อัพเดทล่าสุดเมื่อ 1 นาที 53 วินาที ที่ผ่านมา
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ

พีร์ พงศ์พิพัฒนพันธุ์: ประเทศไทยต้องเปลี่ยน(อย่างไม่มีทางเลี่ยง)

 

ถามกันมากว่า “ประเทศไทยจะไปทางไหนในอีก 20 ปีข้างหน้า?”

หลายคนอาจกังวลเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีของคสช. ที่แม้แต่ได้ยินชื่อ ก็รู้สึกว่า จะเป็นการตั้งต้นบีบคอคนไทยหรือใส่โซ่ตรวนตั้งแต่ยกแรกแล้ว หลายคนไม่แน่ว่าประเทศไทยจะเดินถอยหลังตามแบบอุดมการณ์จารีตนิยมหรือแบบฉบับไทยนิยมของรัฐบาลเผด็จการในยุคนี้หรือไม่

ผมไม่คิดเช่นนั้น แต่คิดว่า เราควรต้องเตรียมตัวเพื่อรับการเปลี่ยนแปลงที่จะมาถึงเมืองไทยไม่ช้าก็เร็ว...แน่นอน

จากมุมมองในฝ่ายพุทธศาสนา “กฎอนิจจัง”ทำงานอย่างซื่อตรง และไม่มีมายาคติไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือวัตถุสิ่งของก็ตาม “ไม่มีอะไรมั่นคงแน่นอน และไม่มีอะไรจะอยู่ค้ำฟ้าโดยไม่การเปลี่ยนแปลง”

จ้อบ ฉันทฤทธิ์ วิโรจน์ศิริ ศิษย์เก่า ม. ศิลปากร และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาแถวแคลิฟอร์เนีย เพื่อนที่เคยใช้ชีวิตในอเมริกามานานค่อนชีวิตเปรยกับผมว่า หากเทียบประวัติศาสตร์ไทยกับประวัติศาสตร์อเมริกาแล้ว ประวัติศาสตร์การเมืองไทยยังไม่ได้เริ่มต้นหรือเริ่มนับหนึ่งแต่อย่างใดเลย โดยที่ประวัติศาสตร์การเมืองของอเมริกันมีส่วนหนึ่งที่น่าเศร้า เพราะมีการใช้ความรุนแรงคือเกิดสงครามฆ่าล้างผลาญกัน ก่อนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศด้วยซ้ำ ข้อมูลประวัติศาสตร์ดังกล่าวถูกสอดอยู่ในแบบเรียนประวัติศาสตร์อเมริกันโดยทั่วไป

ส่วนประวัติศาสตร์ของไทยเรา ถ้าอนุมานจากความคิดของจ้อบแล้ว คงยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไรในอนาคต เพราะมันยังไม่มีการเริ่มต้น หากจะกำลังจะเกิดการเริ่มต้นขึ้นในไม่ช้าไม่นาน

แต่ถามว่ามันมีแนวโน้มหรือกลิ่นอายของการเริ่มต้นเชิงประวัติศาสตร์ไหม คงต้องบอกว่ามี ไม่ว่ากระแสไทยนิยมจะถูกโหมประโคมโดยรัฐบาลเพียงใดก็ตาม ทั้งนี้เพราะโลกไม่สามารถเดินกลับหลัง หมุนเวลาย้อนไปหาอดีตได้ บริบทสังคมหรือเหตุการณ์อะไรต่างๆ ก็ต่างจากเดิม เปลี่ยนแปลงไปทุกเมื่อเชื่อวัน

ตัวอย่างของความไม่สามารถควบคุมได้ซึ่งข้อมูลข่าวสารของรัฐบาลเหมือนดังในอดีต เนื่องจากระบบออนไลน์และโซเชียลมีเดีย แค่นี้ก็ทำให้ความพยายามในการแช่แข็งประเทศเป็นไปไม่ได้แล้ว การมองรอบด้านเท่านั้นที่ทำให้ชีวิตและประเทศชาติอยู่รอด

