บันทึกการคุมประพฤติโดยเจ้าหน้าที่รัฐ : ฉันไม่ใช่สัตว์เลี้ยงของพวกคุณ....

ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

ฉันตัดสินใจเขียนบันทึก บนความสุ่มเสี่ยงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่ออยากบอกให้โลกภายนอกรู้ ว่าเราทุกคนต่างมีปลอกคอ แต่ความยาวของเชือกอาจจะไม่เท่ากัน และเราจะรับรู้มัน ก็ต่อเมื่อคิดจะเดินออกนอกเส้นทางจากที่ผู้บังคับสวมปลอกคอต้องการ

อิสรภาพ...เราจะรู้สึกว่ามันมีอยู่ ก็ต่อเมื่อสูญเสียมันไป เมื่อถูกกระตุกลาก กระชากปลอกคอ บังคับให้กลับเข้าทาง ...

ภายหลังจากที่ฉันโดนเรียกเข้ารายงานตัว และถูกควบคุมตัวไว้เป็นเวลา 2 วัน ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
เมื่อวานนี้ เป็นสายเรียกเข้าครั้งที่ 6 จากเจ้าหน้าที่ทหาร

ครั้งแรก  : โดยเจ้าหน้าที่จากหน่วยที่ควบคุมตัวฉัน ติดต่อเข้ามาสอบถามพูดคุยทั่วไป ภายหลังจากที่ได้ทำการปล่อยตัวฉันแล้ว

ครั้งที่ 2 : เมื่อราวๆ 2 เดือนก่อน โดยนายทหารฝ่ายข่าวยศพันตรีนายหนึ่ง จากกองพันทหารม้าที่ 1 รักษาพระองค์ เนื้อหาของบทสนทนา เป็นการปราม ขู่ เตือน สอบถาม ด้วยคำถามเช่นว่า “ยังไม่เปลี่ยนเบอร์ใช่ไหม, ยังอยู่ที่เดิมใช่ไหม, เคลื่อนไหวด้านการเมืองบ้างรึเปล่า – ห้ามนะ,  ไม่ได้เดินทางออกนอกพื้นที่ หรือ ออกนอกประเทศใช่ไหม- ถ้าจะไปไหนต้องขออนุญาตก่อนนะ มาแจ้งให้ทราบด้วย” ประมาณนี้

และในอาทิตย์ที่ผ่านมา นับเป็นสายเรียกเข้าครั้งที่ 3 และ 4 

ฉันได้รับการติดต่อจากนายทหารยศจ่าสิบเอกซึ่งเป็นทหารฝ่ายข่าว ประจำกองพันทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ (ตามที่เขาแสดงตน) ทำหน้าที่ดูแล ติดตาม และสืบข่าวการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เข้าข่ายกระทบกับความมั่นคงฯ มีพื้นที่รับผิดชอบอยู่ในเขตพื้นที่บ้านฉัน … เขาติดต่อว่าจะเข้ามาพบที่บ้าน ฉันบ่ายเบี่ยง ด้วยรู้สึกว่าถูกคุกคามชีวิตมาเพียงพอแล้ว และไม่เห็นความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องพบอีก ประกอบกับภาระหน้าที่ในชีวิต ฉันจึงเสนอให้เขาออกมาพบในพื้นที่นอกบ้าน ในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ที่เป็นที่สาธารณะเหมาะแก่การพูดคุยกัน มากกว่าที่จะพบปะกันที่บ้านของฉัน ซึ่งเป็นพื้นที่ส่วนตัว... เขาปฎิเสธ

จนกระทั่ง เช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันได้รับสายเรียกเข้าครั้งที่ 5  – เขาสอบถามว่าฉันอยู่ที่ไหน และถามถึงตำแหน่งบ้านของฉัน ฉันตอบเขาไปว่า ไปก็ไม่เจอใคร ฉันอยู่ข้างนอก และไม่ได้กลับบ้านหลังนั้น เขาตอบกลับว่า ไม่เป็นไร เขาจะแวะเข้าไป และจะสอบถามจากเพื่อนบ้านของฉันเอง

สายเรียกเข้าครั้งที่ 6 – เขาแจ้งว่าอยู่แถวบ้านฉันแล้ว ขณะนั้นฉันกำลังอยู่ระหว่างขับรถกลับบ้าน  ฉัน จึงติดต่อพี่ที่สนิทและทนายอานนท์ นำภา จากศูนย์ทนายสิทธิฯ .. นัดเจอกันระหว่างทาง รอพวกเขาเดินทางมาถึง และเข้าไปที่บ้านพร้อมกัน ฉันตัดสินใจเผชิญหน้า.... แต่เมื่อถึงบ้าน ก็ไม่พบใคร พวกเราเห็นตรงกัน ว่าควรไปหาเพื่อพูดจากันให้จบๆ ไป เพราะไม่รู้ว่าเขาต้องการอะไร ฉันพยายามติดต่อกลับไปยังทหารนายนั้น เพื่อนัดพบ แต่เขาปิดเครื่อง ขาดการติดต่อ... รอจนกระทั่งเขาติดต่อกลับมา เราจึงนัดเจอกันที่บริเวณสถานที่อีกแห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้านนัก

