แกนนำกะเหรี่ยงแก่งกระจานหายตัวลึกลับ หวั่นป่าไม้อุ้ม แม่-เมีย ยื่นหนังสือร้องผู้ว่า ตำรวจ

ผู้ใหญ่บ้านยื่นหนังสือ กสม.สภาทนายฯ ร้องแกนนำกะเหรี่ยงหายตัวลึกลับหลังถูก จนท.อุทยานควบคุมตัว นักสิทธิตั้งข้อสังเกตุ ไม่มีการโยกย้าย หน.อุทยาน แม้เกิดเหตุสังหารแกนนำในกรณีพิพาทไปแล้วหนึ่งคนเมื่อปี 54 เอ็นจีโอเรียกร้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจง ขอให้ จนท.พิจารณาคดีการหายตัวอย่างโปร่งใส

กรณีนายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) แกนนำกะเหรี่ยงชาวบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ห้วยแม่เพรียง หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเมื่อเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 17 เม.ย. ที่ผ่านมา ขณะเดินทางจากหมู่บ้านลงมาที่ อ.แก่งกระจาน เพื่อพบกับญาติที่ได้นัดหมายกันไว้

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 20 เม.ย. นายกระทง จีบ้ง ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย หมู่ 2 ต.ห้วยแม่เพรียง พร้อมชาวบ้านได้ทำหนังสือร้องเรียนนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เพื่อให้ช่วยตามหานายพอละจี เนื่องจากเกรงว่าจะได้รับอันตรายถึงชีวิต เพราะเป็นแกนนำในการต่อสู้เรื่องคดีความให้ชาวบ้านที่ถูกเผาบ้าน-เผายุ้งข้าว

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ชาวบ้านร้องเรียน เพราะว่านายพอละจีเป็นพยานในคดีที่ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอยยื่นฟ้องนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ในข้อหาเผาบ้าน ยุ้งฉางของชาวบ้านได้รับความเสียหาย ซึ่งนอกจากจะเป็นพยานในคดีดังกล่าวแล้วนายพอละจียังเป็นคนประสานงานกับพยานในพื้นที่ โดยในต้นเดือน พ.ค. ศาลปกครองกำลังเรียกนายพอละจีมาให้ข้อมูลกับศาล

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า หลังรับเรื่องร้องเรียนจะตั้งคณะทำงานดำเนินการให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ ซึ่งอาจเป็นคณะทำงานชุดเดิมที่ทำคดีเรื่องเผาบ้าน และเผายุ้งฉางชาวบ้านอยู่แล้ว อย่างไรก็ดีการหายตัวไปของนายพอละจีอาจทำให้พยานคนอื่นและชาวบ้านเกิดความหวาดกลัว เนื่องจากมีข้อมูลว่าคนที่พบกับนายพอละจีคนสุดท้าย อาจเป็นนายชัยวัฒน์ ซึ่งเป็นคู่กรณีกับชาวบ้าน อีกทั้งก่อนหน้านี้เมื่อเดือน ก.ย. 2554 นายทัศน์กมล โอบอ้อม แกนนำต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวกะเหรี่ยง พยานในคดีนี้ถูกยิงเสียชีวิตมาแล้ว โดยเหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งข้อกล่าวหาจ้างวานฆ่าต่อ นายชัยวัฒน์ ซึ่งคดีกำลังอยู่ในการพิจารณาคดีของศาล โดยที่นายชัยวัฒน์ ยังคงปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการสั่งพักราชการ หรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามระเบียบที่เคยปฏิบัติในกรณีที่ข้าราชการถูกฟ้องคดีอาญาร้ายแรง

ด้านนายกระทง กล่าวว่า นายพอละจี จะลงมาพบตนเมื่อวันที่ 17 เม.ย. ที่บ้านพักใน อ.แก่งกระจาน แต่รอทั้งวันก็ยังไม่มาหา จึงสอบถามไปที่พี่ชายของนายพอละจี ทราบว่าลงมาจากบ้านบางกลอยบนตั้งแต่เวลา 13.00 น.แล้ว  โดยขับรถจักรยานยนต์ออกมาพร้อมกับน้ำผึ้ง 6 ขวด จึงสอบถามไปที่ภรรยาและคนรู้จักของนายพอละจีแต่ก็ไม่มีคนพบตัวนายพอละจี จึงไปแจ้งความที่ สภ.แก่งกระจาน เมื่อวันที่ 18 เม.ย. ที่ผ่านมา และพยายามตามหาแต่ก็ยังไม่พบตัว ทั้งนี้ได้ให้ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านสอบถามไปยังนายชัยวัฒน์ โดยนายชัยวัฒน์ยอมรับว่าได้ให้ลูกน้องรับตัวนายพอละจีมาจริง เพื่อตักเตือนเรื่องน้ำผึ้งก่อนปล่อยตัวไปแล้ว

