ประยุทธ์แจง 6 ยุทธศาสตร์หลักในการจัดทำงบฯ 65 วงเงิน 3.1 ล้านล้าน -  'ผู้นำฝ่ายค้าน' ไม่อาจปล่อยผ่าน

“วันนี้ไม่มีการทุจริตในรัฐบาลผม” ประยุทธ์แจง 6 ยุทธศาสตร์หลักในการจัดทำงบประมาณ วงเงิน 3.1 ล้านล้านบาท เพื่อประโยชน์สูงสุด เน้นใช้จ่ายที่คุ้มค่า ยึด รัฐธรรมนูญไทย พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ยันจัดสรรงบฯ เพียงพอต่อสถานการณ์โควิด-19 มั่นใจการบริหารจัดการวัคซีนในเดือนมิ.ย. ยังคงเป็นไปตามแผน ด้าน 'ผู้นำฝ่ายค้าน' ไม่อาจปล่อยผ่าน ชี้เศรษฐกิจวิกฤตเข้าขั้น ICU โครงสร้างงบฯ ผิดพลาดไม่ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน

31 พ.ค.2564 วันนี้ เมื่อ เวลา 10.00  น.  ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 2  สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1  เป็นพิเศษ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี แถลงต่อสภาผู้แทนราษฎรถึงเป้าหมายและแนวทางร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565  เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากผลกระทบการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยยึดบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญ  พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561  พ.ร.บ. วิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561  รวมทั้งกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงสาระสำคัญงบประมาณรายจ่าย 2565 จำนวน 3,100,000 ล้านบาท เป็นการจัดทำงบประมาณแบบขาดดุล กำหนดรายได้สุทธิจำนวน 2,400,000 ล้านบาท และเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 700,000 ล้านบาท รวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 3,100,000 ล้านบาท จำแนกยุทธศาสตร์การจัดสรรงบประมาณ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : ด้านความมั่นคง จำนวน  387,909.6 ล้านบาท ร้อยละ 12.5 ของวงเงินงบประมาณ ด้วยการเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติ   รักษาความสงบภายในประเทศ พัฒนาและเสริมสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  ขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้  ปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ การป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด  ป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง และพัฒนาศักยภาพการป้องกันประเทศเพื่อพร้อมเผชิญภัยคุกคามทุกมิติ พัฒนาระบบการเตรียมพร้อมแห่งชาติและระบบบริหารจัดการภัยพิบัติ พัฒนากลไกการบริหารจัดการความมั่นคงแบบองค์รวม รวมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 

ยุทธศาสตร์ที่ 2 : ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน  จำนวน 338,547.6 ล้านบาท ร้อยละ 10.9 ของวงเงินงบประมาณ โดยมีเป้าหมายกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคมในทุกภูมิภาคของประเทศ ดังนี้  การพัฒนาด้านคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ เพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น พัฒนาพื้นที่ให้เป็นเมืองอัจฉริยะน่าอยู่ การพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ เป็นศูนย์กลางความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม รองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน  การสร้างรายได้จากการท่องเที่ยว กระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ชุมชนและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน การพัฒนาผู้ประกอบการและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสู่สากล โดยมีเป้าหมายให้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่น้อยกว่า 40,000 ล้านบาท ภายใน 3 ปี  การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต การเกษตรสร้างมูลค่า สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร การพัฒนาพื้นที่และเมืองน่าอยู่อัจฉริยะ การพัฒนาความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก  การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัล เพิ่มมูลค่าของธุรกิจดิจิทัลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล/อินเทอร์เน็ตให้ครอบคลุมอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง การพัฒนาศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม รวมทั้งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม 

ยุทธศาสตร์ที่ 3 : ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์  จำนวน 548,185.7 ล้านบาท ร้อนละ 17.7  ด้วยการเสริมสร้างให้คนมีสุขภาวะที่ดี  พัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต พัฒนาคุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ เสริมสร้างศักยภาพการกีฬา ปรับเปลี่ยนค่านิยมและวัฒนธรรม มีความรักและความภูมิใจในความเป็นไทย น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อให้สังคมไทยมีความสุข สนับสนุนด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ เพื่อพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย 

