สัมภาษณ์ กลุ่ม “คืนความจริง” และ “นักข่าวไร้เซ็นเซอร์”

 
ประมาณหนึ่งเดือนที่ผ่านมาหลังรัฐประหาร คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ควบคุมและเซ็นเซอร์สื่อทุกประเภท ทั้งยังปิดกั้นอินเทอร์เน็ต บล็อกเว็บที่เกี่ยวกับการต้านรัฐประหารจำนวนมาก การต่อต้านรัฐประหารนั้นเป็นไปได้ยากขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นการต้านรัฐประหารด้วยวิธีทางสัญลักษณ์แค่ไหนก็ตาม เช่น การกินแซนด์วิซและการอ่านหนังสือ ก็อาจนำไปสู่การถูกจับกุมได้ การเรียกไปกักตัวเพื่อ “ปรับทัศนคติ” และการจับกุมผู้ประท้วงนำไปสู่ความกลัวที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งสังคมไทย ในขณะเดียวกันคณะรัฐประหารก็ออกแคมเปญ “คืนความสุขประเทศไทย” ผ่านการจัดงานและผ่านสื่อต่างๆ 
 
ในภาวะที่ประชาชนชาวไทยถูกยัดเยียดให้รับความสุขโดยคณะรัฐประหาร และรับข้อมูลด้านเดียว ที่เป็นด้านดีๆ ของการรัฐประหาร กลุ่มสื่อใต้ดินสองกลุ่มได้ถือกำเนิดขึ้น กลุ่มแรก มีชื่อว่ากลุ่ม “คืนความจริง ประเทศไทย” ที่ตั้งชื่อมาล้อกับแคมเปญ “คืนความสุข ประเทศไทย” ของคณะรัฐประหาร พวกเขาได้ผลิตสารคดีวิดิโอความยาว 20 นาทีออกมาแล้วหนึ่งเรื่อง สัมภาษณ์ผูคนหลากหลายตั้งแต่ ผู้เคยถูกเรียกตัวโดย คสช. นักกิจกรรมที่จัดกิจกรรมอ่านหนังสือต้านรัฐประหาร นักกิจกรรมนักศึกษาที่ถูกจับเพราะจัดกิจกรรมกินแซนด์วิซ ทนายความที่อาสาเข้าไปดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการรัฐประหาร 
 
เพียงแค่หนึ่งวันหลังจากที่สารคดีนี้ถูกเผยแพร่ วิดิโอนี้ก็ถูกบล็อกโดยกระทรวงไอซที 
 
สื่อใต้ดินอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มนักข่าวไร้เซ็นเซอร์ ซึ่งเป็นกลุ่มของนักข่าว นักกิจกรรม คนรุ่นใหม่ ซึ่งได้ออกแถลงการณ์การก่อตั้งกลุ่มที่มีหัวข้อว่า "สื่อล้มเผด็จการได้ ด้วยการพูดความจริง"
 
ประชาไทพูดคุยกับตัวแทนของสองกลุ่มดังกล่าว ถึงที่มาที่ไป และบทบาทของความจริงในการต้านรัฐประหาร 
 