ขณะที่นายวุฒิ บุญเลิศ ประธานประชาคมสวนผึ้ง ราชบุรี เปิดเผยว่า นายพอละจี ได้เขียนคำถวายและเตรียมถวายฎีกา ในเรื่องของความทุกข์ยากเดือดร้อนของกะเหรี่ยงบ้านโป่งลึก-บางกลอย โดยขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าขอ ให้พวกมีสิทธิ์ อยู่ในพื้นที่บ้านบางกลอยบน โดยที่เจ้าหน้าที่อุทยานต้องไม่ไปรังแก ขับไล่ จับกุม เผาบ้าน เผายุ้งข้าว ทำลายพิธีกรรมทางความเชื่อ ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ และไม่ทำลายทรัพย์สิน โดยพวกเขาจะได้อยู่กันเป็นหลักแหล่ง และขอให้กันเขตพื้นที่ทำกินให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องอดอยาก ทนทุกข์ทรมาน อยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ และกระจัดกระจายอยู่ในป่าใช้ชีวิตเหมือนคนป่า และเพื่อป้องกันปัญหา การบุกรุกป่าพื้นที่อุทยาน จึงขอหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รีบดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยด่วน เพราะตอนนี้พวกเราเดือดร้อนมาก

ขณะที่มูลนิธิผสานวัฒนธรรม ออกแถลงการณ์ เรื่อง “ขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจ้งเรื่องการหายตัวไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี” ใจความว่า ขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้บังคับบัญชา ชี้แจ้งเรื่องการหายตัวไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยทันที รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามตัวนายบิลลี่ อย่างโปร่งใส เป็นอิสระ และนำตัวกลับมาโดยเร็วที่สุด

รัฐต้องไม่ยินยอมต่อการกระทำอันเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหาย และต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้พบ และช่วยเหลือเหยื่อ และนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ หากมีข้อมูลที่เชื่อได้ว่าเป็นการบังคับให้สูญหายจริง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการบังคับให้บุคคลสูญหายนั้น พึงถูกพักจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในระหว่างเวลาที่มีการสอบสวนด้วย ตามที่ระบุในปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลให้พ้นจากการถูกใช้กำลังบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2535.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 เม.ย. ภรรยาและแม่ของนายพอละจี จะเข้ายื่นหนังสือกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี และบก.ภ.จว.เพชรบุรี เพื่อให้ช่วยตามหาตัวนายพอละจีด้วย

ทั้งนี้นายบิลลี่หายตัวไปขณะเดินทางมาเพื่อเตรียมข้อมูล และเตรียมการนำชาวบ้านไปร่วมการพิจารณาคดีของศาลปกครอง ในคดีที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย ฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ และ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร จากกรณีที่การเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัว ที่บ้านบางกลอยบน เมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ซึ่งปรากฎผลการศึกษายืนยันต่อมาว่า ชาวบ้านกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวเป็นชนพื้นเมืองดังเดิม ที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณลำห้วยเหนือแม่น้ำบ้านบางกลอยบน มานับแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นเวลาร่วมกว่า 100 ปี ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน 

๐๐๐๐

 

แถลงการณ์
ขอให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจ้งเรื่องการหายตัวไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน
แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

สืบเนื่องจากกรณีมีรายงานข่าวว่า เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 18 เม.ย. 57 นายบิลลี่ หรือ นายพอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ. แก่งกระจาน จ. เพชรบุรี ได้หายตัวไปขณะเดินทางจากหมู่บ้านลงมายังตัวอำเภอแก่งกระจาน ต่อมานายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมายอมรับว่าได้ควบคุมตัวนายบิลลี่ไปเพื่อสอบสวน โดยอ้างความผิดซึ่งหน้าว่าค้นตัวนายบิลลี่เจอรังผึ้งและน้ำผึ้ง 6 ขวด แต่ได้ปล่อยตัวนายบิลลี่ไปแล้ว โดยไม่มีหลักฐานพยานถึงข้อกล่าวหาและการปล่อยตัวแต่อย่างใด และขณะนี้ยังไม่มีใครทราบว่านายบิลลี่อยู่ที่ใด ไม่มีใครพบเห็นนายบิลลี่ และไม่ได้รับการติดต่อกลับผิดวิสัยนักกิจกรรม ขณะนี้ชาวบ้านมีความห่วงกังวลในเรื่องความปลอดภัยเป็นอย่างมากจึงได้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจท้องที่ไว้แล้วเมื่อวันที่ 19 เมษายน 2557