ยุทธศาสตร์ที่ 4 : ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม  จำนวน 733,749.6 ล้านบาท ร้อยละ 23.7 เพื่อสร้างความเป็นธรรม และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม กระจายศูนย์กลางความเจริญให้ทั่วถึง เพิ่มโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้ามาเป็นกำลังในการพัฒนาประเทศ ด้วยการเสริมสร้างพลังทางสังคม ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคมเพิ่มขึ้น กระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  พัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ  เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับสังคมสูงวัย พัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก สร้างหลักประกันทางสังคมและความเสมอภาคทางการศึกษา รวมทั้งมาตรการแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่มเด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาสทางสังคม เพื่อเข้าถึงบริการขั้นพื้นฐานของรัฐและโอกาสทางสังคมได้อย่างเท่าเทียมกันและปลอดภัย 

ยุทธศาสตร์ที่ 5 : ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  จำนวนเงิน 119,600.3 ล้านบาท ร้อยละ 3.9 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อพัฒนาและอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล สร้างการเติบโตบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง หมอกควันและไฟป่า ปัญหามลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ด้วยการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้ประเทศมีความมั่นคงด้านน้ำเพิ่มขึ้น การสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และป้องกันการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ   สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจ  จัดการผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศ มลพิษและสิ่งแวดล้อม ยกระดับกระบวนทัศน์เพื่อกำหนดอนาคตประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สนับสนุนด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

ยุทธศาสตร์ที่ 6 : ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ  จำนวน 559,300.5 ล้านบาท ร้อยละ 18.0 ของวงเงินงบประมาณ เพื่อให้ระบบการบริหารราชการมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยมีแผนงานเน้นการต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ ลดปัญหาการทุจริตในสังคมไทยให้ค่าดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perception Index : CPI) อยู่ในอันดับ 1 ใน 54 และ/หรือได้คะแนนสูงกว่า 50 คะแนน ภายใต้รัฐบาลดิจิทัล พัฒนาการให้บริการภาครัฐผ่านการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า พัฒนาบริการประชาชนและประสิทธิภาพภาครัฐ พัฒนากฎหมายและกระบวนการยุติธรรมให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนา ปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ รวดเร็ว โปร่งใส มีขนาดที่เล็กลง พร้อมปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง 

พล.อ.ประยุทธ์ ชี้แจงว่า งบประมาณเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันนโยบายและให้สอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจภายในประเทศและผลกระทบจากภายนอก รวมทั้งสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งในปี 2565 คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวในช่วงร้อยละ 4.0 – 5.0 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากแนวโน้มการฟื้นตัวต่อเนื่องของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แนวโน้มขยายตัวทั้งการบริโภคและการลงทุนของภาคเอกชน อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในช่วงร้อยละ 0.7 – 1.7  ซึ่งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในปี 2565 ยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี  

ยันจัดสรรงบฯ เพียงพอต่อสถานการณ์โควิด-19 มั่นใจการบริหารจัดการวัคซีนในเดือนมิ.ย. ยังคงเป็นไปตามแผน

สำหรับ การจัดสรรงบประมาณเพื่อรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19  ทั้งจากงบประมาณประจำและงบประมาณพ.ร.บ. เงินกู้ต่างๆ นั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอนและรัฐบาลทำอย่างเต็มที่ด้วยความโปร่งใส สำหรับการจัดหาวัคซีนโควิด-19 ในเดือนมิถุนายน ยังคงเป็นตามแผนทั้ง

ต่อการบริหารจัดการวัคซีนนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันว่า ว่า รัฐบาลมีคณะกรรมการดำเนินอย่างต่อเนื่องทั้งการจัดหา การนำเข้าแบบรัฐ-รัฐ รวมทั้งวัคซีนทางเลือก โดยมีทั้งแผนหลัก แผนรองและแผนฉุกเฉินในบริหารจัดการวัคซีน ขณะที่โลกยังคงมีความต้องการวัคซีนที่มากขึ้นในหลายประเทศซึ่งต้องมีการบริหารจัดการวัคซีนของบริษัทผู้ผลิตด้วย  ขณะเดียวกันไทยก็จะได้รับการถ่ายทอดการผลิตวัคซีนจากหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19  ด้วย  ซึ่งคาดว่าในช่วงเวลาที่กำหนดไปแล้วจะไม่ปัญหาเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนทั้งวัคซีนที่จัดหาโดยรัฐและวัคซีนทางเลือกที่ดำเนินการได้แล้วในขณะนี้  อย่างไรก็ตามการนำเข้ายังต้องผ่านช่องทางรัฐ-รัฐ 

พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธข้อกล่าวหางบประมาณกระทรวงสกลามโหมมากกว่ากระทรวงสาธารณสุข โดยชี้แจงว่างบประมาณด้านสาธารณสุข ประกอบด้วยงบประมาณของกระทรวงสาธารสุข ยังมีกองทุนภายใต้สังกัดกระทรวงสาธารณสุขอีก 3 กองทุน  ประกอบด้วย กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กองทุนการแพทย์ฉุกเฉิน  กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย มีจำนวน 141,741   ล้านบาท  และงบประมาณ 153,940.47  รวมงบประมาณด้านสาธารณสุขทั้งสิ้น   295,681 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2564 ลดลงเพียงแค่ 5,930 ล้านบาทร้อยละ 1.7  งบประมาณขณะที่ 2 ปีที่ผ่านมาได้มีการปรับลดงบประมาณกระทรวงกลาโหมกว่า 10,000 ล้านบาท แต่ยังคงมีงบประมาณผูกพันที่ต้องดำเนินการต่อในปีงบประมาณ 2565 

พล.อ.ประยุทธ์ ยืนยันรัฐบาลบริหารจัดการวัคซีนทั้งการกระจายวัคซีนและการให้บริการฉีดวัคซีน ด้วยความโปร่งใส ทั่วถึงและเป็นธรรม ยืนยันในเดือนมิถุนายน จะมีวัคซีนเข้ามาอย่างเพียงพอทั้งวัคซีนที่รัฐบาลจัดหาและวัคซีนทางเลือก ซึ่งการนำเข้ายังต้องติดต่อผ่านสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)  โดยต้องบริษัทที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้แทนบริษัทผู้ผลิตวัคซีนที่ถูกต้อง เพื่อรับรองมาตรฐานก่อนนำเข้า ขอให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลได้การบริหารงบประมาณด้วยการพิจารณาอย่างเข้มงวด รัดกุม  พร้อมรับฟังทุกข้อมูล

“วันนี้ไม่มีการทุจริตในรัฐบาลผม” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำ 

'ผู้นำฝ่ายค้าน' ไม่อาจปล่อยผ่าน ชี้เศรษฐกิจวิกฤตเข้าขั้น ICU โครงสร้างงบฯ ผิดพลาดไม่ตอบโจทย์ปัญหาประชาชน

ด้าน สมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายงบประมาณ ปี 2565 ชี้ให้เห็นรัฐบาลที่ไร้ประสิทธิภาพ บริหารจัดการผิดพลาด โดยเฉพาะในสถานการณ์วิกฤตการระบาดของเชื้อโควิด-19 จนกระทบไปถึงเศรษฐกิจ ทำให้พี่น้องประชาชนต้องยากลำบากแสนสาหัสความว่า

“วันนี้ เป็นวันที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นวันที่รัฐสภากำลังจะทำหน้าที่อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณประจำปี พุทธศักราช 2565 ซึ่งถือได้ว่า เป็นงบประมาณที่มีนัยยะสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของประชาชนทั้งประเทศ เราจะฝ่าช่วงเวลาวิกฤตของประเทศและพาประชาชนอยู่รอดได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการพิจารณาร่างงบประมาณฉบับนี้ การจัดทำงบประมาณ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสามารถตอบปัญหาการแก้ไขวิกฤตของประเทศและประชาชนให้ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันเป็นภาวะวิกฤตด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ที่เชื่อมโยงกับสถานการณ์เศรษฐกิจ แรงงาน และสวัสดิการในภาวะฉุกเฉิน การจัดสรรงบประมาณเพื่อตอบสนองและจัดการปัญหาหลายมิติ จึงจำเป็นต้องมีความละเอียดอ่อน ครอบคลุม การกระจายทรัพยากรที่ทั่วถึงและเหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้น การจัดการและบริหารงบประมาณต้องอาศัยบุคคลที่เป็นผู้บริหารงบประมาณที่มีศักยภาพ สามารถเข้าใจปัญหา จัดการกับความสำคัญเร่งด่วนในการแก้ปัญหา รวมถึงการป้องกันและรับมือวิกฤตนี้ได้อย่างชาญฉลาด

วันนี้ พี่น้องประชาชนกำลังลำบากอย่างแสนสาหัส แต่รัฐบาลกลับวางแผนจัดงบประมาณปี 2565 ราวกับประเทศอยู่ในสถานการณ์ปกติดี ?

“ท่านปล่อยให้พวกเขา ดิ้นรนกันเอง เพื่อเอาชีวิตรอดท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด” ผู้นำฝ่ายค้านกล่าว พร้อมระบุว่านายกฯ ไม่ได้ยินเสียงของประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ที่ดังระงมไปทุกภาคส่วนเลยหรือครับ หรือท่านมีศักยภาพในการคิด และบริหารจัดการได้เต็มที่เท่านี้ หรือท่านไม่สนใจว่า ประเทศจะเสียหายอย่างไร ประชาชนจะเดือดร้อนแค่ไหน ขอเพียงพวกท่านยังรักษาอำนาจ และผลประโยชน์ของพวกพ้องได้ ก็เพียงพอแล้ว ใช่หรือไม่?