สัมภาษณ์ตัวแทนกลุ่ม คืนความจริง ประเทศไทย 
 

ตัวอย่างของ คืนความจริง ประเทศไทย ตอนที่ 1
 
ทำไมถึงตั้งกลุ่มคืนความจริงขึ้นมา
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: ความเป็นมาคือ หลังรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม ประมาณสองสัปดาห์หลังจากนั้นก็มีการคุยกัน แต่บรรยากาศก็แย่มากๆ ถ้าเรานึกย้อนไปถึงสัปดาห์แรกของมัน มีการเรียกคน สร้างความหวาดกลัว ขณะเดียวกัน คณะรัฐประหารเองก็ทำปฏิบัติการจิตวิทยาเพื่อโปรโมทคณะรัฐประหาร และมีแคมเปญ "คืนความสุข" เพราะคณะรัฐประหารก็จะบอกว่า เข้ามาแก้ไขความขัดแย้งที่มันเรื้อรัง คนไทยไม่มีความสุขมากี่ปีแล้วอะไรแบบนี้ หลังจากนั้นคุณก็เอาปืนจี้หัวคน บอกให้คนมีความสุข บอกให้คนยิ้ม ซึ่งคนจำนวนหนึ่งคงมีความสุขจริงๆ ล่ะนะ แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีความสุข แต่พูดไม่ได้ แม้จะบอกว่า ไม่มีความสุขยังพูดไม่ได้เลย โดยเฉพาะคนที่ถูก คคณะรัฐประหารเรียกตัวไป หรือถูกบีบ ในขณะเดียวกัน การต้านรัฐประหารทำได้ยากมาก เพราะคณะรัฐประหารใช้ทั้งกฎหมาย ทั้งการจับ การข่มขู่ ดังนั้นก็เป็นความคิดว่า ภายใต้สภาวะแบบนี้เราจะทำอะไรได้บ้าง โอเค เราไม่สามารรถบอกตรงๆ ได้ว่า นี่คือการต้านรัฐประหาร แต่ถึงจุดนึงแล้ว เราเชื่อว่า ภายใต้ข้อจำกัดเยอะแยะนี้ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วสังคมควรได้รับรู้ ข้อเท็จจริงนี้อาจเหมือนหรือต่างจากคำของคณะรัฐประหาร ส่วนว่าพอสังคมเห็นข้อเท็จจริงเหล่านี้แล้วจะเกิดปฏิกริยาอะไรขึ้นมา นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถึงที่สุดแล้ว คนในสังคมควรจะรู้ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ก็เป็นที่มาของการ "คืนความจริง" 
 
โอเค เราเข้าใจว่า มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ความจริงหนึ่งเดียว เหรียญยังมีสองด้าน แต่ถึงที่สุดแล้ว ความจริงที่ถูกเสนอทางโครงการ คืนความจริงนี้ ไม่ใช่สัจธรรม แต่เป็นความจริงอีกด้านหนึ่ง ให้สังคมเอามาถึยงกัน มาคุยกัน นี่ต่างหากที่เราทำอยู่ 
 
ความจริงที่ว่าที่พยายามนำเสนอนั้นคือความจริงอะไร
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง:  ความจริงที่ว่า มีคนได้รับผลกระทบจากการดำเนินงานของคณะรัฐประหารอีกเยอะแยะเลยที่มันไม่ได้สวยงามอย่างที่คณะรัฐประหารพยายามนำเสนอ เอารูปธรรมเลย เช่น การเชิญตัวคนมา คุณบอกว่า คุณปฏิบัติกับเขาอย่างเดียว เลี้ยงดูปูเสื่อเขาอย่างดี ซึ่งจริงๆ นี่ไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือคุณจำกัดเสรีภาพของคนเหล่านั้น นี่ยังไม่ได้พูดถึงกรณีที่ต่างจังหวัดที่แย่กว่านี้ ดังที่เราไปสัมภาษณ์ตัวแทนทนายอะไรพวกนี้ นี่คือความจริงอีกด้านที่เราไม่ได้รับจากคณะรัฐประหาร รวมถึงว่า มีคนถูกเชิญมาแล้วถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม คุณเอาพลเรือนไปขึ้นศาลทหาร ภายใต้ข้ออ้างว่า เพราะมีการประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งมันไม่เป็นเหตุเป็นผลไง คือมันไม่มีตรรกะทางกฎหมายรองรับเลย นอกจากการบอกว่า คุณมีอำนาจ คำสั่งของคณะรัฐประหารไม่ควรเป็นกฎหมายตั้งแต่ต้น มันเป็นแค่อำนาจของคนที่มีอาวุธ ถือปืนไปจี้เอามา 
 
