สกน. ยื่นขอ “ลด-พักโทษ” 7 นักต่อสู้เพื่อที่ดินลำพูน

ชาวบ้านเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ(สกน.) ยื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดลำพูน และศูนยดำรงธรรม ขอพิจารณาให้การช่วยเหลือด้านการลดโทษหรือพักโทษในคดี 7 ชาวบ้านแพะใต้ นักต่อสู้เพื่อที่ดิน ถูกตัดสินจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

 

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2559  นักข่าวพลเมือง TPBS รายงานว่า วันดังกล่าวเป็นวัน ครบรอบ 5 เดือนกว่า ที่คดีที่ดินลำพูน ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุก 7 ชาวบ้านจากบ้านแพะใต้ ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน ข้อหาบุกรุที่ดินของเอกชน โดยในช่วงสายของวันที่ 31 ต.ค. ชาวบ้านเครือข่ายสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) จ.เชียงใหม่ และ จ.ลำพูน ประมาณ 50 คน ร่วมกันจัดกิจกรรมเยี่ยมผู้ต้องขังทั้ง 7 คนที่เรือนจำจังหวัดลำพูน 

นับจากเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2559  ศาลจังหวัดลำพูนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีที่บริษัทอินทนนท์การเกษตร โดย นพรัตน์ แซ่เตี๋ยว และยุทธนา แซ่เตี๋ยว เป็นโจทก์ฟ้องคดีชาวบ้านแพะใต้จำนวน 10 คน ในข้อหาร่วมกันบุกรุกยึดถือครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของของผู้อื่น โดยพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ตัดสินให้จำเลยทั้ง 7 ราย ที่ยังมีชีวิตอยู่ ตัดสินจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา

ทั้งนี้ จำเลยในคดีประกอบด้วย 1.สุแก้ว ฟุงฟู 2.พิภพ หารุคำจา 3.สองเมือง โปยาพันธ์ 4.วัลลภ ยาวิระ 5.วัลลภ ไววา 6.คำ ซางเลง 7.บัวไร ซางเลง ส่วนจำเลยอีก 3 รายเสียชีวิตไปแล้ว

สกน.มีความเห็นร่วมกันว่าควรจัดกิจกรรม “เยี่ยมเพื่อน” ร่วมกันทุกเดือนเพื่อเป็นการส่งมอบกำลังใจ และแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์เพื่อสะท้อนให้คนในสังคมเห็นว่าประเทศไทยยังมีความเหลื่อมล้ำในด้านทรัพยากรที่ดินสูง และยังไม่เกิดการปฏิรูปที่ดินอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน

นอกจากการเยี่ยมเพื่อน กิจกรรมในวันนี้ยังมีการมอบกองทุนจำนวน 10,332 บาท จากเครือข่ายต่างๆ ที่ระดมความช่วยเหลือ เพื่อช่วยค่าใช้สอยของผู้ต้องขังทั้ง 7 รายในเรือนจำ และช่วยลดภาระครอบครัวผู้ต้องขังในการเข้าเยี่ยมแต่ละครั้ง

อีกทั้ง สกน.ได้ยื่นหนังสือต่อ นางณิชชา ฉ่ำเฉลิม ผู้บัญชาการเรือนจำจังหวัดลำพูน ใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.ให้การช่วยเหลือด้านการลดโทษหรือพักโทษในคดีที่มีการพิพากษาสิ้นสุดแล้วอีก 2 คดี และ 2.ขอความอนุเคราะเป็นกรณีพิเศษในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังในกรณีที่ไม่ใช่ญาติ เพื่อให้เครือข่ายหรือองค์การภาคประชาสังคมได้มีโอกาสเข้าเยี่ยมและให้กำลังใจแก่ผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย

ต่อมาในช่วงบ่าย ญาติผู้ต้องขังทั้ง 7 รายได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อปลัดกระทรวงยุติธรรม ผ่านศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดลำพูน ซึ่งมีตัวแทนจากศูนย์ดำรงธรรมมารับหนังสือฉบับดังกล่าว 

ทั้งนี้ เนื้อหาหนังสือฉบับดังกล่าว มีดังนี้

 

237/2 หมู่ 7 ตำบลหนองล่อง
อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน
51120

31 ตุลาคม 2559

เรื่อง    ขอให้ช่วยเหลือผู้ต้องขัง 7 ราย

เรียน    ปลัดกระทรวงยุติธรรม ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านคดีความ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม

เอกสารที่ส่งมาด้วย
1. รายงานประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านคดีความ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรม
2. ระเบียบการประชุมคณะทำงานพิจารณาความเหมาะสมของที่ดิน และราคาที่ดิน ภายใต้โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 พื้นที่ 
3. สำเนาคำพิพากษาศาลฎีกา

เนื่องด้วยข้าพเจ้าเป็นญาติผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย ที่ถูกดำเนินคดีบุกรุกที่ดิน ตามคดีหมายเลขดำที่ 1354/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 2219/2541 และคดีหมายเลขดำที่ 1357/2540 คดีหมายเลขแดงที่ 1415/2543 ศาลฎีกาได้พิพากษาไปแล้วนั้น ปัจจุบันทั้ง 7 ราย ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำจังหวัดลำพูน มีรายชื่อดังต่อไปนี้