ปรากฎข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2557 นายบิลลี่หายตัวไปขณะเดินทางมาเพื่อเตรียมข้อมูลและเตรียมการนำชาวบ้านไปร่วมการพิจารณาคดีของศาลปกครองในคดีที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอยฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติฯ และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร จากกรณีที่การเข้ารื้อทำลาย เผาบ้านเรือนและทรัพย์สินของชาวบ้านกะเหรี่ยงกว่า 20 ครอบครัวที่บ้านบางกลอยบนเมื่อเดือนกรกฎาคม 2554 ซึ่งปรากฎผลการศึกษายืนยันต่อมาว่าชาวบ้านกะเหรี่ยงกลุ่มดังกล่าวเป็นชนพื้นเมืองดังเดิมที่ตั้งรกรากอาศัยอยู่ในพื้นที่บริเวณลำห้วยเหนือแม่น้ำบ้านบางกลอยบนมานับแต่ครั้งบรรพบุรุษเป็นเวลาร่วมกว่า 100 ปี ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานและเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานกับชาวบ้านชนเผ่าพื้นเมืองเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล รวมทั้งการลอบสังหารนายทัศน์กมล โอบอ้อม นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนอีกรายหนึ่งเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2554 และการตั้งข้อกล่าวหาจ้างวานฆ่าต่อนายนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานฯ ซึ่งขณะนี้คดีกำลังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาคดีของศาลหากแต่นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษรยังคงปฏิบัติหน้าที่โดยไม่มีการสั่งพักราชการหรือสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนตามระเบียบที่เคยปฏิบัติในกรณีที่ข้าราชการถูกฟ้องคดีอาญาร้ายแรง

เหตุการณ์หายตัวไปของนายบิลลี่ สร้างความวิตกกังวลว่าอาจน่าจะเกี่ยวข้องกับการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและการทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยทนายความในคดีที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครอง ซึ่งนายบิลลี่และชาวบ้านต้องร่วมเป็นพยานในคดีดังกล่าวด้วย การหายตัวไปของนายบิลลี่จึงอาจส่งผลต่อคดีและการต่อสู้เรียกร้องความยุติธรรมของกลุ่มชาวบ้านด้วย
การบังคับให้บุคคลสูญหาย หรือ การอุ้มหาย เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ร้ายแรงที่สุดเป็นการละเมิดสิทธิต่อชีวิต ร่างกาย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ที่รัฐมีหน้าที่ตามกฎหมายภายในและพันธกรณีตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ต้องให้การเคารพและคุ้มครองสิทธิดังกล่าว

มูลนิธิผสานวัฒนธรรมขอเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องรวมทั้งผู้บังคับบัญชาชี้แจ้งเรื่องการหายตัวไปของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน แกนนำชาวบ้านกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยทันที รวมทั้งขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่และสำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อติดตามตัวนายบิลลี่ อย่างโปร่งใส เป็นอิสระและนำตัวกลับมาโดยเร็วที่สุด
ทั้งนี้รัฐจะต้องไม่ยินยอมต่อการกระทำอันเป็นการบังคับให้บุคคลสูญหายและต้องดำเนินการสืบสวนสอบสวนเพื่อให้พบและช่วยเหลือเหยื่อและนำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้หากมีข้อมูลที่เชื่อได้ว่าเป็นการบังคับให้สูญหายจริง บุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำการบังคับให้บุคคลสูญหายนั้นพึงถูกพักจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการในระหว่างเวลาที่มีการสอบสวนด้วย ตามที่ระบุในปฏิญญาว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลให้พ้นจากการถูกใช้กำลังบังคับให้หายสาบสูญ ซึ่งรับรองโดยที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2535

หมายเหตุ: ข้อมูลจากรายงานคู่ขนานและข้อเสนอแนะต่อประเทศไทยเพื่อขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ ประเทศไทย เผยแพร่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2555

 

ที่มา: http://www.khaosod.co.th

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์