 
คิดว่าสื่อมวลชนกระแสหลักตอนนี้ได้เสนอความจริงชุดนี้บ้างไหม
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: ก็ตอบยากเพราะสื่อมวลชนมีหลายฝ่าย และก็มีข้อจำกัดของสื่อมวลชนในทางธุรกิจ ที่คณะรัฐประหารเอาอำนาจไปบีบได้ ทีวีคุณก็ไปบีบ ไปปิดช่องเขาได้หน้าตาเฉย หนังสือพิมพ์คุณก็เอาคนไปขู่ หรือวิทยุก็ไม่ต้องพูดถึงเลย ถามว่าเราเข้าใจไหม? เราเข้าใจ แต่ว่าภายใต้ความหลากหลายนี้ หลายสื่อก็พยายามทำใต้ข้อจำกัดที่เขามี ส่วนเรานั้นไม่มีข้อจำกัดเท่าไหร่ เราเป็นกลุ่มอิสระ นำเสนอผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบ ภายใต้ข้อจำกัดที่น้อยกว่า เราก็ทำอะไรได้มากกว่า แต่ขณะเดียวกัน เราก็ไม่ได้มีแหล่งข่าวหรือความน่าเชื่อถืออะไร นี่ยังไม่รวมถึงความกลัวของแหล่งข่าวที่มาให้สัมภาษณ์ด้วย 
 
ส่วนใหญ่แหล่งข่าวที่ติดต่อไปเขาตอบรับเลยไหม เขามีกลัวบ้างหรือเปล่า 
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: เราวางเป็นสองขั้น หนึ่งคือ เราคุยกับคนที่คุยได้ สองคือ เราให้ความมั่นใจกับเขาระดับหนึ่ง เราก็ไม่ได้รับประกันหรอกนะว่า คลิปออกไปแล้วทุกคนจะปลอดภัย แต่ในแง่ของคำถาม เราก็ทำภายใต้ข้อจำกัด 
 
ข้อจำกัดที่ว่าคือไร?
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: ก็คือไม่พูดตรงๆ ว่าต่อต้าน ทุกอย่างมันมีความเสี่ยง เราเอาอะไรแน่นอนกับคณะรัฐปะรหารไม่ได้หรอก แต่เกือบทุกคนที่เราติดต่อไปก็ยินดีให้ความร่วมมือ ส่วนหนึ่งเพราะหลายคนก็ออกสื่ออยู่เรื่อยๆ อยู่แล้ว เป็นนักกฎหมาย นักกิจกรรม 
 
ทีมงานเป็นใครบ้าง
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: ก็เป็นเพื่อนที่รู้จักกัน เป็นเพื่อนของเพื่อนบ้าง ทุกคนมาด้วยความไว้ใจกันและกัน เพราะเราก็ทำงานภายใต้ข้อจำกัด ทุกคนมีการมีงานที่ทำ ทำงานกันหลากหลาย มีทั้งเป็น ครีเอทีฟ กราฟฟิคดีไซเนอร์ เป็นนักกิจกรรม สื่อมวลชน และอาจารย์มหาวิทยาลัย 
 
คิดว่าทำไมคลิปคืนความจริงจึงถูกบล็อกอย่างรวดเร็วมาก
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: อันนี้ผมก็ไม่ร้ ต้องไปถามเขาสิ แต่ก็ไม่มีปัญหา พอลงโลกออนไลน์แล้ว ถ้าพยายามหน่อยก็หาดูไม่ยาก 
 
ตอนนี้มีใครได้รับผลกระทบบ้างหรือยังจากคลิปที่ออกไป
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: ยังไม่มี
 
วิดิโอเรื่องต่อไปของคืนความจริงจะเกี่ยวกับเรื่องอะไร
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: เราต้องการนำเสนอให้เห็นความหลากหลายของคน หลายอาชีพ หลายมิติ หลายปัญหา แต่เพื่อความปลอดภัยของแหล่งข่าว ขอยังไม่เปิดเผย 
 
 
คิดว่าจะต้องคอย "คืนความจริง" ให้สังคมไปอีกนานแค่ไหน 
 
ตัวแทนกลุ่มคืนความจริง: ก็นานเท่าที่ยังมีคนกลัวรัฐประหารอยู่ มันเป็นยุทธศาสตร์ที่ตั้งใจไว้ ที่อยากให้คนเห็นคลิป มีคนเปิดหน้าพูด ทำให้คนกลัวน้อยลง และกล้ามากขึ้น คือเราก็พูดไม่ได้ว่า คนควรเลิกกลัว เพราะเราเองยังกลัวเลย แต่ต้นทุนและข้อจำกัดของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน เราก็ไม่ควรเรียกร้องคนอื่นให้ทำเหมือนเรา แต่ก็ชวนมาร่วมมือทำกัน มาร่วมมือช่วยกันขยับเส้นของความกลัวให้มันลดลง ให้อาณาจักรของความกลัวมันลดลง และคนกล้ามากขึ้น 
 
