้าตัวจะมาโพสต์เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง กรณีของ "ปรวยฯ" เขาบอกกับ "ประชาไท" ว่า เขาพยายามถ่ายทอดออกมาอย่างละเอียดเท่าที่เขาจะเล่าได้ บันทึก "เขาจับผมยังไง" และ "เขาสอบสวนผมยังไง" ของเขาแพร่สะพัดไปทั่วเว็บบอร์ดประชาไท (ก่อนปิด) เว็บบอร์ดคนเหมือนกัน รวมถึงเว็บบอร์ดการเมืองอื่นๆ นอกจากนี้ยังถูกแปลเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษอีกด้วย
 
ในบันทึก "ปรวยฯ" เล่าถึงเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจากดีเอสไอเข้าถึงตัวเขา ขณะกำลังออกนอกบ้าน พร้อมด้วยหมายค้นในปลายเดือนพฤษภาคม โดยนำโน้ตบุ๊ค หนังสือและซีดีบนโต๊ะทำงานของเขาไปตรวจสอบ พร้อมสอบสวนเขาที่ดีเอสไอ โดยไม่มีทนายเข้าร่วมตามกระบวนการปกติ
 
"ปรวยฯ" ถูกสอบถามถึงแนวคิดทางการเมืองและให้เซ็นยอมรับเอกสารสองชิ้นว่าเขาเป็นผู้โพสต์หรือไม่ นั่นคือ ภาพขณะคณะรัฐประหารเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมข้อความ ซึ่งเขาได้เซ็นรับว่าเป็นของตัวเองจริง และข้อความที่ระบุว่าโพสต์เมื่อปี 2551 ซึ่งเขาระบุว่าจำไม่ได้ว่าเป็นผู้โพสต์หรือไม่
 
ตลอดการสอบถาม "ปรวยฯ" เล่าว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะคอยเตือนเขาว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ก่อนจะให้เขากลับบ้านและให้รอรับหมายเรียก อย่างไรก็ตาม จนถึงวันที่สัมภาษณ์ (3 ส.ค.) "ปรวยฯ" ระบุว่ายังไม่ได้รับหมายเรียก ขณะที่โน้ตบุ๊คและหนังสือนั้นทยอยได้กลับมาแล้ว
 
"ปรวยฯ" เล่าว่า ตอนที่ตำรวจถือหมายค้นมา เท่าที่เขาจำได้ -เพราะถูกปฎิเสธที่จะถ่ายสำเนาเอกสาร- ในหมายค้นซึ่งออกในวันอาทิตย์ (ตำรวจไปพบเขาในวันจันทร์) ไม่ได้ระบุถึง พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และบอกเพียงว่าเป็นหมายค้นเพื่อหาพยานหลักฐาน เมื่อถามถึงรายละเอียดของข้อกล่าวหา "ปรวยฯ" บอกว่าเขาเองก็ยังไม่ทราบเป็นทางการ เพียงแต่ได้รับการบอกปากเปล่า ในจังหวะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจมาเคาะกระจกรถว่า เขาไปโพสต์รูปบางรูปซึ่งเกี่ยวกับความมั่นคง และเมื่อแม่ของเขาสอบถามตำรวจเมื่อพวกเขามากันที่บ้าน ก็ได้คำตอบว่าเป็นคดีหมิ่นเบื้องสูง
 
"ปรวยฯ" บอกว่า ตำรวจมองว่าเขาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการโพสต์ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเมืองแล้วไปเกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์
 
"ปรวยฯ" เล่าว่า สำหรับเขา เล่นอยู่ที่เว็บบอร์ดประชาไท (ปัจจุบันปิดให้บริการแล้ว) และบอร์ด"ฟ้าเดียวกัน" ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนเป็นบอร์ด "คนเหมือนกัน" โดยโพสต์ความเห็นทางการเมือง ในเรื่องที่คิดว่าพอทราบ บางครั้งเอาข้อมูลมาจากหนังสือพิมพ์ นำมาประมวล และส่วนตัวอ่านหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองมาพอสมควร
 
"ปรวยฯ" เล่าว่า จากคำถามที่เจ้าหน้าที่ถามเขา เหมือนจะคิดว่าเขาอยู่ในสิ่งที่เรียกว่า ขบวนการล้มเจ้า แต่ไม่ได้พูดออกมาตรงๆ เช่น ถามว่า ชื่อล็อกอินที่เขาใช้นั้นใช้กันกี่คน เขามีหน้าที่อะไรในเว็บบอร์ด ลบกระทู้ของคนอื่นได้หรือไม่ หรือรู้จักใครในบอร์ดไหม ซึ่ง "ปรวยฯ" บอกว่าก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้จักใครเลย แต่หลังจากตำรวจจับกลายเป็นว่ามีคนติดต่อมาว่ายินดีช่วยเหลือ
 
