รัฐศาสตร์ VS นิติศาสตร์

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ในยุคสมัยที่ความขัดแย้งกำลังเขม็งเกลียว ต่างฝ่ายต่างพยายามเอาชนะซึ่งกันและกันในทุกวิถีทาง มีการพยายามอธิบายการกระทำของตนเองเพื่อให้เกิดความชอบธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้วาทกรรมที่ว่าบ้านเมืองถึงทางตันหรือบ้านเมืองจะเกิดความรุนแรงต้องใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลักนิติศาสตร์ ซึงตัวอย่างมีให้เห็นตั้งแต่ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันที่ทำให้ให้หลักนิติศาสตร์และหลักรัฐศาสตร์บิดเบี้ยว ก็คือ การที่ศาลฎีกาที่จะต้องเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือใช้หลักนิติศาสตร์โดยตรงแต่กลับมีคำพิพากษารับรองความชอบของกฎหมายที่ออกโดยคณะรัฐประหารว่าเป็นรัฎฐาธิปัตย์ ทั้งๆที่ปัจจุบัน      นักรัฐศาสตร์ทั่วโลกต่างไม่ยอมรับหลักการอันนี้

ยิ่งในช่วงหลังๆนี้เราได้เห็นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว นับตั้งแต่การพยายามอธิบายหลักรัฐศาสตร์ที่ว่าด้วยประชาธิปไตยเสียใหม่นับตั้งแต่คดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาของสมาชิกวุฒิสภา หรือการให้ความเห็นนอกอำนาจหน้าที่ในระหว่างการพิจารณาคดีว่าน่าจะทำถนนลูกรังให้หมดไปก่อนที่จะมีรถไฟความเร็วสูง และล่าสุดก็คือการทำลายสิทธิของประชาชนที่ออกมาเลือกตั้งเมื่อ 2 ก.พ.57 ที่ผ่านมา ฯลฯ
 
ส่วนผู้ที่มีหน้าที่ในการจัดการให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย อาทิ กรรมการการเลือกตั้งบางคน กลับออกมาเขียนกลอนหน้าตาเฉยว่าจำเป็นต้องเอียงซะอย่างนั้น หรือไม่ก็อย่าง ปปช.ก็อ้างว่ายังไม่สามารถดำเนินการในคดีประกันราคาข้าวหรือระบายข้าวได้เพราะหลักฐานถูกน้ำท่วมแต่ก็ไม่จำหน่ายคำร้อง แช่เย็นไว้เสียอย่างนั้นกว่า 4 ปีเข้าไปแล้วใครจะทำไม ฯลฯ

ในทางตรงกันข้ามฝ่ายที่จะต้องมีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายเพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อยแต่กลับปล่อยให้สถานที่ราชการที่จะต้องให้บริการสาธารณะ อาทิ ทำเนียบรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย ศูนย์ราชการ ฯลฯ ถูกยึดหน้าตาเฉยเป็น 5-6 เดือนโดยไม่บังคับใช้กฎหมายแต่อย่างใด

ล่าสุดก็คือการพยายามหานายกรัฐมนตรีคนกลางโดยอ้างการยกเว้นรัฐธรรมนูญบางมาตราซึ่งทั้งหมดทั้งปวงต่างก็อ้างว่าใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลักนิติศาสตร์กัน ก็เลยทำให้ผมซึ่งเรียนและสอนทั้งรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ต้องเดือดร้อนหรือเสียหายโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จำต้องออกมาแสดงความคิดเห็นอีกครั้งหนึ่งว่าจริงๆ แล้วเป็นอย่างไรปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

คำว่า "รัฐศาสตร์" นั้น ความหมายตรงตัวก็คือ ศาสตร์แห่งรัฐและ "รัฐ" นั้น ตามความหมายแล้วก็คือหน่วยงานทางการเมืองที่ประกอบไปด้วยองค์ประกอบ 4 ประการ คือ ดินแดน ประชากร รัฐบาล และอำนาจอธิปไตย

พูดง่าย ๆ รัฐก็คือกลไกในการปกครองประเทศ ฉะนั้น รัฐก็จะมีสถานภาพในทางกฎหมายซึ่งมีอำนาจเหนือทุกคน หรือจะแบ่งย่อยออกเป็น 2 แนวทางคือ ศาสตร์แห่งรัฐซึ่งเป็นเรื่องของการเมืองการปกครอง โดยอาศัยกฎเกณฑ์ของกฎหมายเป็นเครื่องกำหนดกับศาสตร์แห่งอำนาจซึ่งเป็นเรื่องของการศึกษาพฤติกรรม หรือการกระทำทางการเมือง เป็นการศึกษาถึงเงื่อนไขและสภาพของการแข่งขัน ตลอดจนวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองภายใต้กรอบของกฎหมาย ในแง่ของรูปแบบและปรากฏการณ์ซึ่งเป็นความหมายโดยรวมของ "รัฐศาสตร์"