ผมเชื่อว่า คณะรัฐประหารกลัวแสงสว่างแห่งควมจริง การให้ความจริงจึงเป็นการต้านรัฐประหารที่มั่นคง ยั่งยืนที่สุด 
 
สัมภาษณ์ตัวแทนกลุ่ม สื่อไร้เซ็นเซอร์ 
 
ทำไมถึงตั้งกลุ่มขึ้นมา อยากให้ช่วยเล่าความเป็นมาของกลุ่มให้ฟังหน่อย
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: กลุ่มเราเกิดขึ้นมาจากความอัดอั้นตันใจในสถานการณ์การรัฐประหารที่เป็นอยู่ในตอนนี้ พวกเราคิดว่าการเซนเซอร์กำลังมีความรุนแรงขึ้นมาก ทุกความจริงที่ไม่เป็นไปตามคณะทหารต้องการถูกสั่งห้ามออกอากาศ มีการมาคอยตามมอนิเตอร์ ซึ่งสื่อกระแสทั้งหลักทั้งรองบางส่วนต้องพลอยปรับตัวไปกับเขา บางส่วนถึงขนาดยอมเป็นลูกมือให้ คสช.ด้วยความเต็มใจ ทั้งๆที่เลือกที่จะไม่นำเสนออย่างเต็มใจก็ได้ สถานการณ์แบบนี้เป็นสถานการณ์ที่เสรีภาพสื่อกำลังถูกรังแกอย่างรุนแรงมาก เราเลยคิดว่ามันต้องมีคนที่ก้าวขึ้นมาทำหน้าที่นี้แทน
 
สมาชิกกลุ่มเป็นใครบ้าง และมีกี่คน
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: ใครและกี่คนคงบอกไม่ได้ แต่เราส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชนจากหลากหลายสำนัก ที่มีความคิดตรงกัน ไม่สามารถยอมรับอำนาจเผด็จการได้ ทั้งสำนักในไทยและในต่างประเทศ ทั้งกระแสรองและกระแสหลักมารวมกัน บางส่วนก็เป็นนักวิชาการ อยู่ทั้งในไทยและต่างประเทศ แต่เมื่อก้าวมาสู่จุดนี้ เราไม่มีฐานะเป็นสำนักข่าวทางการ แล้ว ไม่มีเจ้านายมาคอยกดดันห้ามนำเสนอ หรือให้นำเสนออะไร เราจึงคิดว่าคนอย่างพวกเรา จึงต้องอาศัยช่องทางอย่างคนตัวเล็กๆ ที่อาศัยเทคโนโลยีและโซเชียลมีเดี่ยนี่ล่ะ
 
ที่ว่าไม่เซ็นเซอร์นี่คือถึงระดับไหน ไม่มีกรอบและกฎหมายเลย หรือว่า แค่ไม่เซ็นเซอร์ตัวเองที่จะวิจารณ์รัฐบาลทหาร
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: เรื่องไม่เซนเซอร์ได้ถึงระดับไหนนี่ ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ แม้แต่ในโลกเสรีประชาธิปไตย เช่นเรื่องที่เป็น racist ซึ่งเอาเข้าจริงก็ยังเถียงกันไม่จบและเถียงได้เรื่อยๆ แต่เท่าที่แน่ๆ เรื่องพื้นฐานที่ความเป็นไทยพยายามให้เซนเซอร์ เราจะทะลุกรอบนี้ไปให้หมด แน่นอน ว่าเรื่องเกี่ยวกับ 112 ด้วย เรื่องศาสนา วัฒนธรรม ความงมงายทั้งหลาย เราจะพยายามทะลุมันให้มากที่สุดเท่าที่จะพอทำได้ เพราะเรามองว่าปัญหาของประเทศไทยตอนนี้ คือปัญหาที่มีรากฐานมาจากความงมงายเหล่านี้ทั้งหมด ความงมงายที่จะเชื่อ "ผู้ใหญ่" หรือความยิ่งใหญ่ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายที่ไม่สมเหตุสมผช เราไม่แปลกใจว่าทำไมคนจำนวนมากถึงเลือกเชียร์ คสช. ต่อต้านประชาธิปไตยเลย ตราบเท่าที่เรายังเห็นคนกราบหมาสามขา วัวเผือก ฯลฯ ได้อยู่ ประเทศนี้ถูกสาปกับเรื่องเหล่านี้มานานพอแล้ว
 
