การ์ดอาชีวะเล่านาทีถูกยิง ทนายสิทธิเตรียมดำเนินคดีตำรวจสลายชุมนุม-บุคคลที่ใช้ปืนยิง

การ์ดอาชีวะเล่าเหตุการณ์ที่แยกเกียกกายระหว่างที่เข้าไปช่วยคนเจ็บก็ถูกยิงเสียเอง ยืนยันจะยังทำหน้าที่การ์ดเพื่อดูแลมวลชนต่อไป ส่วนทีมทนายสิทธิเตรียมแจ้งความกลับตำรวจที่ใช้กำลังสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บ รวมถึงบุคคลที่ใช้อาวุธปืนยิงประชาชนด้วย

เมื่อวานนี้ (19 พ.ย.2563) ผู้สื่อข่าวประชาไทได้สัมภาษณ์เกวลัง ธัญญเจริญ หรือเก่ง การ์ดอาชีวะจากกลุ่มเฟืองน้ำเงินเพื่อเสรีภาพ และเป็นผู้ประสานงานระหว่างสถาบันอาชีวะที่อาสาออกมาดูแลมวลชนในการชุมนุม เกวลังถูกยิงจนได้รับบาดเจ็บที่ขาในเหตุการณ์ช่วงหัวค่ำวันที่ 17 พ.ย.2563 ที่บริเวณแยกเกียกกาย เกวลังบอกว่านอกจากเขาแล้วยังมีเพื่อนอีกคนที่เข้ารับการรักษาแต่อาการหนักกว่าเขาเนื่องจากถูกยิงกระดูกแตก ส่วนตัวเกวลังเองจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้แล้วในตอนเย็น

เกวลัง ธัญญเจริญ หรือเก่ง

เกวลังกล่าวถึงอาการบาดเจ็บที่ตัวเองได้รับว่า มีทั้งอาการบาดเจ็บจากการอักเสบของผิวหนังจากการโดนน้ำที่เป็นสารเคมีของตำรวจทำให้มีแผลพุพอง แล้วก็ที่ร้ายแรงเป็นบาดแผลถูกยิงที่ต้นขาซ้ายโดยแพทย์ยังระบุได้แค่ว่าเป็นอาการบาดเจ็บจากเป็นโลหะที่ยังระบุไม่ได้ว่ามันคืออะไรซึ่งต้องรอทางตำรวจพิสูจน์ทราบอีกที ทั้งนี้เขายังไม่ได้พบตำรวจพึ่งฟื้นตัวจากการผ่าตัดมาเมื่อวาน(18 พ.ย.)

เกวลังเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมาว่าตนเองเข้ามาในพื้นที่การชุมนุมตั้งแต่ช่วงบ่ายสองบ่ายสามแล้วก็อยู่จนกระทั่งถูกยิงได้รับบาดเจ็บแล้วถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง

เกวลังบอกว่าตั้งแต่หลังจากรถน้ำเลิกฉีดแล้วผู้ชุมนุมฝั่งคณะราษฎรเข้ามายึดพื้นที่แยกเกียกกายได้ แล้วทางผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองก็มีการขว้างปาสิ่งของใส่ก่อน แล้วก็เกิดขว้างของใส่กันการ์ดจึงพยายามห้ามปรามกันเองว่าไม่ให้ปา จนกระทั่งหยุดปาของใส่กันจึงนั่งกันอยู่ตรงนั้นถึงเวลาประมาณสองทุ่ม

เกวลังบอกว่าที่ไปอยู่บริเวณแยกเกียกกายเพราะว่าต้องการกันไม่ให้มวลชนหลุดออกไปจากแนวกั้น เพราะบริเวณนั้นเป็นทางที่ค่อนข้างแคบ มืด และเปลี่ยวมาก เสี่ยงที่จะถูกลอบทำร้ายมาก แต่ตรงนั้นก็มีนักข่าวอยู่บนสะพานลอยซึ่งเขาจะคอยเก็บภาพให้เราตลอด

จนกระทั่งประมาณ 2 ทุ่มถึง 2 ทุ่มครึ่ง ที่จะมีเสียงระเบิดดังขึ้น แต่จังหวะที่มีเสียงระเบิดเกวลังไม่ได้เห็นเหตุการณ์เพราะเดินออกจากแนวกั้นเพื่อไปทำธุระส่วนตัวที่กำแพงแถวนั้น พอเสียงระเบิดดังขึ้นถึงได้วิ่งกลับไปดูที่แนวกั้นเกียกกาย จากนั้นเขาก็วิ่งออกไปตามน้องๆ ที่วิ่งหลุดออกไปที่แนวหน้าตามให้กลับมาที่แนวเดิม แต่ตอนที่มีการขว้างระเบิดก็มีการยิงเข้ามา น้องที่วิ่งออกไปก็เริ่มมีคนที่ล้มและมีคนเจ็บกันแล้ว ส่วนตัวเกวลังเองก็วิ่งตามไปจนถึงจุดที่ทีมพยาบาลวิ่งออกมาช่วยคนเจ็บซึ่งอีกฝ่ายก็ยิงใส่น้องพยาบาลด้วย เกวลังจะเข้าไปช่วยก็เลยโดนยิงเสียเอง ซึ่งเกวลังบอกว่ามีทิศทางการยิงมาจากด้านหน้าของเขาคือด้านสะพานแดงซึ่งมีกลุ่มคนเสื้อเหลืองอยู่

