ทนายคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่นจ่อฟ้องกลับ 'ศรีวราห์' หลังศาลยกฟ้อง 2 คดี ชี้ใส่ร้ายป้ายสี ปชช.

เบญจรัตน์ ทนายครูแขกคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่น จ่อฟ้องกลับ ม.157 พล.ต.อ.ศรีวราห์ และพวก หลังศาลยกฟ้อง 2 คดี ชี้ต้องรับผลของการกลั่นแกล้ง จากการใส่ร้ายป้ายสีประชาชน

24 พ.ค.2561 เบญจรัตน์ มีเทียน ทนายความของอัมพร ใจก้อน หรือครูแขก ที่ศาลอุทธรณ์เพิ่งยกฟ้องคดีระเบิดสมานเมตตาแมนชั่นปี 53 ไปเมื่อไม่นานมานี้ ให้สัมภาษณ์กับประชาไท ว่า ในวันที่  28 พ.ค.นี้ เวลา 13.00 น. ตนและลูกความจะฟ้องกลับ ผู้สั่งการในคดีคือ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) กับพวก ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ข้อหา 157, 172, 173, 174, 175, 200 , 83, 90 และ 91 ซึ่งตนเตรียมฟ้องไว้นานแล้ว แต่ลูกความเพิ่งพร้อม 

เบญจรัตน์ กล่าวว่า คดีที่ตนดูก็ยกฟ้องหมดเลย และ ล่าสุดก็จับคนอยากเลือกตั้งด้วย ตนมองว่ามันไม่ยุติธรรม และเมื่อทำผิดก็ควรรับผิดชอบจากการจับโดยที่เขาไม่ได้กระทำความผิด
 
"ในเมื่อคุณใช้กฎหมายกับเรา ทั้งๆ ที่เราไม่มีความผิด แล้วตัวคุณเป็นฝ่ายผิดเสียเอง เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องรับผลของการกระทำของคุณ" เบญจรัตน์ กล่าว พร้อมระบุว่าคุณกลั่นแกล้งเขา เพราะฉะนั้นคุณก็ต้องรับผลของการกลั่นแกล้ง ในเรื่องที่คุณไม่ชอบ ซึ่ง 2 คดีที่ตนดูอยู่นั้น ศาลมีคำพิพากษาแล้วว่าจำเลยที่ถูกจับนั้นบริสุทธิ์
 
"ถ้าเราไม่ใช้สิทธิตามกฎหมาย แล้วคนที่มีอำนาจแล้วทำไม่ถูกมันก็ได้ใจ ถูกไหม กฎหมายมันต้องเท่าเทียมกันกับทุกๆ คน เพราะฉะนั้นคุณจะมียศมีตำแหน่งอย่างไรก็ตามแต่คุณต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ต้องการบังคับใช้กฎหมายให้มันสำหรับคนที่ทำความผิด อันนี้ถือว่าเขาผิดแล้วที่เขามาใส่ร้ายป้ายสีประชาชน" ทนายเบญจรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย
 
 
สำหรับคดีของอัมพร หรือครูแขก 10 เม.ย.ที่ผ่านมา สำนักข่าวไทย รายงานว่า ศาลอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 4 ฟ้องในความผิดฐานมีวัตถุระเบิดชนิดแสวงเครื่อง และกระสุนปืนไว้ในครอบครอง โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย พิพากษายืนยกฟ้อง
 
ส่วนศาลชั้นต้นพิพากษาเมื่อวันที่ 17 พ.ย.2559 พิพากษายกฟ้อง โดยให้เหตุผลว่าฝ่ายโจทก์มีนายตำรวจ 2 ราย เป็นพยานโจทก์เบิกความเกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่า เมื่อช่วงปี 2553 ได้เกิดเหตุที่สมานเมตตาแมนชั่นและมีผู้เสียชีวิต โดยโจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายเบิกความถึงการสอบสวน ด้วยการไปสังเกตการณ์ในที่เกิดเหตุ ขณะที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจ แต่โจทก์ไม่มีพยานที่รู้เห็นขณะเกิดเหตุ และก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ได้เห็นจำเลยได้ร่วมนำวัตถุระเบิดไปไว้ในห้องเกิดเหตุ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้จากผู้ดูแลอพาร์ทเมนท์ก็ระบุเพียงว่าได้ดูแลอาคารโกมลอพาร์ทเม้นท์ที่ให้เช่าเท่านั้น แต่ไม่ได้ดูแลอาคารสมานเมตตาแมนชั่น พยานโจทก์ที่นำสืบมาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ ประกอบกับจำเลยให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ข้อเท็จจริงจึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดจริงตามโจทก์ฟ้อง