โดยสรุป 1. เราจะเซนเซอร์เฉพาะตามหลักจรรยาบรรณสื่อในโลกประชาธิปไตยเท่านั้น เช่นชื่อและหน้าผู้ต้องหาหรือเหยื่อ 2. เซนเซอร์ตามกฎหมายที่เป็นประชาธิปไตย คือออกโดยรัฐสภาที่เป็นประชาธิปไตย และมีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยเท่านั้น เราจะไม่ยอมเซนเซอร์ตามคำสั่งเผด็จการหรือกฎเถื่อนแน่นอน
 
ส่วนกรณี 112 แน่นอนว่าเป็นอีกหนึ่งในกฏหมายป่าเถื่อนที่ขัดต่อหลักประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพสากลเช่นกัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งด้านที่เราจะต้องทะลุไปให้ได้ แต่แน่นอนว่าเราจะต้องนำเสนอในแบบที่มีความเป็นมาตรฐานสื่อมืออาชีพ เราจะเน้นเฉพาะเรื่องที่สถาบันฯเป็นปัญหาต่อสาธารณะ แต่จะไม่แตะเรื่องกอซซิป เรื่องส่วนตัว เป็นต้น
 
คิดว่า ทำไมคสช. ถึงพยายามเซ็นเซอร์สื่อและปิดปากประชาชน 
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: เป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่ได้อำนาจมาอย่างไม่ถูกต้อง เขาต้องพยายามปิดปากทุกคนที่คิดว่าเขากำลังทำผิดมหันต์อยู่ เผด็จการทุกคนมันต้องพยายามปิดปากคนไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่แล้ว
 
แต่สิ่งเสริมให้สิ่งนี้เกิดขึ้นได้โดยง่าย ไม่กระดากใจสำหรับพวกเขาเลย ก็คือวิธีคิดของทหารในประเทศนี้นี่ล่ะ พวกเขาไม่เคยเข้าใจว่าการเคารพความแตกต่างทางความคิด และการรักษาไว้ซึ่งกฏที่อนุญาตให้ทุกคนแสดงความเห็นได้อย่างเสรี มันเป็นสิ่งสามัญสำหรับวัฒนธรรมมนุษย์บนโลกที่เจริญแล้วแค่ไหน พวกเขาคิดแต่ว่าต้องทำให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แล้วบ้านเมืองจะสงบสุข เป็นวิธีคิดมักง่ายแบบทหารคิดกับผู้ใต้บังคับบัญชานั่นล่ะ ใช้อำนาจบังคับมันเข้าไป แค่ปฏิบัติตามก็พอใจแล้ว เป็นสมองไร้สารอาหาร กลวงๆที่พร้อมรับคำสั่งอย่างเดียว นี่คือสิ่งที่ทหารอยากให้พลเมืองในประเทศนี้เป็น!
 
แล้วบังเอิญบ้านเมืองเราอยู่ภายใต้เผด็จการทหารมานานหลายปี ประชาชนถูกบังคับให้คิดแบบผู้ใต้บังคับบัญชามานาน มันก็เลยพลอยชินชาไปด้วย
 
คิดว่า กิจกรรมที่ทำอยู่ หรือคือ การเสนอข่าวอย่างปราศจากการเซ็นเซอร์ เป็นการต้านรัฐประหารอย่างหนึ่งหรือไม่
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: แน่นอนที่สุด เพราะมันคือการไม่ปฏิบัติตามความต้องการของพวกเขา ในขณะที่พวกเขาต้องการให้เราอยู่อย่างเชื่องๆทำตามเขา เชื่อแต่เขา เสพแต่ข้อมูลของพวกเขาอย่างไม่มีทางเลือก การสร้างทางเลือกที่ตรงข้ามกับการบังคับปฏิบัตินี้โดยสิ้นเชิง แน่นอนว่าคือการต่อต้านสิ่งที่ คสช.ต้องการอย่างที่ผมบอกไปข้างต้นและขอย้ำอีกครั้ง: *คสช.ต้องการให้พลเมืองไทยทุกคน เป็นสมองไร้สารอาหาร กลวงๆที่พร้อมรับคำสั่งอย่างเดียว*
 