เขายืนยันว่า เวลาเขาไปชุมนุมตั้งแต่หลังรัฐประหาร สมัยที่สุชาติ นาคบางไทร ปราศรัยบนเก้าอี้พลาสติก เขาก็ไปคนเดียวตลอด แม้แต่ล่าสุดที่ นปช. มีการชุมนุม เขาก็ไปถ่ายรูป นั่งฟังปราศรัยคนเดียว งานสังสรรค์ที่คนในเว็บบอร์ดประชาไทจัดก็ไม่เคยไป
 
เมื่อถามว่า คิดว่าโดนจับตามานานแค่ไหน เขาตอบว่า ถ้าดูจากเอกสารที่เอามาให้ดูตั้งแต่ 2551 ก็น่าจะ 3 ปีขึ้นไป เหมือนตำรวจรู้มานานแล้วว่า "ปรวยฯ" เป็นใคร ทั้งยังทราบด้วยว่า รหัสผ่านของเขามีกี่หลัก
 
หลังเกิดเรื่อง "ปรวยฯ" เล่าว่า เขาไม่กล้าเล่นเว็บบอร์ด เรื่องเกี่ยวกับการเมืองก็ไม่ได้เข้าไปดู เพราะเชื่อว่า ไม่ว่าเข้าเว็บอะไร จะถูกเช็คได้วันต่อวัน เพราะในวันที่ไปดีเอสไอ เขาเห็นเอกสารที่มีหัวจดหมายของบริษัททรูในแฟ้มที่ตำรวจเปิดให้ดูด้วย ซึ่งนั่นแปลว่าตำรวจติดต่อทรูได้ และไม่ใช่ยากที่ทรูจะรู้ว่าวันหนึ่งๆ เขาเข้าเว็บอะไรบ้าง ทำให้หลังจากโดน ก็ไม่ได้เล่นอินเทอร์เน็ตเลย ไม่กล้าเข้าเว็บอะไรในบ้าน ถ้าอยากจะอ่านข่าวประชาไทก็จะไปที่ร้านกาแฟ
 
"ปรวยฯ" บอกว่า แต่หลังจากนั้นแม้รัฐบาลบอกว่าจะปรองดอง แต่เมื่อเห็นการปฎิบัติต่อคนที่เห็นต่างแล้วทำให้ทนไม่ได้ แม้ตอนแรกเขาตัดสินใจจะอยู่เงียบๆ แต่ภาพที่จับสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ในวันที่ไปผูกผ้าที่ราชประสงค์ มันกระแทกใจ จนเกิดคำถามว่า นี่มันยุคบ้านเมืองเป็นอะไร และรู้สึกหมดความอดทน
 
กับเรื่องผลกระทบต่อหน้าที่การงาน "ปรวยฯ" บอกว่า ยังไม่มีผลกระทบ แต่หากยังไม่เปิดเผยตัวตนออกไป พร้อมยกตัวอย่างกรณีมาร์ค วี11 ที่เพียงแสดงความเห็นลงในเฟซบุ๊ค แต่คนรู้จัก ก็มีผลต่อชีวิตของเขา จะเป็นโชคดีหรือโชคร้ายก็ไม่ทราบ แต่ก็ได้เห็นแล้วว่า คนๆ หนึ่ง เมื่อแสดงความเห็นทางการเมือง ใครรับรู้ก็อาจจะถูกบีบได้ รวมถึงตัวเขาเอง ถ้าเขาเปิดเผยตัวเองก็จะกระทบต่อการงาน 100%
 
อย่างไรก็ตาม "ปรวยฯ" มองว่า การที่ตัวเองไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น ถือเป็นหลักใหญ่ใจความของความเดือดร้อน โดยที่ผ่านมา จะเห็นความพยายามปิดปากฝ่ายหนึ่ง ขณะที่ให้อีกฝ่ายพูดได้เยอะกว่า ทำให้เห็นว่าไม่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น ที่มีปัญหาที่สุดคือ เวลาแสดงความเห็นทางการเมืองต้องพูดถึงคนที่เกี่ยวข้องทุกคน แต่ก็มีกฎหมายที่ปิดปากคือ มาตรา 112 ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งปิดกั้นการแสดงความเห็นของประชาชน
 
