คนริมโขงเสนองานวิจัยชุมชน หวั่นผุดเขื่อนทำมูลค่าเศรษฐกิจ-คุณค่าวัฒนธรรมจมหาย

5 เครือข่ายภาคประชาสังคมจับมือนำเสนองานวิจัยชาวบ้านพบมูลค่าและคุณค่าบนชุมชนริมแม่น้ำโขงมหาศาล หลังเขื่อนจีนผุด ภูมิอากาศเปลี่ยนเริ่มกระทบชีวิต-สิ่งแวดล้อม หวั่นผุดเขื่อนบ้านกุ่ม-เขื่อนไซยะบุรีชาวบ้านถึงล้มละลาย

 
 
เมื่อวันที่ 25-26 กันยายน 2555 เครือข่ายภาคประชาสังคม 5 เครือข่าย ได้แก่ มูลนิธิพิทักษ์ธรรมชาติเพื่อชีวิต มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ มูลนิธิไฮริคเบิร์น เครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลแม่น้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน และเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขง ร่วมจัดงานประชุม “เขื่อนแม่น้ำโขง และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและศักยภาพการปรับตัวของชุมชนแม่น้ำโขง” ที่ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยราชภัฎอุบลราชธานี 
 
การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเสนอผลงานวิจัยภาคประชาสังคม โดยมีผู้เข้าร่วมจาก 7 จังหวัดภาคอีสานประกอบไปด้วย จ.อุบลราชธานี อำนาจเจริญ มุกดาหาร หนองคาย นครพนม บึงกาฬ และเลย รวมทั้งชาวกัมพูชา
 
นายชาญณรงค์ วงษ์ลา ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนตำบลลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัด ผู้เสนองานวิจัย กล่าวว่า ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขงล้วนพึ่งพาอาศัยแม่น้ำโขง ไม่ว่าจะเป็นการหาปลา การทำเกษตรริมโขง การค้าระหว่างชายแดน รวมไปถึงการท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อคิดมูลค่าในเชิงเศรษฐกิจเฉพาะที่มีการสำรวจแล้วมีมูลค่ารวมกันกว่า 5 ล้านบาทต่อครัวเรือนต่อปี หากเกิดการสร้างเขื่อนขึ้นมูลค่าหรือการพึ่งพิงแม่น้ำโขงก็จะสูญสิ้น เช่น เศรษฐกิจ ระบบนิเวศน์ การเกษตรริมฝั่งโขง พันธุ์ปลา การทำนาริมโขง การเลี้ยงปลาในกระชัง การท่องเที่ยว การค้าชายแดน ฯลฯ
 
ด้านนายประดิษฐ์  จันทรชาลี ตัวแทนเครือข่ายชุมชนลุ่มน้ำโขงอุบลราชธานี ผู้เสนองานวิจัยอีกท่าน เผย ระบบนิเวศย่อยในแม่น้ำโขงที่มีมากถึง 19 ระบบ เช่น ซ่ง, คอน, ดอน, บุ่ง เป็นระบบนิเวศที่สัมพันธ์กับคนและลักษณะการหาปลาที่แตกต่างกัน และจากการสำรวจแบบสอบถาม 500 ชุดใน 5 หมู่บ้าน พบว่า มีการทำอาชีพประมงมากถึงร้อยละ 52 คิดเป็นเงินมากถึง 9.6 ล้านบาทที่หมุนเวียนอยู่ในชุมชน ยังไม่รวมรายได้จากการพึ่งพิงแม่น้ำโขงด้านอื่นๆ ตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนที่ประเทศจีนประกอบกับภูมิอากาศของโลกที่เปลี่ยนไปพบว่าพันธุ์ปลาลดน้อยลง ระดับน้ำแปรปรวนขึ้นลงไม่เป็นธรรมชาติ เชื่อว่าหากมีการสร้างเขื่อนเพิ่มเติมอีกระบบนิเวศรวมไปถึงรายได้ ความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านก็จะหมดสิ้นไป
 
นายสีคอนสินชาวกัมพูชากล่าวว่า มีความสนใจในการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรสิ่งแวดล้อมจึงได้เข้ามาร่วมฟัง แม่น้ำโขงเสมือนเป็นพ่อของเรา แม่น้ำที่กัมพูชาก็เหมือนแม่ วันนี้พ่อกับแม่เราเริ่มป่วยเราจะนิ่งดูดายอยู่ได้อย่างไร ไม่ใช่เพียงคนไทยหรือกัมพูชา คนทั้งโลกควรร่วมกันลุกขึ้นมารักษาพ่อและแม่ของเรา
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมส่วนใหญ่มีความหวั่นใจหากเกิดเขื่อนบ้านกุ่มที่ประเทศไทยหรือเขื่อนไซยะบุรีที่ สปป.ลาว จะกระทบทั้งการประมง การเกษตร น้ำท่วม ปลาสูญพันธุ์ หาดทรายหาย วัชพืชไม่ตาย ดินเสียหาย ทรัพยากรสูญสิ้น คนริมโขงก็คงต้องอพยพไปหางานทำที่กรุงเทพฯ พร้อมกันนี้ยังมีการร่วมกล่าวแถลงการณ์เร่งให้รัฐบาลทบทวน ยุติการสร้างเขื่อน และฟังเสียงประชาชน