จันทนา ผีที่เฉือนเนื้อหนังตัวเองให้ผู้หิวโหย

“ให้แค่เดือนละไม่เกิน 3,000 นะ จะได้มีใช้นานๆ ” ข้าพเจ้ารีบตะครุบมือดึงเอาโทรศัพท์จากผู้ร่วมเยี่ยมคนงาม ก่อนจะกรอกเสียงลงไปในสายเพื่อสื่อสารกับคนที่อยู่อีกฝั่งของกระจกลูกกรง

น้าซีพยักหน้าหงึกๆ  ก่อนจะตอบปนขำว่า “กลัวเจ้เอาไปแจกชาวบ้านใช่ไหม” ข้าพเจ้าขำก่อนจะส่งโทรศัพท์คืนให้คนงามที่อ้ำอึ้งค่อยๆ บอกเล่าเรื่องราวและการมาถึงของเธอให้น้าซีฟัง ข้าพเจ้าเห็นน้าซีร้องไห้ต่อหน้าคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกันเป็นครั้งแรก การอ่านปากผ่านกระจกกั้น พอจะเดาได้ว่า แกกำลังพร่ำพรูความเจ็บช้ำน้ำใจที่ต้องเจอและความตื้นตันกับการช่วยเหลือในครั้งนี้ ให้ผู้ร่วมสนทนาฟัง ทั้งคนในคนนอกน้ำตาคลอปิ่มว่าจะร้องไห้ออกมา

ใช่สิ ผู้คนมากมายตั้งคำถามว่า ก็ในเมื่อน้าซีเป็นนักโทษการเมืองคนเดียวที่นั่น ทำไมเราจะต้องซื้อของไปบริจาคให้นักโทษทั้งเรือนจำ

“เธอก็รู้ว่าการให้จะสร้างคุณูปการให้ชีวิตเรามากมายแค่ไหน พวกเขาก็ถูกกดขี่เหมือนๆ กันกับเรานี่แหละ ยิ่งเป็นนักโทษ เป็นคนผิด ยิ่งโดนกดขี่” น้าซีอธิบายให้ข้าพเจ้าฟัง ทั้งๆ ที่ข้าพเจ้าเข้าใจอยู่แล้ว แต่แกก็ยังจะย้ำให้ข้าพเจ้าฟังอีกครั้ง คงเพราะกลัวว่าข้าพเจ้าจะใจแข็งจนไม่ยอมช่วยเพื่อนๆ ของแกด้วย

ทันทีที่เข้าเยี่ยม ก่อนที่ใครต่อใครจะเข้าให้กำลังใจ ข้าพเจ้าตั้งสติอธิบายความคืบหน้าทางคดีของน้าซีให้แกฟัง

“สรุปแล้ววันที่ 7 พฤศจิกายนนี่ คดีที่ตราดก็จะยังไม่จบ ทั้งๆ ที่เจ้ถูกขังอยู่ที่นี่มาจะครบ 84 วันแล้วนะ”น้าซีทวนถามข้าพเจ้าพร้อมกับพรั่งพรูความเจ็บช้ำน้ำใจอีกยกใหญ่

ใช่แล้ว แม้น้าซีจะถูกขังอยู่ที่เรือนจำตราดนี่มาจนจะครบกำหนดฝากขังสูงสุดคือ 7 ฝาก ฝากละ 12 วัน แล้วแต่การจำคุกที่ตราดนี่ ยังอยู่ภายใต้การจำขังและนับโทษตามคดีที่ 1 (คดีแรก) แม้ว่าน้าซีจะทำเรื่องขอย้ายไปที่ตราดเพราะต้องการจะให้มีการพิจารณาคดีที่ 2 ของตนโดยเร็ว