เขาบอกว่า ไม่น่าเชื่อว่าการที่ประชาชนคนธรรมดาจะโพสต์ความเห็นในเว็บบอร์ด เฟซบุ๊ค กลับเป็นที่จับจ้องของเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งก็มีอำนาจมากมายอยู่แล้ว โดยรวมแล้ว เขาจึงมองว่า รัฐพยายามปิดปากคนที่เห็นต่างที่จะเอาความจริงลึกๆ มาพูด ตั้งแต่ปิดข่าวฟรีทีวี เว็บไซต์ทีวีของอีกฝ่าย จนหน่วยเล็กที่สุดอย่างกรณีล่าสุดที่ลามไปถึงเอสเอ็มเอส (กรณีจับชายเสื้อแดงที่สมุทรปราการ โดยอ้างว่าเป็นผู้ส่งเอมเอ็มเอมหมิ่นพระบรมเดชานุาภาพให้นายกฯ - ประชาไท) ต่อไปอาจเดินมาปิดปากคนที่บ้านก็ได้
 
เมื่อถามถึงคำแนะนำต่อผู้ใช้เว็บบอร์ดคนอื่นๆ เขาบอกว่า ก็ใช้ความรู้พื้นฐานนั่นคือเวลาจะสมัครอีเมลเพื่อใช้สมัครสมาชิกเว็บบอร์ดก็ซ่อนไอพี ใช้เว็บผ่านพร็อกซี่ พอจะสมัครสมาชิกเว็บบอร์ด ก็ซ่อนอีก สำหรับเขาเอง ตอนสมัครตอนแรกๆ ไม่ได้คิดว่าจะมีใครมาตามจับ และบริสุทธิ์ใจ ก็โพสต์ตรงๆ มาในช่วงหลังเริ่มใช้พร็อกซี่บ้างในช่วงเมษา-พฤษภาที่เหตุการณ์แรงๆ
 
อย่างไรก็ตาม พอตอบมาถึงตรงนี้ "ปรวยฯ" พูดขึ้นว่า จริงๆ แล้ว ไม่ค่อยชอบใจการต้องใช้พร็อกซี่เท่าไหร่ แต่เป็นเรื่องการเอาตัวรอด ซึ่งนี่เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ จะแก้ที่ต้นเหตุต้องทำให้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชนจริงๆ เมื่อนั้น ประชาชนก็จะมีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง โพสต์อย่างสบายใจ ไม่ต้องใช้พร็อกซี่
 
"ปรวยฯ" บอกว่า จากการไปที่ดีเอสไอ ทำให้ได้ข้อคิดว่าเมื่อตำรวจมักอ้างว่ามีกฎหมายห้ามไว้ ดังนั้น ต้องกลับไปที่ ส.ส. ผู้ทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติ โดย ส.ส. ต้องกล้าแก้กฎหมายที่ลิดรอนสิทธิในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่เช่นนั้นก็เปล่าประโยชน์ที่ประชาชนจะเลือก ส.ส. เข้าไปทำงาน ถ้าแก้ไขกฎหมายได้ ต่อไป ตำรวจจะไม่มีข้ออ้างใช้กฎหมายจับประชาชน
 
ถ้า ส.ส.ไม่กล้าแก้ เพราะมีอะไรที่นอกเหนือการเมืองมาขัดขวาง ประชาชนและ ส.ส.จะต้องช่วยกัน ส.ส.ก็ต้องมาบอกว่ามีมือข้างบน มีทหารมากด ส.ส. และประชาชนต้องลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิของตัวเอง เกื้อหนุนและช่วยกันเปิดโปง
 
"ปรวยฯ" ได้ขอร้องต่อผู้มีอำนาจอยู่นอกการเมืองด้วยว่า นอกจากตอนนี้จะต้องเลิกยุ่งเรื่องการเมืองแล้ว ผลที่เกิดขึ้นตั้งแต่รัฐประหาร ก็ควรต้องให้กลับไปเป็นเหมือนเดิมด้วย ผู้มีอำนาจทั้งหลายต้องให้ประชาชนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็น เพราะประเทศใดไม่มีเสรีภาพ ประเทศนั้นก็หาความสงบไม่ได้ และย้ำด้วยว่า ประชาชนที่ต้องซ่อนไอพีควรลุกขึ้นมาเรียกร้องเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
 
 

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์