องค์กรสิทธิ์จี้ไทยรับอนุสัญญาคุ้มครองคนถูกบังคับให้หาย

22 ธ.ค. 53 - มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ ออกแถลงการณ์ขอให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติที่มีผลบังคับใช้แล้ววันนี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

 

แถลงการณ์: ขอให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคล ทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติที่มีผล บังคับใช้แล้ววันนี้

กรุงเทพฯ -วันนี้ (23 ธันวาคม 2553) เป็นวันที่ อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญ หายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ (The Convention for Protection of all Persons from Enforced Disappearance)มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ หลังจากประเทศอิรักได้ให้สัตยาบันเป็นประเทศที่ 20 เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2553

อนุสัญญาฯฉบับนี้ ได้รับการรับรองในทางสากลจากองค์การสหประชาชาติเมื่อปี 2549 เพื่อยกระดับให้การบังคับบุคคลสูญหายเป็น “อาชญากรรมร้ายแรงที่คุกคามมนุษยชาติ” เช่นเดียวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ซึ่งได้ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อทั้งตัวเหยื่อ ครอบครัว และสังคม รวมทั้งยังนำมาซึ่งการต้องสูญเสียสิทธิมนุษยชนในอีกหลายด้านพร้อมกัน

นางนาวี พิลไลย ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติกล่าวว่า “อนุสัญญาฯ ฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างทางกฎหมายในการต่อสู้กับการ บังคับบุคคลสูญหายซึ่งนับว่าเป็นอาชญากรรมร้ายแรงที่เกิดขึ้นในระดับนานา ชาติ  อนุสัญญาฯฉบับใหม่ก่อให้เกิดกรอบการปฏิบัติสากลที่ชัดเจนในการยุติการงดเว้น โทษ ส่งเสริมการเข้าถึงความเป็นธรรมและสร้างความหวังในการยับยั้งผลกระทบทั้ง หลายที่เกิดขึ้น  อีกทั้งยังสนับสนุนความพยายามของบรรดาญาติมิตรของเหยื่อในการแสวงหาความจริง ว่าเกิดอะไรขึ้นกับผู้เป็นที่รักของตน ความเจ็บปวดจากการไม่รู้สถานะของผู้สูญหายว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ถือเป็นความเจ็บปวดอย่างที่สุด และนับเป็นรูปแบบหนึ่งของการทรมาน”

นางนาวี ยังกล่าวต่อไปว่า “ทั้ง 45 มาตราของอนุสัญญาฯ เน้นถึงการไร้ซึ่งข้อยกเว้นด้านสถานการณ์ต่างๆ อาทิ สถานการณ์สงคราม ความไร้เสถียรภาพทั้งหลายอันอาจนำมาใช้อ้างความชอบธรรมของการบังคับบุคคลสูญ หายทางการเมือง หรือสถานการณ์ฉุกเฉิน”

ในประเทศไทย ปัจจุบันมีกรณีบุคคลสูญหายที่คณะทำงานด้านการบังคับสูญหายโดยไม่สมัครใจ ขององค์การสหประชาชาติ(UN WGEID) รับเป็นคดีคนหายของสหประชาชาติแล้วทั้สิ้น 52 คดี แต่พบว่าทุกคดีไม่มีความก้าวหน้าในทางคดี

“อุปสรรคสำคัญในการเข้าถึงความยุติธรรมของครอบครัวคนหายคือ การไม่มีกฎหมายซึ่งกำหนดให้การบังคับให้บุคคลสูญหายเป็นอาชญากรรม อีกทั้งเมื่อผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ครอบครัวมักถูกคุกคามจนไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้  การแก้ปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยการบังคับให้บุคคลสูญหายจากการกระทำของ เจ้าหน้าที่รัฐ จึงเป็นการท้าทายอย่างยิ่งต่อรัฐบาลไทยในการให้ความคุ้มครองบุคคลจาก อาชญากรรมต่อเนื่องนี้ อีกทั้งยังท้าทายความจริงใจของกระบวนการยุติธรรมไทยในการให้ความเป็นธรรมแก่ บุคคลทุกคนว่า แท้จริงแล้วกระบวนการยุติธรรมไทยจะยังเป็นที่พึ่งของประชาชนได้หรือไม่” –นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพกล่าว

ในโอกาสที่อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการถูก บังคับให้สูญหายโดยไม่สมัครใจขององค์การสหประชาชาติ(The Convention for Protection of all Persons from Enforced Disappearance) มีผลบังคับใช้ในทางสากล มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ จึงมีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลไทย ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลไทยให้สัตยาบันในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคล ทุกคนจากการถูกบังคับให้สูญหายโดยไม่สมัครใจ ขององค์การสหประชาชาติ โดยเร็ว เพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคคลทุกคนในการที่จะไม่ถูกทำให้สูญหายในท่ามกลาง สถานการณ์ฉุกเฉิน การปราบปรามการก่อการร้าย นโยบายต่อต้านยาเสติด หรือความขัดแย้งทางการเมือง

2. รัฐบาลต้องให้มีกฎหมายภายในประเทศเพื่อให้การบังคับบุคคลสูญหายเป็น อาชญากรรม มีการกำหนดโทษผู้กระทำผิด และให้มีการคุ้มครองพยานอย่างมีประสิทธิภาพ

3. ให้มีการเยียวยาแก่ครอบครัว ซี่งครอบคลุมถึงสิทธิที่จะทราบความจริง ความคืบหน้าและผลของการสอบสวน ถึงชะตากรรมหรือที่อยู่ของผู้สูญหายในทุกขั้นตอน

ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาชีวิตของบุคคล ทั้งปัจจุบัน และอนาคต อีกทั้งเพื่อเป็นการพิสูจน์ว่าบุคคลทุกคนเสมอภาคกันอย่างแท้จริงในกฎหมาย