“ถ้างั้นการย้ายมาที่นี่ก็ไม่มีความหมาย ทำไมกระบวนการยุติธรรมมันถึงเป็นแบบนี้ เจ้จะเขียนจดหมายร้องเรียนไปที่อธิบดี ทำไมคุณย้ายเรามาแล้วไม่ประสานงานอะไรเลย นี่อัยการก็ยังไม่รู้เรื่องคดีเจ้อีก นี่มันอะไรกัน เจ้จะเขียน เจ้จะร้องเรียน คุณทำแบบนี้กับประชาชนได้ยังไงเจ้ไม่อยากอยู่ที่นี่แล้ว….เจ้ทนไม่ได้ที่ต้องเห็นความไม่เป็นธรรมแล้วทำอะไรไม่ได้  ถ้าพวกมันจะให้เจ้ผิด เจ้ก็จะสารภาพ จะได้หมดเวลาทรมาณสักที จะได้จบสักที ” ก่อนที่น้าซีจะพูดแล้วโมโหมากกว่านี้ ข้าพเจ้ารีบตัดบทให้แกได้คุยกับคนที่มาให้กำลังใจ ก่อนที่เวลาอันจำกัดจำเขี่ยจะหมดลง สีหน้าโกรธเกรี้ยวผ่อนคลายลง ชื่นตา ชื่นใจ มากขึ้นอีกหน่อย

ในที่สุดข้าพเจ้าก็ทำได้ ในที่สุดข้าพเจ้าก็ทำให้ภาพที่ข้าพเจ้าอยากเห็นเกิดขึ้นได้จริงๆ ภาพที่โดยปกติแล้วจะเกิดขึ้นกับนักโทษที่มีชื่อเสียงในสังคมฝ่ายประชาธิปไตย ในโลกออนไลน์ ในการเคลื่อนไหว ขณะนี้มันเกิดขึ้นกับชีวิตของนักโทษ ที่เป็นเพียงคนเล็กคนน้อยจริงๆ  

0000

“ถ้าหนูออกไปแล้ว หนูจะหาคนมาเยี่ยมเจ้เยอะๆ ” ข้าพเจ้าเคยบอกกับน้าซีขณะนั่งกินไข่พะโล้ที่แกแอบเอาออกจากกองเลี้ยงมาให้ อยู่ริมรั้วตาข่ายกั้นเขตหน่วยงานขณะที่เรายังอยู่ด้วยกันในเรือนจำ

“ขอบใจมากไอ้น้อง แต่ พวกเขาจะไม่มาหรอก เจ้เป็นแค่ผู้หญิงบ้าคนหนึ่ง” แกพูดปนน้อยใจขณะที่ข้าพเจ้าตักไข่เข้าปากตุ้ยๆ 

แต่ตอนนี้น้าซีเห็นแล้วว่าข้าพเจ้าทำได้ แม้ว่าจำนวนคนจะไม่ได้มากเท่า  แต่กำลังใจที่ส่งไปพร้อมกับข้าวของที่บริจาคเผื่อแผ่ไปถึงนักโทษคนอื่นๆ ก็ทำให้น้าซีรับรู้ได้ถึงกำลังใจที่ส่งไปให้แก

“หนูจะเอาเงินมาฝากให้เจ้ ด้วยนะ แต่หนูจะหาเงินเอง จะไม่ขอรับบริจาคจากใครหรอก หนูกลัวคนเขาด่า มีคนหากินกับเงินบริจาคของนักโทษเยอะแยะข้างนอก แต่มันอาจจะน้อยหน่อยนะเดือนละ 200 พอไหมละ”  ข้าพเจ้าบอกน้าซี หลังกลืนไข่ลงคอ

แกขยี้หัวข้าพเจ้าพร้อมกับบอกว่า “เอาไว้เธอรวยเธอค่อยส่งเงินให้เจ้”

0000

นี่คือสิ่งที่ข้าพเจ้ายังทำไม่ได้ ข้าพเจ้ายังไม่รวย ทั้งยังต้องขอให้คนอื่นช่วยบริจาค ก็สิ่งที่น้าซีต้องการมันใหญ่ขนาดนี้ เดือนละ 200 คนไม่พอแน่ๆ  น้าซีคงเอาไปช่วยคนจนหมดไม่เหลือไว้ดูแลตัวเองแน่ๆ เลย แต่จะรอให้รวยก่อนก็ไม่รู้ว่าจะอีกนานแค่ไหน เผลอๆ  น้าซีพ้นโทษออกมาแล้วข้าพเจ้าจะรวยได้หรือเปล่าก็ไม่รู้แต่สิ่งเหล่านี้สอนข้าพเจ้าว่า กำลังใจจากคนมากๆ  นั้นย่อมดีกว่ากำลังใจจากคนคนเดียว