ขณะที่โลกกำลังก้าวเข้าสู่ความเป็นสากลทุกขณะ ทุกคนในโลกนี้กำลังเดินไปในทางเดียวกัน บนค่านิยมต่างๆ ที่สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว เช่น ค่านิยมเสรีประชาธิปไตยหรือปัจเจกนิยม เป็นต้น ชนิดที่ไม่มีรัฐบาลที่ไหนในโลกห้ามได้ และดูเหมือนว่ากระแสของค่านิยมดังกล่าวก่อตัวขึ้นในสหรัฐอเมริกานั่นเอง ซึ่งก็น่าจะราวๆ สองทศวรรษกว่าๆ มานี่เอง

ก็ใครจะคาดคิดเล่าว่า วัฒนธรรมซิลิคอนวัลเลย์ จะมีอิทธิพลต่อการปรับเปลี่ยนภูมิทัศน์ความคิดของพลเมืองโลกได้รวดเร็วและจำนวนมากขนาดนี้ จุดประกายโดยสตีฟ จ้อบบ์และบิลล์เกตต์  จนต่อมา ซักเกอร์เบิร์ก เอามาขยายผล จนมันได้ทะลายกำแพงความเป็นรัฐชาติลงอย่าแทบสิ้นเชิงและมนุษย์โลกก็บ่ายหน้าหันหัวไปในทางเดียวกันแบบเห็นกันชัดๆ

ในสหรัฐอเมริกามีนักการเมืองและนักวิจารณ์ (อย่างเช่น ชอมสกี) พยายามพูดถึงความหลากหลายอันเป็นอัตลักษณ์อเมริกัน ทว่ามันใช่เหรอนั่น ผู้คนเริ่มเชื่อในความหลากหลายน้อยลง แต่กำลังเชื่อในเรื่องผู้ควบคุมและสอดส่อง คนไม่แน่ใจว่าเป็น Big Brother คนใหม่หรือไม่ แต่บางทีมันอาจไม่แตกต่างมากนักกับนิยายเรื่องดังของจอร์จ ออร์เวล เรื่องดังกล่าว แต่เรื่องนี้อย่างน้อย สมาชิกคองเกรสอเมริกันก็เริ่มให้ความสำคัญแบบเป็น “เรื่องคอขาดบาดตาย” แล้วตอนนี้ ถึงกับเรียกตัวซักเกอร์เบิร์กไปไต่สวนดังปรากฏเป็นข่าวไปแล้ว

เมื่อกระแสหลักของโลกมีทีท่าหรือบ่ายหน้าไปสู่ความเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย คนไทยเองก็ไม่น่าจะต้านทานกระแสใหญ่ที่ว่านั่นได้ แต่การเปลี่ยนแปลงอาจต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็ไม่อาจเลี่ยงได้ เหมือนกระแสน้ำที่ไหลหลากจากภูเขา ในที่สุดก็จะหวาดต้อนเอาสรรพสิ่งไปกับมัน พาไหลออกมหาสมุทรที่เป็นกระแสสากลในที่สุด จนกว่าเราจะหลอมรวมกับกระแสสากลเหล่านั้นจนเป็นหนึ่งเดียว

จึงเป็นที่น่าผิดหวังสำหรับฝ่ายต่อต้านกระแสหรือฝ่ายรำลึกอดีต ที่พยายามจะทวนกระแสสากล เพราะจะเหนื่อยเปล่าและสิ้นเปลืองทรัพยากรที่ใช้ไปในการต้านกระแสโดยใช่เหตุ และก็แน่นอนว่าไม่ต้องรอให้ถึง 20 ปีด้วยซ้ำ มันจะอุบัติขึ้นก่อนหน้านั้นแน่นอน