เมื่อแรกเจอกัน ฉันลังเลไม่แน่ใจ ว่าเขาใช่ทหารจริงหรือไม่ เพราะเขามาคนเดียว และบุคลิกลักษณะการแต่งกายแบบนอกเครื่องแบบ ฉันเริ่มสอบถามถึงเหตุผลของการต้องการพบ แจ้งให้เขาทราบว่ารู้สึกเหมือนถูกคุกคาม ฉันไม่สามารถใช้ชีวิตอย่างปกติได้ในสถานการณ์เช่นนี้ แม้เขาจะพยายามทำเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริง ... หากไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ ฉันสามารถใช้เวลาวันหยุดได้อย่างเสรี ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีคนแปลกหน้าหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่ไหน มาหาที่บ้าน มาทำให้ครอบครัวหรือเพื่อนบ้านตื่นตระหนก หรือแม้แต่ฉันไม่จำเป็นต้องเดินทางมาหาเขาด้วยซ้ำ

เขาแจ้งว่า นัดมาวันนี้ เพื่ออยากให้มาพูดคุยกันสบายๆ ทำความเข้าใจ ... อยากขอความร่วมมือให้หยุดเคลื่อนไหว  ให้ความช่วยเหลือ หรือ หยุดทำกิจกรรม ใดๆ ที่เกี่ยวกับการเมือง หยุดออกไปร่วมกับกลุ่มนักศึกษา ในการต่อต้านหรือทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ ฉันอยากบอกเล่าบทสนทนาส่วนหนึ่ง ให้คุณฟัง

เขา : อยากขอให้เจอกันครึ่งทาง หยุดเคลื่อนไหวไปก่อน  ขอเวลาแค่ 1 ปี ก็มีการจัดการเลือกตั้งแล้ว จากนั้นอยากจะเลือกใคร ก็ค่อยว่ากัน

ฉัน : ขอเวลา 1 ปี เพื่อ ? แน่ใจได้ยังไงว่าจะมีการจัดการเลือกตั้งจริงๆ ภายใน 1 ปี แล้วระหว่าง 1 ปีนี้ พวกคุณทำอะไร?

เขา : ใน 1 ปีนี้ ก็จะพยายามกวาดล้างเรื่องคอรัปชั่น สินบน ให้หมด ตอนนี้ก็พยายามอยู่ ขอเวลาเราหน่อย

ฉัน : กวาดล้างคอรัปชั่น? กวาดกลุ่มเก่า เพื่อเคลียร์ทางให้กลุ่มใหม่รึเปล่า? แล้วคอรัปชั่นในหมู่ทหารล่ะ พวกคุณกวาดด้วยมั้ย? หรือกวาดแค่ในวงการตำรวจ?

เขา : ในทหารก็กวาด กวาดหมดแหละ ก็เห็นข่าวนี่ ระดับนายพลก็ไปหมด จากนี้ นักการเมืองกลุ่มเก่าๆ ก็จะหมดไป จะมีนักการเมืองเลือดใหม่ๆ ขึ้นมาแทน

ฉัน : นักการเมืองเลือดใหม่ๆ อย่างอภิสิทธิ์น่ะเหรอ? อย่าว่างั้นงี้นะ ระบบการเมืองมันมีวาระของมัน มันมีรอบ มีวัฏจักร พอถึงจุดหนึ่ง มันก็เป็นไปตามรอบวัฏจักรของมัน ไม่ต้องให้ใครมาเกี่ยว คุณไม่คิดบ้างเหรอ ว่าเพราะทหารรึเปล่า ถ้าพวกคุณไม่มา พวกเราคงไม่คิดถึงนักการเมืองขนาดนี้ ถ้าคุณปล่อยให้วงรอบมันเดินไป ไม่ยื่นมือเข้ามายุ่ง มาจัดการ ไม่เสนอว่าตัวเองทำได้ดีกว่า มันอาจจะไม่แย่ขนาดนี้ การเมืองบ้านเราอาจจะไปได้ดีกว่านี้ 