“น้าซีๆ  แล้วถ้ามีคนเค้าจะทำของขายระดมทุนมาให้เจ้อีกหละเนี่ยมีคนอยากช่วยเยอะแยะเลย” ข้าพเจ้าแทรกถามขณะที่ผู้เยี่ยมใหม่ยังเก้กังที่จะพูดคุยกันเพราะเพิ่งเห็นหน้าคาตากันเป็นครั้งแรก

“พวกเขาเป็นใคร? เจ้รู้จักไหม?” น้ำเสียงแห่งความไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นทันทีทันใด

ใช่สิ คนในโลกการเมือง คนที่เห็นอะไรต่อมิอะไรมามากมายย่อมจะหวาดระแวงสงสัย และกลัวถูกใช้เป็นเครื่องมือทำมาหากินมากที่สุด

“ให้พวกเขามาคุยกับเจ้เอง เจ้ไม่ใช่ตุ๊กตา”

ข้าพเจ้าเข้าใจคำตอบห้วนๆ อันนั้นดี คนอย่างน้าซีไม่ใช่คนที่จะขอรับความช่วยเหลือจากใครง่ายๆ  แกเคยเล่าให้ฟังว่าก่อนจะติดคุกแกเป็นผู้หญิงที่ทำมาหากิน ต่อสู้ด้วยตัวเองมาตลอด ทำงานเป็นเสาหลักของครอบครัวมาเสมอ สิ่งที่แกจะขอก็ไม่เคยขอเพื่อตัวเอง แต่เป็นการขอเพื่อคนอื่น เหมือนที่แกขอให้เราช่วยเหลือเพื่อนนักโทษในคุกเดียวกันนี้นี่แหละ และข้าพเจ้ารู้ว่าสิ่งที่แกต้องเผชิญก่อนหน้านี้คือความรู้สึกว่าตัวเองถูกใช้เป็นเครื่องมือ ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้าไปติดคุกกับแก มีใครสักคนเอาเงินไปฝากให้แกใช้ทุกๆ เดือน โดยไปขอรับเงินมาจากใครอีกหลายๆ คน แต่แล้ววันหนึ่งคน คนนั้นก็หายไป “เขาเอาอิสรภาพของเจ้ไปขายกิน …..เธออย่าทำแบบนั้นกับเจ้นะ มีอะไรเธอบอกกับเจ้นะ” ขณะที่เราถูกขังอยู่หลังกำแพงสูงนั่น เราไม่รู้หรอกว่าคนข้างนอกมีเหตุจำเป็นอะไร ทำไมพวกเขาหายไป ทำไมพวกเขาไม่มาเยี่ยม พวกเขามีอันตรายไหม พวกเขาปลอดภัยหรือเปล่า ความมืดบอดของกรงขังทำให้เรามองทุกอย่างในแง่ร้ายได้เสมอ

หวังว่าคนข้างนอกจะเข้าใจ ความมืดบอดของเรา

.… เดือนหนึ่งเรายังยิ้มได้ สามเดือน เรายังอดทนได้ หกเดือน เราจะค่อยๆ เข้าใจว่ากำลังถูกทิ้ง จนครบปี เราจะรู้โดยกระจ่างว่า จะต้องอยู่ในนั้นโดยปราศจากความช่วยเหลือจากโลกข้างนอก

อย่างที่ข้าพเจ้าเคยบอก ความไว้วางใจคือกำแพงสูงใหญ่ของน้าซี เพราะมันถูกทำให้มั่นคงแข็งแรงด้วยประสบการณ์อันเลวร้ายที่แกต้องเผชิญ   ทั้งจากศัตรูและคนที่เชื่อว่าคือมิตร

การจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับคนที่ถูกหักหลังมานับครั้งไม่ถ้วนอย่างน้าซีจึงจำเป็นต้องใช้เวลายาวนานและต่อเนื่อง ในเมื่อรัฐไม่ได้รับผิดชอบต่อความบอบช้ำของนักโทษการเมืองคนไหน พวกเราจึงต้องมาดูแลกันเอง

บทสนทนาของข้าพเจ้ากับน้าซีถูกสลับกับคนใหม่ที่ไปเยี่ยม ให้น้าซีได้คุยกับคนอื่นๆ บ้าง

“เนี่ย…มีคนถามมาเรื่องลูกชายเขาเยอะมาก ว่าอยากช่วยลูกชายน้าซี แต่พอถามน้าซีแกก็บอกว่า ลูกแก 19 แล้ว และทำงานส่งตัวเองเรียนได้ ฉันจะไปตอบสาธารณชนยังไงละ” 

คนงามผู้นำพาข้าวของและส่งต่อเรื่องราวของน้าซีจากข้าพเจ้าให้สาธารณชนเปรยขึ้นด้วยความหนักใจ ขณะเดินออกจากห้องเยี่ยม หลังจากที่พะวงกับประโยชน์สูงสุดที่น้าซีควรจะได้รับจากการช่วยเหลือครั้งนี้อยู่ตั้งแต่เช้า

“ไม่ต้องห่วงลูกชายพี่นะคะ ลูกชายพี่เขาเก่ง ทำงานด้วยเรียนไปด้วย” 

คำตอบที่น้าซีตอบผู้เยี่ยมใหม่ หลังจากที่หล่อนเอ่ยถามเรื่องราวของลูกชาย (อ่านฉบับเต็มได้ที่นี่)

“ไม่มีลูกที่ไหนอยากได้เงินจากการติดคุกของแม่ตัวเองหรอก บอกพวกเขาเท่านี้ พวกเขาจะเข้าใจ” ข้าพเจ้าปลอบใจหล่อน ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะเข้าใจสิ่งที่นักโทษและครอบครัวต้องเผชิญหรือไม่

“ภรณ์ทิพย์ นี่ๆ มาดูรูปลูกชายเจ้ หล่อมากเลย แสตมป์ใส่ชุด ร.ด.เขาส่งรูปมาให้เจ้ดู” น้าซีวิ่งกระหืดกระหอบมาหาข้าพเจ้าในบ่ายวันหนึ่งพร้อมรูปถ่ายใบเล็กในมือ

“โอ้โห หล่อนะเนี่ย” ใช่สิ ลูกชายน้าซีหน้าตาดีจริงๆ  แต่หลังจากข้าพเจ้าเปิดปากเอ่ยประโยคนั้นออกไปแล้ว น้าซีก็พูดถึงความเก่งกาจและรักศักดิ์ศรีของลูกชายไม่หยุดพร้อมกับเอารูปไปอวดเพื่อนๆ ผู้ต้องขังคนอื่นๆ ที่กำลังแต่งตัวเตรียมเก็บขัง จนผู้คนหันมาสนอกสนใจรูปนั้น ก่อนจะแยกย้ายกันไปทำธุระของตัวเอง  “ขี้อวดจริงๆ ”  ข้าพเจ้านึกในใจ

“เขาไม่เห็นด้วยหรอกที่เจ้เป็นเสื้อแดง แต่เจ้ต้องอธิบายให้เขาฟังว่าเจ้เป็นเสื้อแดงเพราะอะไร ไม่ต้องเห็นด้วยหรอก แค่เข้าใจเหตุผลก็พอแล้ว”แกเล่าด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม

“ตอนนี้ลูกชายเจ้ ทำงานที่ปั้มน้ำมัน ส่งตัวเองเรียนด้วยนะ เขาเก่งมาก เขารู้ว่าแม่เสียสละเพื่อคนอื่น เขาเลยต้องดูแลตัวเอง เจ้เป็นแม่ที่แย่จริงๆ  มัวแต่สู้เพื่อคนอื่น แต่ไม่เคยดูแลลูกตัวเองเลย แต่พอเขาโตเขาจะเข้าใจ”

ก่อนที่น้ำตาจะท่วมตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารีบลุกจากตรงนั้น ไปไหนก็ได้ เดินออกไป โดยอ้างว่าลืมของ น้าซีพยายามเรียกถามว่าลืมอะไรแต่ข้าพเจ้าก็วิ่งหนีออกมาจากตรงนั้น ก่อนที่น้ำตาจะหยดออกมา

เพราะข้าพเจ้าเองก็เอาแต่ทำโน่นทำนี่จนไม่สนใจครอบครัวเหมือนกัน เพียงแต่เราอยู่กันคนละสถานะเท่านั้น

“เธออย่าลืมไปเยี่ยมพี่น้องเราคนอื่นๆ เหมือนที่มาเยี่ยมเจ้นะ”

น้าซีตะโกนเพิ่มงานให้ข้าพเจ้าผ่านกระจก หลังจากเจ้าหน้าที่ปิดไฟ ตัดสายโทรศัพท์แล้ว

“อย่าดื้อนะ อดทนอยู่ที่นี่ไปก่อน พวกเราจะได้มาเยี่ยมได้”

ข้าพเจ้าฝากคำจากพี่สาวอีกคนที่พ้นคุกไปจากการประกันตัว ในคดีทางการเมือง ให้น้าซีมีกำลังจะอยู่ที่นั่นต่อไป

แต่ข้าพเจ้าจะเอาปัญญาที่ไหนไปเยี่ยมทุกๆ คนที่น้าซีพูดถึง ไม่มีใครสนใจคนตัวเล็กตัวน้อยหรอก ดูจากที่พวกเขาถูกทิ้งอยู่ในคุกมืดๆ นั่นสิ ไม่มีทั้งญาติ ไม่มีทั้งเพื่อน ทั้งๆ ที่ยอมได้แม้กระทั่งให้ตัวเองตายเพื่อจะให้ลูกหลานมีชีวิตที่ดีขึ้น

เอาเท่าที่ข้าพเจ้ารู้จักและถูกคุมขังอยู่ด้วยกัน ทั้ง

สุภาพร มิตรอารักษ์ คดีปาระเบิดศาลอาญา

อัญชัน ตรีเลิศ  คดี 112

ณัฐธิดา มีวังปลา หรือพี่แหวน

และอีกหลายต่อหลายคนที่ข้าพเจ้าอ่านเรื่องราวของพวกเขาเพียง “ผ่านๆ ” จากมิตรสหายที่ยังคอยช่วยเหลือกันและกันอยู่ ในต่างจังหวัด ข้าพเจ้าแอบคิดเอาว่า ถ้าแม่คนงามคนนี้พาคนไปเยี่ยมให้กำลังใจคนอื่นๆ ได้ก็คงจะดีไม่น้อย แต่ก็ต้องรีบดึงสติตัวเองกลับมา นี่ มันไม่ใช่หน้าที่อะไรของทั้งข้าพเจ้าและหล่อน เราเพียงแต่ช่วยคนที่เรารู้จัก คนที่เราอยากช่วย ก็เท่านั้น

“ฉันช่วยน้าซี เพราะฉันรู้จักเธอ และฉันก็อยากให้คนอื่นๆ ได้รู้จักเธอกับน้าซีเหมือนกัน” เจ้าของร่างเล็กๆ นั่นให้เหตุผลของการที่หล่อนลุกขึ้นมาทำอะไรอย่างที่ตัวไม่เคยทำมาก่อนให้ข้าพเจ้าฟัง