มองการทำงาน การเสนอข่าวของสือกระแสหลักตอนนี้อย่างไรบ้าง และทางกลุ่มจะเสนอข่าวแตกต่างไปอย่างไร 
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: บางส่วนที่ต้องปรับตัวตามความจำเป็นก็เข้าใจได้ แต่บางส่วนที่เต็มใจไปช่วยเหลืออย่างเต็มที่ อันนี้ผมรู้สึกขยะแขยง เพราะคุณกำลังเอาใจช่วยการเซนเซอร์ตัวเองและเพื่อนร่วมวิชาชีพอยู่ หัวใจของการเป็นสื่อ คือเนื้อข่าวและภาพของคุณ จะนำเสนอสู่สังคม คุณควรรู้สึกโกรธถ้าใครสักคนเอามือมาบังหน้ากล้องห้ามถ่าย หรือขอให้คุณอย่านำเสนอเรื่องหนึ่งๆสู่สังคม ถ้าหัวใจคุณมีความเป็นสื่อ ยกเว้นแต่ว่าเป็นประเด็นทางด้านจรรยาบรรณ หรือสิทธิส่วนบุคคลของผู้เป็นแหล่งข่าว แต่การที่คุณเห็นด้วยกับการเซนเซอร์ในสิ่งที่เป็นการทำงานของหน่วยงานรัฐที่ตรวจสอบไม่ได้ และยิ่งมาจากปลายกระบอกปืนด้วย คุณควรรู้สึกละอายใจและเลิกทำสื่อซะ อย่างน้อยต่อให้คุณเลือกที่จะไม่นำเสนอ หรือเซลฟ์เซนเซอร์ด้วยความกลัว แต่อย่างน้อยใจคุณควรต้องเต้นระรัวด้วยความโกรธไปด้วย ไม่ใช่ไปยินดีปรีดากับเขา
 
สำหรับเรา ไม่ได้เป็นเอเจนซี่ ไม่มีนายทุน ไม่มีหัวหน้า ไม่มีใครให้เราต้องเกรงใจ ทุกอย่างที่ได้ข้อมูลมา เราต้องรายงานให้หมด จามมาตรฐานและจรรยาบรรณ ทุกคนทุกฝ่าย นี่คือสิ่งที่เราตั้งเป้าเอาไว้
 
หลังจากออกแถลงการณ์มาแล้ว จะทำอะไรต่อ งานของกลุ่มที่จะทำ ที่วางแผนไว้มีอะไรบ้าง
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: ๖อนนี้เรากำลังหาช่องทางในการนำเสนอที่ปลอดภัยอยู่ แน่นอนว่าคงจะเป็นทางสื่อโซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุค เรากำลังหาทางที่เซฟที่สุดที่จะทำเพื่อให้ทีมงานทุกคนปลอดภัยด้วย เพราะแน่นอนเรากำลังท้าทายกับอำนาจที่สามารถเอาเราเข้าคุกได้ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไม่ทำอะไรเลย ก็เตรียมพบกับพวกเราในเร็วๆนี้ได้ เมื่อทุกอย่างลงตัวแล้ว
 
ประเด็นหลักๆที่เราต้องการนำเสนอ แน่นอนว่าจะประกอบไปด้วยการเมือง สังคม วัฒนธรรม ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการผลักดันให้ประเทศไทยไปสู่ความเป็นประเทศที่มีเสรีทางความคิด รูปแบบที่เราวางไว้จะมีทั้งข่าว รายงาน และบทความ ซึ่งแน่นอนว่าเราจะเปิดให้ท่านอื่นๆสามารถแชร์ความคิดกับเราได้ด้วย
 
มองว่าตัวเองเป็นกลุ่มสื่อใต้ดินไหม 
 
ตัวแทนกลุ่มสื่อไร้เซ็นเซอร์: แล้วแต่ว่าจะนิยามยังไง แต่ส่วนตัว ด้วยความที่พวกเราวางตัวเป็นนิรนาม และหลีกเลี่ยงการถูกจับกุม พวกเราก็คงจะมีลักษณะนั้นล่ะครับ