สมาคมสื่อออกแถลงการณ์หน้าที่สื่อมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้ง

6 องค์กรสื่อออกแถลงการณ์การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้ง ขอให้ฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เข้าใจและเคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้สามารถนำเสนอข่าวได้อย่างอิสระ - ด้าน กอร.ฉ. ออกประกาศย้ำข้อกำหนด สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน กทม.

16 ต.ค. 2563 6 สมาคมสื่อ ประกอบไปด้วย สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนในสถานการณ์ความขัดแย้ง ระบุว่าตามที่ได้มีการจัดชุมนุมทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน จนนำไปสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในท้องที่กรุงเทพมหานคร

6 องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์และสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย  มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ และขอเรียกร้องต่อทุกฝ่าย ดังนี้

1. ขอให้รัฐบาลหลีกเลี่ยงการใช้อำนาจตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ที่จะเป็นการลิดรอนเสรีภาพสื่อ โดยให้ใช้ความระมัดระวังในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย และต้องไม่ใช้สื่อของรัฐปลุกระดมให้ประชาชนเกิดความเกลียดชังต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

2. ขอให้ฝ่ายรัฐและผู้ชุมนุม เข้าใจและเคารพการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน ให้สามารถนำเสนอข่าวได้อย่างอิสระ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นอย่างครบถ้วน รอบด้านและเป็นไปตามหลักจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งนี้ สื่อมวลชนมีหน้าที่รายงานข่าวและข้อเท็จจริง ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับใคร จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายของการข่มขู่ คุกคามและแทรกแซงไม่ว่าจากฝ่ายใด ซึ่งอาจส่งผลให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างอิสระ จะส่งผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข่าวสารข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ของประชาชน

3. ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนง ทำหน้าที่การรายงานข่าวสารข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจากทุกฝ่ายอย่างตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง  ไม่ส่งผ่านถ้อยคำความรุนแรงที่อาจจะสร้างความเกลียดชังระหว่างคนในสังคมและให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประชาชนสามารถรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและรอบด้านมากที่สุด

ทั้งนี้ ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน สนับสนุนให้ทุกฝ่ายยึดมั่นในแนวทางสันติวิธีในการแก้ไขปัญหาต่างๆ โดยหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ

สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ
สภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์
สหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย

16 ต.ค. 2563

กอร.ฉ. ออกประกาศย้ำ ข้อกำหนด สถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงใน กทม.

ด้าน กอร.ฉ. ออกประกาศฉบับที่ 005/63 ระบุว่าตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่กรุงเทพมหานคร ให้ กอร.ฉ.มีอำนาจตาม พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 และต่อมาได้มีมีการแต่งตั้งให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง นั้น

ทาง กอร.ฉ.จึงขอย้ำเตือนขอกำหนดต่างๆ ที่มีผลต่อพี่น้องประชาชนทุกท่าน ดังต่อไปนี้ 

1. เรื่องประกาศของหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง อันได้แก่ การห้ามการชุมนุมของบุคคลเกินกว่า 5 คนขึ้นไป เพื่อวัตถุประสงค์ทางการเมือง การห้ามยานพาหนะเข้าไปในพื้นที่กำหนด อันได้แก่ ยานพาหนะเป็นเวที, รถขยายเสียง หรือรถกำเนิดไฟฟ้า, รถประเภทสุขาเคลื่อนที่ และการสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค โดยยานพาหนะกลุ่มดังกล่าวเจตนาเพื่อสนับสนุนการชุมนุม

2. เรื่องการจัดการจราจรในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งข้อกำหนดให้อำนาจในการควบคุมเส้นทางการจราจรและพื้นที่โดยรอบการชุมนุม ซึ่งปัจจุบันกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการนัดชุมนุมในพื้นที่แยกราชประสงค์ ในกรณีนี้เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องปิดการจราจรบริเวณแยกราชประสงค์ ได้แก่ ด้านถนนราชดำริ ตั้งแต่ประตูน้ำ-ราชประสงค์, ด้านถนนเพลินจิต ตั้งแต่แยกชิดลม-ราชประสงค์ และด้านถนนพระราม 1 ตั้งแต่แยกเฉลิมเผ่า-ราชประสงค์ ตั้งแต่เวลา 14.00 น.เป็นต้นไป จึงขอให้ประชาชนทุกท่านคำนึงข้อกำหนด และหลีกเลี่ยงการจราจรในพื้นที่ดังกล่าว

3. เรื่องการควบคุม และการนำเสนอข่าวสารไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว อันจะเป็นการปลุกปั่นหรือทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเน้นย้ำไปยังผู้ปกครองในช่วงนี้ให้เฝ้าระวังการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด ซึ่งการกระทำดังกล่าวนอกจากจะเป็นความผิดตาม พรก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว ยังเป็นความผิดตาม พรบ.คอมพิวเตอร์ อีกด้วย จึงขอฝากเตือนไปยังประชาชนให้คำนึงถึงประกาศ และข้อกำหนด ตาม พรก.ดังกล่าว โดย กอร.ฉ.จำเป็นต้องปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่เพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยแก่บ้านเมือง

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์