รัฐศาสตร์กับนิติศาสตร์มีความสัมพันธ์กันอย่างมาก ทั้งนี้ ด้วยเหตุผลที่ว่ารัฐและกฎหมายเป็นเรื่องที่ไม่อาจแยกกันได้ “นิติศาสตร์”เป็นวิชาที่เน้นการศึกษาตัวบทและการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งความสัมพันธ์ของวิชาทั้งสองนั้น ไม่สามารถกล่าวได้ว่า วิชาใดเป็นที่มาของอีกวิชาหนึ่ง และไม่สามารถกล่าวได้ว่าวิชาใดสำคัญกว่าอีกวิชาหนึ่ง ทั้งนี้ก็เพราะวิชาทั้งสองนั้นมีกำเนิดและวิวัฒนาการร่วมกันมา ควบคู่กับการเจริญเติบโตของสังคมมวลมนุษยชาติ

กฎหมายเกิดขึ้นมาจากความจำเป็นของสังคมที่มีประชากรมาอยู่ร่วมกันเมื่อมีจำนวนมากขึ้น ก็มีความจำเป็นจะต้องมีกฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันเพื่อควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคม กฎเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันได้วิวัฒนาการขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มจากการมีสัญญาประชาคม มีรัฐ และการกำหนดกฎหมายขึ้นมา

จะเห็นได้ว่า กฎหมายนั้นมาจากความต้องการหรือความจำเป็นของมนุษย์ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นสังคม แต่ในขณะเดียวกัน สังคมได้สร้างกฎหมายขึ้นมา จนเราสามารถกล่าวได้ว่า กฎหมายก็ถือกำเนิดมาพร้อมกับสภาพความเป็นรัฐ ในขณะที่รัฐถือกำเนิดขั้นมา ความพยายามประการหนึ่งของรัฐคือการสร้างระเบียบ กฎเกณฑ์สำหรับวางกรอบการเมืองและการปกครองของรัฐ ซึ่งก็คือรัฐธรรมนูญนั่นเอง

รัฐธรรมนูญจะบัญญัติถึงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง การประนีประนอม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง เป็นกฎหมายที่ได้ผ่านการวิวัฒนาการมายาวนานและหลายขั้นตอน และโดยหลักแล้วรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชน ที่กำหนดจุดประสงค์ของประเทศไว้ค่อนข้างแน่ชัดว่า ในสัญญาประชาคมฉบับนี้ ประเทศได้กำหนดทิศทางและแนวทางใดในการปกครองประเทศ

ในรัฐธรรมนูญของประเทศส่วนมากจะพบการแบ่งสรรอำนาจในการปกครองประเทศ และที่สำคัญคือความเป็นกฎหมายที่มีลักษณะถาวรแก้ไขได้ยาก (แต่ก็แก้ไขได้) นั่นก็คือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญมีความแน่ชัด มีทิศทางการปฏิบัติที่แน่นอน ด้วยเหตุนี้จึงถือได้ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในทางการเมืองและการปกครองประเทศ ทั้งในทางทฤษฎีและปฏิบัติที่กฎหมายในลำดับถัดลงมาจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าไม่มีส่วนไหนของหลักรัฐศาสตร์เลยที่ระบุว่า ไม่ให้ใช้กฎหมายในการปกครองประเทศหรือการบริหารราชการแผ่นดิน ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายในลำดับใด ตั้งแต่รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หรือพระราชบัญญัติ พระราชกำหนดต่างๆ จนถึงกฎหมายลำดับรอง ซึ่งก็รวมไปถึงพระราชกฤษฎีกา กฎหรือข้อบังคับต่างๆ ที่ออกมาบังคับใช้โดยชอบด้วยกฎหมาย

กล่าวโดยสรุปก็คือทั้งหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์ต่างต้องใช้ควบคู่ไปด้วยกัน มิใช่ว่าพอไม่อยากจะใช้กฎหมายมาคราวใดก็บอกว่า ให้ใช้หลักรัฐศาสตร์แทนหลักนิติศาสตร์ กลายเป็นว่า ใครใช้หลักนิติศาสตร์แก้ปัญหากลายเป็นผู้ร้าย และใครใช้หลักรัฐศาสตร์กลายเป็นผู้ที่ไม่ยึดระเบียบกฎหมายไปเสียนี่

ใครรักใครชอบใครก็ชอบไป ใครจะต่อต้านใครก็ต่อต้านไป อย่ามาสร้างความเข้าใจผิดกับหลักรัฐศาสตร์และหลักนิติศาสตร์เลย

 

หมายเหตุ เผยแพร่ครั้งแรกในกรุงเทพธุรกิจฉบับประจำวันพุธที่ 2 เมษายน 2557

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์