ที่สำคัญครับ มาร์คไว้เลยนะครับ พลังอนุรักษ์นิยมแบบล้าหลัง จะต้องพ่ายแพ้ต่อคนรุ่นใหม่ ที่มีกำลังวังชาและเวลาที่ยาวนานกว่า นี่ไม่ใช่ทฤษฎีใหม่ใดๆ เลย หากเป็น “พุทธทฤษฎี” หรือแท้จริงคือกฎที่รู้กันโดยทั่วไป กฎอนิจจังหนึ่งในไตรลักษณ์ จะทำหน้าที่ของมันอย่างตรงไปตรงมา เรื่องก็ง่ายๆ แค่นี้เอง

แล้วก็ดูสิครับ คนรุ่นใหม่จำนวนมากยืนจ่อรอเปลี่ยนแปลงประเทศอยู่หรือเปล่า เราคงตระหนักนะครับว่าพวกเขาคิดไม่เหมือนคนรุ่นพ่อแม่ในหลายเรื่อง มันเป็นโลกของพวกเขา พวกเขาเติบโตขึ้นมาท่ามกลางกระแสสากล พูดกันแบบแรงๆ กระแสสากลล้างสมองพวกเขามาตั้งแต่เด็กๆ ครับ ก่อนเข้าเรียนอนุบาลเสียด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นต่อให้กี่ คสช.ก็เอาไม่อยู่ ชาติที่หมายถึงพลเมืองเขาไปแล้วของเขาเอง ไม่ต้องรอการอนุมัติจาก คสช. พวกเขาส่วนใหญ่ก้าวเข้ากระแสสากลไปเรียบร้อยแล้ว ดังที่ท่านผู้นำจะเห็นปฏิกิริยาของเด็กๆ ที่เกิดขึ้นและกระทบกับตัวท่านอยู่เนืองๆ จากจุดนี้ทำให้รัฐบาลเผด็จการมีแต่ตั้งรับลำบากมากยิ่งขึ้นทุกวัน เพราะไม่ทราบแน่ชัดว่า เด็กคนไหนคือชนวนระเบิด ที่สำคัญคือ ทุกคนสามารถเป็นชนวนได้หมด ก็จากกระแสสากลที่พวกเขารับเข้ามาใส่หัวตั้งแต่อ้อนแต่ออดนั่นเอง

ย้ำอีกครั้งว่า กระแสนี้มีพลังมหาศาล เป็นแบบจำลองประวัติศาสตร์อเมริกันที่อาจเกิดขึ้นในประเทศไทย โดยใช้เทคโนโลยีอเมริกันนี่แหละ มีอำนาจพอที่กวาดต้อนทุกสรรพสิ่งอำนาจ ที่มีอยู่ในตอนนี้ให้พังพินาศลงในเร็วก็ช้า ถ้ากลุ่มอำนาจเดิมไม่คิดจะปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลง

ดูจากพฤติกรรมเด็กๆ และเยาวชน (หรือพรรคการเมืองใหม่บางพรรค) ในทางการเมืองก็คงจะทราบกันดีในเวลานี้

ว่าพวกเขาแทบรอไม่ไหวที่จะเห็นประเทศไทยเดินสู่การเปลี่ยนแปลงสู่กระแสสากลที่ว่า คอยดูเอาเถอะว่าพวกเขาหมายมั่นอุดมการณ์เชิงปัจเจกเสรีประชาธิปไตยไว้มากมายขนาดไหน

พุทธทฤษฎี (กฎ) นี้ของจริงครับ !!

ไม่ต้องไปแช่แข็งสังคม ไม่ต้องไปย้อนกระแสกลบเกลื่อนปัญหาฯ แบบละครออเจ้าหรือหนังสือแบบเรียนสมัยอยุธยาจินดามณี .....ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น

และคาดว่า คงไม่ต้องรอถึง 20 ปี ชัวร์

เปลี่ยนแน่นอน ประเทศไทย 555

 

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai : ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai : LINE ไอดี = @prachatai