1.    นายสุแก้ว ฟุงฟู จำเลยที่ 1
2.    นายพิภพ หารุคำจ๋า จำเลยที่ 2
3.    นายวัลลพ ไววาง จำเลยที่ 3
4.    นายวัลลภ ยาวิละจำเลยที่ 4
5.    นายสองเมือง โปธาพันธ์ จำเลยที่ 6
6.    นางบัวไลย์ ซางเล็ง จำเลยที่ 9
7.    นางคำ ซางเล็ง จำเลยที่ 10

ซึ่งที่มาของการเกิดคดีนั้นเนื่องด้วยการพิพาทในที่ดินระหว่างเอกชนและกลุ่มชาวบ้านบ้านแพะใต้ ม. 7 ต.หนองล่อง อ.เวียงหนองล่อง จ.ลำพูน เป็นการออกเอกสารสิทธิ์ทับที่ดินที่ใช้ประโยชน์ของชาวบ้านและทิ้งรกร้างไม่ทำประโยชน์ มีความพยายามแก้ไขปัญหาโดยรัฐบาลมาตั้งแต่ ปี 2540 กระทั่ง วันที่ 8 มีนาคม 2554 คณะรัฐมนตรีได้พิจารณากรณีโครงการนำร่องธนาคารที่ดินภาคเหนือ 5 หมู่บ้านให้ดำเนินโครงการดังกล่าวในกรอบวงเงิน 167 ล้านบาทและประกาศพระราชกฤษฎีกา จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) พ.ศ. 2554 (ให้ไว้ ณ วันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2554) ให้ดำเนินการโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ซึ่งที่ดินแปลงพิพาทกับเอกชนที่อยู่ในระหว่างดำเนินคดีชาวบ้านแพะใต้ทั้ง 7 ราย เป็นหนึ่งหมู่บ้านในโครงการนำร่องธนาคารที่ดินของรัฐบาลชุดนั้น กระทั่งเมื่อปี 2558 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์อาชา ได้แต่งตั้งคณะกรรการขึ้นมาดำเนินโครงการนำร่องธนาคารที่ดินต่อ และได้ขยายพระราชกฤษฎีกาไปอีก 3 ปี เพื่อดำเนินการให้เกิดเป็นพระราชบัญญัติธนาคารที่ดินต่อไป ระหว่างนี้ให้สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) ภายใต้สำนักนายกรัฐมนตรีดำเนินการไปก่อน

ปัจจุบันมีการดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องทั้งการทำข้อมูลพื้นที่ การประสานงานกับกลุ่มเอกชนที่ถือครองเอกสารสิทธิ์ในพื้นที่เพื่อดำเนินการซื้อซึ่งเอกชนในพื้นที่ได้เสนอขายที่ดินแล้วจากการประชุมคณะทำงานพิจารณาความเหมาะสมของที่ดิน และราคาที่ดิน ภายใต้โครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ในพื้นที่นำร่อง 5 พื้นที่ กรณีชุมชนบ้านแพะใต้ หมู่ 7 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน ครั้งที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2559

จะเห็นได้ว่าโครงการนำร่องธนาคารที่ดิน ที่รัฐบาลให้แก้ไขปัญหาที่ดินนั้นดำเนินการมาตั้งแต่ ปี 2554 ปัจจุบันกำลังดำเนินการจัดซื้อ ซึ่งผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย อยู่ในพื้นที่บ้านแพะใต้ หมู่ 7 ตำบลหนองล่อง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน หนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการธนาคารที่ดิน ดังนั้นข้าพเจ้าญาติผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย จึงใคร่ควรขอให้ท่านได้ช่วยเหลือผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย เนื่องจากครอบครัวเกิดภาระค่าใช้จ่ายและการงานที่เพิ่มมากขึ้น ผู้ต้องขังทั้ง 7 ราย มีอายุเยอะแล้ว บางรายมีโรคประจำตัว สุขภาพไม่แข็งแรง และในการประชุมคณะอนุกรรมการศึกษาและแก้ไขปัญหาด้านคดีความ กฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมในครั้งที่ผ่านมามีมติให้ส่งคำพิพากษาไปยังเลขานุการเพื่อพิจารณาช่วยเหลือต่อไป จึงมีข้อเสนอดังต่อไปนี้

1. การช่วยเหลือด้านการลดโทษหรือพักโทษ ในคดี 2 คดี ที่การพิพากษาสิ้นสุดไปแล้ว

2. การช่วยเหลือขั้นตอนกระบวนการไกล่เกลี่ยในชั้นการพิจารณาฎีกา คดีหมายเลขดำที่ 1353/2540, คดีหมายเลขแดงที่ 1816/2541 ที่โจทก์ บริษัทอินทนทท์การเกษตรจำกัด ฟ้องจำเลย นายสุแก้ว ฟุงฟู ข้อหาบุกรุกอสังหาริมทรัพย์ของผู้อื่นในเวลากลางคืน

3. ขอความอนุเคราะห์เป็นกรณีพิเศษ ในการเข้าเยี่ยมผู้ต้องขัง ในกรณีที่มิใช่ญาติ เพื่อให้เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมได้มีโอกาสได้เข้าเยี่ยมให้กำลังใจแก่ผู้ต้องขังทั้ง 7 คน

จึงเรียนมาเพื่อทราบและอนุเคราะห์ให้ความช่วยเหลือ

 

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น