เกวลังอธิบายเพิ่มว่าทีมพยาบาลที่วิ่งออกไปช่วยคนเจ็บตั้งแต่อีกฝ่ายเริ่มมีเสียงปืน โดยทีมพยาบาลดังกล่าวสวมเสื้อสีแดงขาวสะท้อนแสงและมีสัญลักษณ์แพทย์ ส่วนตัวเขาเองที่วิ่งออกไปช่วยมีเพียงหมวกนิรภัยใบเดียวเพราะต้องถอดเสื้อออกตั้งแต่โดนฉีดน้ำสารเคมีแล้วเพราะมันใส่ไม่ได้แล้ว

เกวลังบอกว่าจุดที่โดนยิงเป็นช่วงกลางๆ ถนนทหารใกล้กับกรมสรรพาวุธทหารบก แต่ก็ไม่ได้กลับมาปฐมพยาบาลทันทีเนื่องจากตอนนั้นยังไม่รู้ตัวว่าโดนยิงแล้วก็เลยยังช่วยคนทางด้านหน้าให้ถอยกลับมาที่แนวกำบังจนมีคนเห็นเลือดของเกวลังไหลเขาถึงรู้ว่าตัวเองโดนยิง ทางทีมพยาบาลที่ขับจักรยานยนต์ออกมารับคนเจ็บก็ให้เขาขึ้นกลับมาที่เต็นท์พยาบาลในพื้นที่ชุมนุม

ภาพบาดแผลของเกวลังจากวิดีโอที่บันทึกภาพขณะที่พยาบาลอาสาปฐมพยาบาล จากสื่อเถื่อน

เกวลังบอกว่าตอนที่ตัวเองถูกยิงก็เห็นว่าคนอื่นๆ ที่ได้รับบาดเจ็บอีกเช่นกันแต่ตอนนั้นไม่ทราบว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นมีหลายคนที่ล้มลงไป

เกวลังบอกว่าขณะเกิดเหตุกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองที่มาเผชิญหน้ากันถอยห่างออกไปราว 100 ม. เขาคิดว่าเป็นลักษณะถอยไปเพื่อตั้งหลักรอทำร้ายกันมากกว่า ซึ่งในบริเวณที่เกิดเหตุจุดที่ผู้ชุมนุมเสื้อเหลืองอยู่ค่อนข้างสว่างชัดเจนเพราะอยู่บริเวณด้านหน้าแฟลตทหาร ส่วนทางด้านที่ผู้ชุมนุมคณะราษฎรอยู่จะค่อนข้างมืด

เมื่อสอบถามว่าในขณะเกิดเหตุพบเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารในบริเวณดังกล่าวบ้างหรือไม่ เกวลังบอกว่าไม่เห็นทั้งตำรวจทหารแม้กระทั่งด้านสะพานแดงก็ไม่มีเจ้าหน้าที่ยืนเฝ้ามีแต่ทางเข้าทางอื่นก่อนที่จะเข้ามาในรัฐสภา

“ตำรวจจะยืนที่บริเวณตีนสะพานแยกบางโพธิ์หนึ่งชั้นแล้วก็มีตำรวจยืนที่กลางแยกหนึ่งชั้น ส่วนของด้านสะพานแดงก็จะมีแค่รั้วกันไม่มีตำรวจทหาร อย่างคืนที่เกิดเหตุก็มีแค่ทหารตรึงกำลังอยู่หน้ากรมแต่ไม่ได้ออกมาช่วยประชาชนยืนมองเราล้มยืนมองเราเจ็บเขาไม่ได้มีสามัญสำนึกของคนอยู่เลย ณ วันนั้นที่ผมเห็น” เกวลังอธิบายถึงความรู้สึกคาดหวังกับเจ้าหน้าที่ทหารในบริเวณนั้นจะเข้ามาช่วยคนบาดเจ็บบ้าง แล้วก็น่าจะออกมาคลี่คลายสถานการณ์ถึงแม้จะไม่ใช่ตำรวจแต่ก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐเหมือนกัน

เกวลังบอกว่าตอนที่เกิดเหตุการณ์เขาไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวเพราะอยากช่วยคนให้ได้มากที่สุดมากกว่าเพราะเจตจำนงค์ที่เราออกมาไม่ใช่มาประท้วงเป็นหลักแต่มาเพื่อดูแลมวลชนปกป้องพี่น้องที่ถามหาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญมากกว่า อาชีวะแท้ๆ เขารับกันไม่ได้กับคนที่อ้างตัวว่าเป็นอาชีวะฝั่งที่ใส่เสื้อเหลืองออกมาแต่มาทำร้ายเด็กและคนชรา พวกเขาจึงพร้อมใจกันออกมาเพื่อปกป้องมวลชน