ที่สำคัญ อยากให้คุณเข้าใจนะ ถ้าเราไม่ถูกกด  ไม่ถูกคุกคาม เราคงไม่ออกมาต่อต้าน  ไม่เคลื่อนไหวหรอก มันก็เหมือนปล่อยแก๊สนั่นล่ะ คุณจะรอให้มันระเบิดทีเดียว หรือจะค่อยๆ ผ่อนปรน ยอมให้แก๊สมันได้ระบายออกบ้างล่ะ

ถามนะ... มันแฟร์กับเรารึเปล่า ลองคิดดูว่าถ้าเป็นตัวคุณ  เรามีสิทธิเลือกคนของเราอยู่ดีๆ พวกคุณก็มาล้มกระดาน บอกว่าไม่เอาแล้ว ไม่ดี ...แล้วเราจะแน่ใจได้ยังไงว่า ถ้าครั้งหน้า ถ้าเราได้เลือกตั้งอีก แล้วถ้าคุณไม่พอใจอีก คุณจะไม่ออกมาอีกหน ?

เขา : อันนี้ ผมจะเอาไปเสนอกับทางหน่วยนะ ผมก็บอกไม่ได้หรอก แต่จะเอาความคิดเห็นคุณไปเสนอดู

ฉัน : เอาง่ายๆ พวกคุณคิดจะออกมาจัดการปัญหา คุณถามตัวเองรึยังว่ามีความเป็นกลางพอรึเปล่า? คุณปฏิบัติกับเราเสมอภาคและเป็นธรรมมั้ย ทำไมบัญชีรายชื่อที่ถูกเรียก ส่วนใหญ่เป็นเสื้อแดง แล้วกปปส.ล่ะคุณเรียกมั้ย และปฏิบัติเหมือนกันรึเปล่า ?

เขา : ก็เรียก เขาก็ถูกเรียก คุณ.... (อดีต สส.เพื่อไทยคนหนึ่งในพื้นที่) ผมก็ไปพบมา ไปขอความร่วมมือ ผมแจ้งว่าช่วงนี้มันอันตราย สุ่มเสี่ยงให้หยุดเคลื่อนไหว หยุดทำอะไรไปก่อน เขาก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ไม่มีปัญหาอะไร

ฉัน : ก่อนที่คุณจะไปขอความร่วมมือเขา คุณรู้รึเปล่า ว่ามีหน่วยอื่นบุกไปค้นบ้านเขาโดยไม่มีการแจ้งก่อน  พวกคุณทำกับเขาอย่างนั้น แล้วตอนหลังบอกไปขอความร่วมมือ ถามจริงๆ นะ คุณเคยรู้รึเปล่า ว่าพวกเราโดนปฏิบัติยังไงกันมาบ้าง ? คือ คุณเรียกมาคุยน่ะ เราไม่อะไรหรอกนะ แต่คุณเองก็ต้องเข้าใจ ว่ากว่าเราจะมาถึงจุดนี้ เราโดนปฏิบัติยังไงบ้าง ถามจริงๆ นะ คุณรู้มั้ย ว่าตอนเราโดนเรียกรายงานตัว  มีชื่อออกโทรทัศน์ เราเกือบโดนไล่ออกจากงาน หลานชายเราไปโรงเรียน โดนเพื่อนเขียนด่ามาในสมุดการบ้าน เพียงเพราะเขานามสกุลเดียวกับเรา ทหารหน่วยอื่น เขาปฏิบัติกับเราเหมือนไม่ใช่คน หาว่าเสื้อแดงถูกจ้างมาบ้างล่ะ ดูถูกความเป็นคนกันสารพัด มาวันนี้ คุณมาขอให้เราเจอกันครึ่งทางกับคุณ เราจะมีครึ่งทางอะไรไปให้อีก

เขา : อันนี้ ผมก็ไม่รู้หรอก ทหารมีหลายหน่วย ผมมีหน้าที่ดูแลแค่ในพื้นที่ หน่วยอื่นทำยังไง ผมก็ไม่รู้ ผมไปควบคุมไม่ได้หรอก

ฉัน : นั่นไง แม้แต่ทหารด้วยกันเอง พวกคุณยังอ้างว่าดูแลกันเองไม่ได้เลยแล้วมันแฟร์กับพวกเราไหม ...ง่ายๆ นะ พวกเขาก็ไม่แฟร์กับคุณเหมือนกัน ให้ทหารหน่วยอื่น มาปฏิบัติไม่ดีกับเรา แต่พอต้องเผชิญหน้า พูดคุย ดันให้คุณมารับหน้าเสื่อ มาเผชิญหน้า มารับคำด่าพวกเรา แค่นี้ก็รู้แล้ว ว่าหน่วยงานคุณเค้าแฟร์กับคุณรึเปล่า

ฉัน : ถามนิดได้ไหม คุณดูแลพี่ที่ทำงานอยู่ รพ.เจริญกรุงประชารักษ์ด้วยรึเปล่า?