มันคือความจริงที่ว่า ถ้าข้าพเจ้าไม่ไปติดคุก ข้าพเจ้าก็คงไม่ได้พบพวกเขา คงไม่รู้ว่ามีคนมากมายที่ไม่ได้อยู่ในกระแสถูกจองจำคุมขังอยู่ที่นั่นเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองของเขา นี่คงเป็นเหตุผลของสรรพสิ่งที่ส่งข้าพเจ้าไปที่นั่นกระมัง

และข้าพเจ้าจะต้องบอกท่านแต่ตามตรงว่า ต่อไปนี้ การขอรับบริจาคให้กับน้าซีของข้าพเจ้าและเพื่อนๆ  ก็จะจบลง เราได้เงินมากระดับหนึ่งแล้ว และยังมีผู้คนอีกมากมายต้องการความช่วยเหลือของท่าน  เอาไว้ข้าพเจ้าจะเล่าเรื่องราวของพวกเขาให้ท่านฟังทีหลัง

ในวันนี้ ตราบใดที่น้าซียังอยู่ที่เรือนจำตราด ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ ก็ยังเดินทางไปเยี่ยมแกได้ ฝากเงินให้แกได้ เดือนละไม่เกิน 3,000 บาท น้าซีไม่ได้ต้องการเงินก้อนใหญ่มากมาย เงินที่ได้มาคงไม่พอจะช่วยแกได้จนครบกำหนดโทษ แต่ก็อาจจะช่วยซื้อเวลาให้ข้าพเจ้าได้พยายามรวยจนสำเร็จ จะได้ฝากเงินให้แกด้วยตัวข้าพเจ้าเอง เพราะข้าพเจ้ารู้ว่ามีคนอีกมากมายที่ต้องการการดูแลจากสาธารณชน ขอเวลาให้ข้าพเจ้าสักหน่อยนะน้าซี

แต่ถ้าใครจะฝากเงินให้น้าซีด้วยตัวเองก็สามารถทำได้เช่นกัน แต่ท่านควรจะทราบเสียก่อนว่า

1.เรือนจำมีกฎ ห้ามนักโทษมีเงินในบัญชีเกิน 9,000 บาท ไม่ใช่ฝากได้เดือนละ 9,000 บาท นั่นแปลว่า ไม่ว่าจะโทษนานแค่ไหน ก็มีเงินในบัญชีได้ไม่เกิน 9,000 บาท หากเกินเรือนจำจะส่งคืนญาติ

2.ท่านสามารถส่งธนาณัติให้นักโทษได้ แต่ถ้านักโทษมีเงินในบัญชีอยู่แล้ว 9,000 บาท เงินที่ท่านส่งไปจะถูกตีกลับ

3.ท่านไม่สามารถส่งของกินหรือของใช้ใดๆ ไปให้นักโทษในเรือนจำได้ ทำได้เพียงให้นักโทษนำเงินไปซื้อของที่มีขายอยู่ภายในเรือนจำเท่านั้น

4.การฝากเงินให้นักโทษจะต้องเข้าเยี่ยมนักโทษก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถฝากได้

ท่านสามารถเขียนจดหมาย และ ส่งธนาณัติไปให้น้าซีได้  นอกเหนือจากที่ข้าพเจ้ารับผิดชอบเงินจำนวนหนึ่งอยู่(แต่อาจจะต้องทำใจหากมีการส่งชนกันแล้วยอดเงินเกิน)

จันทนาวรากรสกุลกิจ
เรือนจำจังหวัดตราด 81 หมู่ 8 ถนน วังกระแจะ อ.เมือง จ.ตราด 23000

ข้าพเจ้าหวังเพียงว่าทุกกำลังที่ช่วยน้าซีลงไป จะช่วยซ่อมแซมเลือดเนื้อที่พร่องไปเพราะการฉีกเฉือนตัวเองให้เป็นอาหารแก่ผู้คนที่หิวโหยได้บ้าง และหวังอีกเพียงว่า คดีที่เหลือของน้าซีจะจบลงโดยเร็วที่สุด อย่าให้คุกกลืนกินความหวังและความฝันของใครไปมากกว่านี้ และอย่าให้ความหวังบดขยี้ชีวิตของใครไปมากกว่านี้เลย