เกวลังบอกว่าหลังจากหายดีแล้วเขาก็จะยังกลับไปทำหน้าที่อีกเหมือนเดิม

“เจตจำนงค์ของเรามีหน้าที่ดูแลประชาชนเราก็ต้องออกไปเหมือนเดิม ในเมื่อตำรวจไม่ปกป้องเรา เราก็ต้องปกป้องพี่น้องของเราเอง” เกวลังกล่าวและเขาฝากว่าอยากให้พี่น้องอาชีวะออกมาร่วมต่อสู้กันเยอะๆ เพราะความรุนแรงเริ่มเพิ่มมากขึ้น เราออกมาดูแลมวลชน เราไม่ได้อยากจะใช้ความรุนแรงตอบโต้กลับ ถ้าอาชีวะจะตอบโต้กลับมันไม่ใช่เรื่องยากเลย แต่หลายม็อบที่ผ่านมาจากภาพเหตุการณ์การบุกยึดสถานที่ต่างๆ อาชีวะจะเป็นแนวกันมวลชนที่จะปะทะกับตำรวจตลอด จากภาพสื่อจะเห็นว่าเป็นอาชีวะส่วนใหญ่ เราอยากเน้นสันติวิธีและอยากเชิญชวนพี่น้องอาชีวะที่ไม่เห็นด้วยกับความรุนแรงมาช่วยกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่ากังวลหรือไม่ที่ข้อเรียกร้องของการชุมนุมค่อนข้างสูง เกวลังก็บอกว่าแม้เพดานการชุมนุมจะค่อนข้างสูงแต่ก็ยังยึดว่าเป็นการปฏิรูปไม่ใช่ล้มล้าง

“คือเราต้องรณรงค์ให้เข้าใจกันก่อนว่าการปฏิรูปก็คือการปฏิรูปเราคงอยู่ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์แต่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ใช่การล้มล้างไม่ได้คิดจะล้มราชวงศ์”

ทนายสิทธิเตรียมดำเนินคดีทั้งตำรวจและผู้ใช้ความรุนแรง

นรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนให้สัมภาษณ์ว่าขณะนี้กลุ่มองค์กรทนายความที่รวมตัวกันในนาม “ภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน” กำลังรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2563 ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมโดยใช้ทั้งรถฉีดน้ำแรงดันสูงและแก๊สน้ำตา เพื่อดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเป็นการปฏิบัติการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นรเศรษฐ์ยังกล่าวอีกว่า จะมีการดำเนินคดีกับบุคคลที่ใช้ความรุนแรงจนทำให้มีผู้บาดเจ็บที่แยกเกียกกายด้วยซึ่งตอนนี้ได้เข้าพบตัวผู้บาดเจ็บจากการถูกยิงแล้ว 2 คน

นรเศรษฐ์ยังกล่าวอีกว่า ขณะนี้ทีมทนายความของภาคียังรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์

ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 18 พ.ย.2563 ภาคีนักกฎหมายฯ มีจดหมายเปิดผนึกถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติระบุว่า ในเหตุการณ์ที่แยกเกียกกายเจ้าหน้าที่มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพียงพอที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจะพิสูจน์ทราบได้ว่าจะเกิดการทำร้ายร่างกายระหว่างที่มีการเผชิญหน้าของมวลชนทั้งสองกลุ่ม ผบ.ตร. หรือ ผบ.ชน. สามารถออกคำสั่งให้มีการดูแลความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ณ จุดที่มีมวลชนทั้งสองฝ่ายปักหลักอยู่ ซึ่งถือได้ว่าเจ้าหน้าที่ได้ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และ/หรือปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ซึ่งท่านมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

ในจดหมายเปิดผนึกระบุว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีพบผู้บาดเจ็บจากการถูกยิงรวม 5 ราย ได้แก่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล 1 ราย (บาดแผลที่ขา) โรงพยาบาลรามาธิบดี 1 ราย (บาดแผลที่ข้อมือ) โรงพยาบาลพระรามเก้า 2 ราย (บาดแผลที่ขา) และโรงพยาบาลเพชรเวท 1 ราย (บาดแผลที่ท้อง)

องค์กรนักกฎหมายที่เข้าร่วมกับภาคีนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนในขณะนี้ ได้แก่ ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน, สมาคมนักกฎหมายสิทธิมนุษยชน, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม, มูลนิธิผสานวัฒนธรรม, โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์), สมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน, มูลนิธิศูนย์ทนายความมุสลิม, สมาคมนักกฎหมายคุ้มครองสิทธิและสิ่งแวดล้อม และสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิเสรีภาพ (สกสส.)

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์