เขา : ปัญญาน่ะเหรอ ที่เป็นฝาแฝดใช่มั้ย ? ใช่ คนนี้ผมก็ต้องดู

ฉัน : แล้วคุณรู้มั้ย ข้อเท็จจริงที่คุณส่งไปให้หน่วย แค่เพียงอยากได้ตัวฝาแฝดเขา เขาต้องถูกซ้อม ถูกทำร้ายร่างกาย คุณรู้รึเปล่า

เขา : อันนี้ผมไม่รู้....

ฉัน : แล้วคุณคิดอยากจะให้เราเจอกันครึ่งทางกับคุณอีกเหรอ.... มีแต่ปลาตายแล้วเท่านั้นแหละ ที่ไม่ว่ายทวนน้ำ...

เขา : ผมก็ได้แต่ขอความร่วมมือแหละ ผมรู้อยู่แล้วว่ายังไง คุณก็ไปทำกิจกรรมที่อื่น ไม่ใช่ที่นี่ แต่ยังไงคุณก็ยังอยู่ในพื้นที่ที่ผมต้องรับผิดชอบ  มีอีก สอง – สามคนที่ผมต้องไปคุยด้วย

ฉัน : คุณตามดูทั้งหมดกี่คน ?

เขา : 4 คน (พร้อมบอกชื่อและข้อมูล) ... ไม่แน่วันไหนว่างๆ ผมจะเรียกทั้ง 4 คนมาทานข้าวพร้อมกัน

ฉัน : ทำไมต้องไป?

เขา : ก็มานั่งทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ พูดคุยกันนี่แหละ ไม่มีอะไร กินข้าวกันเฉยๆ

ฉัน : กินข้าวกับเจ้าหน้าที่รัฐ มันไม่ได้อร่อยนักหรอก

เขา : ก็คิดซะว่ามาทำความรู้จักกัน

ฉัน : ถ้าในสถานการณ์ปกติ เราไม่จำเป็นต้องรู้จักกันเลย ....

เขา : ผมอยากให้คุณรู้ ว่าไม่ได้มีแต่คุณที่แย่ ผมสิ เจออะไรที่แย่กว่าพวกคุณเยอะ
(เขาจ้องตาฉัน บอกเล่าข้อความอะไรบางอย่าง และพยายามสื่อสายตาที่เริ่มแดงช้ำมาให้ // หากมองอย่างคนคิดบวก ฉันสันนิษฐานเอาเองว่า เขาเองก็ไม่ได้เต็มใจทำงานแบบนี้นัก และอาจจะเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่หลายๆ คน ที่มีทัศนคติทางการเมืองเช่นกัน และต้องทำในสิ่งที่ไม่ได้เต็มใจ)

ฉัน : คนทุกคน มีเสรีในหัวใจแหละค่ะ ขึ้นอยู่กับว่า เขารู้ตัวว่ามีมันอยู่ไหม และคิดจะรักษามันไว้รึเปล่า...

------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เราเดินจากกัน ด้วยความรู้สึกผิดปริมาณหนึ่ง ภายในใจของฉัน แม้ฉันจะรู้สึกว่าถูกคุกคามและก้าวก่ายเสรีภาพ แต่อย่างน้อย ฉันยังโชคดีกว่าหลายๆ คน  เจ้าหน้าที่คนนี้ มีความเป็นมิตรมากกว่า ไม่ได้มาในเครื่องแบบ บางครั้งแลดูน่าสงสารเสียด้วยซ้ำ เพราะเขาไม่ได้คาดคิดว่าจะเจอฉัน พร้อมเพื่อนผู้ชายอีกสองคน ดูกังวลและเครียดตลอดการสนทนา แตกต่างจากตอนคุยทางโทรศัพท์อย่างชัดเจน

บางครั้ง คำว่า หน้าที่ อาจเป็นความภาคภูมิและเสียสละ.... แต่ คำว่า “หน้าที่” สำหรับประเทศนี้ ในสภาวะเช่นนี้ อาจเป็นความอดสูและอึดอัด

ฉันเอง มีหน้าที่พลเมืองของรัฐที่ต้องรับผิดชอบ แต่ก็มีสิทธิ ที่จะเคารพในศักดิ์ศรีและเสรีภาพของตัวเองเช่นกัน ...
ฉันจึงไม่จำเป็นต้องตอบสนองการกระตุกปลอกคอนั้น.... เพราะฉันเป็นพลเมือง เป็นประชาชนของรัฐนี้ เสมอเหมือนเฉกเช่น คนอื่นๆ .... มิใช่ “สัตว์เลี้ยง” อย่างที่พวกคุณเข้าใจ...

 

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์