การรับมือโควิด-19 ระลอกแรกในช่วงต้นปี 2563 ประเทศไทยอาจจะได้รับคำชื่นชม ว่าสามารถควบคุมสถานการณ์การระบาดได้ดี เป็นเพราะต้นทุนของประเทศเราดี นั่นคือ ระบบสาธารณสุขพื้นฐานของประเทศเรา ได้ถูกวางไว้แล้วอย่างดี และพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ก่อนที่ท่านจะเข้ามาเป็นรัฐบาล

ในปีที่ผ่านมา รัฐบาลของท่านวนเวียนอยู่กับความสำเร็จ ที่ท่านปลาบปลื้มว่า เป็นความสำเร็จของท่านในการควบคุมโรคระบาดได้ดี แต่ในอีกด้านหนึ่ง รัฐบาลท่านกลับมืดบอด มองไม่เห็นความเดือดร้อนจากการพังทลายของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะทางด้านบริการ การท่องเที่ยว รวมทั้งธุรกิจ SME ตัวเล็กตัวน้อย ที่จมน้ำตายไปต่อหน้าต่อตาโดยท่านไม่ได้ใส่ใจรับฟังเสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ ที่ก้องไปทั่วประเทศ

ท่านในฐานะผู้นำประเทศ เลือกที่จะฟัง เลือกที่จะมองแต่ภาพสวยงาม ที่ท่านเรียกเอาเองว่า ความสำเร็จที่เป็น ‘ของท่าน’ เท่านั้น ท่านไม่ได้มองเห็นการแก้ไขปัญหาแบบองค์รวมให้ประเทศ ท่านไม่ได้ประเมินสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นและปล่อยให้พวกเขาดิ้นรนกันเองลำพัง เพื่อเอาชีวิตรอดท่ามกลางวิกฤตโรคระบาด

“หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำให้คนตกงานสูงที่สุด” ผู้นำฝ่ายค้านอภิปรายพร้อมกล่าวว่า การบริหารประเทศของรัฐบาล ภายใต้การนำของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจที่ชื่อ ‘พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา’ ทำให้ มีคนตกงานในระบบประกันสังคมสูงที่สุดตั้งแต่มีประเทศไทย อัตราการว่างงานทะยานขึ้นอย่างน่ากังวล ทำให้คนไทยมีหนี้ครัวเรือนสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ชาติ ทำให้เศรษฐกิจเสียหายกว่า 1 ล้านล้านบาท และเศรษฐกิจประเทศยังมีแนวโน้มจะจมดิ่งต่อไป อย่างไม่รู้จุดสิ้นสุด ตัวอย่างความล้มเหลวที่กล่าวมานั้น บ่งบอกว่า ประเทศเรากำลังมีปัญหาหนักหนา สาหัส และภัยทางเศรษฐกิจจะคายพิษมาทำร้ายประชาชนซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องมากกว่านี้ ซึ่งทั้งหมดพิสูจน์มาพอแล้วว่า ‘รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มือไม่ถึง บริหารจัดการไม่ได้

“งบประมาณกระทรวงกลาโหม ติด TOP FIVE มากกว่างบประมาณกระทรวงสาธารณสุขเกือบ 5 หมื่นล้าน” สมพงษ์ อภิปราย พร้อมอภิปรายต่อว่า วันนี้ท่านยังจัดงบประมาณให้กับกระทรวงกลาโหม มากที่สุด อยู่ใน “ระดับ TOP FIVE” และที่สำคัญเป็นวงเงินงบประมาณ ที่มากกว่าของกระทรวงสาธารณสุข ถึงเกือบ 5 หมื่นล้านบาท

พล.อ.ประยุทธ์ครับ วันนี้เรากำลังทำสงครามอยู่กับใครหรือครับ? แน่นอน การรับรู้ของประชาชนทั้งประเทศ รู้ว่านี่มิใช่การทำสงครามทางการทหารที่ต้องใช้อาวุธยุทโธปกรณ์ แต่ขณะนี้เรากำลังทำสงคราม กับโรคระบาดที่น่ากลัวที่สุด เท่าที่เราได้พบในช่วงชีวิตของพวกเราทุกคน

เราจะไปรบกับใคร จะมีกำลังพลมากมาย มีอาวุธเหลือเฟือไปเพื่ออะไร ? งบประมาณผูกพันข้ามปีของ 3 เหล่าทัพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ มี ‘งบผูกพันเฉพาะปี 2565 ถึงปี 2568’ รวมเกือบ 9 หมื่นล้านบาท เพื่ออะไร?

“แผนงบประมาณของประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างไร้ยุทธศาสตร์ในสภาวะที่ประเทศเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรง”
การจัดงบประมาณเช่นนี้ และด้วยวิธีคิดที่ขาดยุทธศาสตร์ จะทำให้ GDP ของประเทศตกต่ำลง การจัดเก็บภาษีปี 2565 จะพลาดเป้ารุนแรงเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง และจะเรื้อรังไปถึงปี 2566 จนไม่มีทางแก้ นอกจากจะออก พ.ร.ก.กู้เงินจำนวนมากอยู่ร่ำไป ภาวะดอกเบี้ยจะเพิ่มขึ้นจนกระทั่งงบประมาณในอนาคตติดกับดัก ไม่มีทางออก

เมื่อประกอบเข้ากับผลงานที่ล้มเหลวในการบริหารจัดการปัญหาของประเทศ ดังที่ผมได้กล่าวไปแล้วในตอนต้น ผมต้องเรียนว่า แผนงบประมาณของประเทศ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างไร้ยุทธศาสตร์ ในสภาวการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤตอย่างรุนแรงเช่นนี้

“ผม ‘ไม่อาจยอมรับ’ ให้ผ่านสภาแห่งนี้ได้” ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าว

เลขาฯเพื่อไทย ชี้ งบ65 หาประโยชน์ทางการเมือง เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.นครราชสีมา และเลขาธิการพรรคเพื่อไทย อภิปรายร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565 โดยชี้ให้เห็นว่านายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ ที่ได้อำนาจจากการรัฐประหาร ยึดอำนาจของประชาชนนั้น “มือไม่ถึงในการบริหารประเทศชาติบ้านเมือง” พร้อมกล่าวถึงปัญหาในภาพกว้างของงบประมาณปี 2565 ที่หาประโยชน์ทางการเมืองเป็นหลัก ประโยชน์ของประชาชนเป็นรอง ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจและโรคระบาดที่รัฐไม่เคยแสดงให้เห็นความจริงใจในการจัดการที่แท้จริง ความว่า

“วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนสาหัส แต่รัฐบาลจัดทำแผนงบประมาณปี 65 ราวกับว่าเป็นสถานการณ์ปกติ ตลอดเวลา 7 ปี มีการใช้งบประมาณจำนวนมากและแก้ปัญหาไม่ได้ โดยเฉพาะจากสถานการณ์วิกฤติโควิดควรจัดทำงบประมาณด้วยความระมัดระวัง แต่ก็กลับทำร่างงบประมาณแบบปกติ เมื่อ 7 ปีที่แล้วจากที่ท่านรับปากไว้ว่าจะคืนความสุขให้กับประชาชน กลับกลายเป็นคืนความทุกข์ให้ประชาชน ถ้าท่านอยู่ต่อ ไม่ใช่ความสุขที่เพิ่ม มีแต่ความทุกข์เพิ่ม หนี้เพิ่มเป็นเช่นนี้ประเทศจะไปไหวหรือไม่ ถ้าผมปล่อยให้เป็นอย่างนี้ จะทำให้ประเทศชาติเสียหาย เมื่อดูจากงบประมาณรายจ่ายจำนวน 3.1 ล้านล้านบาท ผมขอชี้ให้เห็นประเด็น ดังนี้

1. ร่างงบประมาณ ฉบับนี้ หาประโยชน์ทางการเมือง เอื้อแต่ประโยชน์ต่อพวกพ้อง ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจในประเทศไทยมี 52 แห่ง มีผลประกอบการขาดทุนหลายแห่ง เป็นปัญหาค้างคาที่รัฐบาลยังไม่สามารถแก้ไขได้ นอกจากนี้รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ยังมุ่งแต่จัดตั้งและแต่งตั้งพวกพ้องตนเองให้เป็นผู้บริหารภายในรัฐวิสาหกิจเกือบทุกแห่ง ซึ่งขาดความรู้ความสามารถโดยตรง ไม่มีความเป็นมืออาชีพ เป็นเพียงการตอบแทนบุญคุญจากการรัฐประหารที่ผ่านมา และรัฐวิสาหกิจหลายแห่งยังมีการคอร์รัปชัน เช่น องค์การคลังสินค้า ที่มีการทุจริตการจัดซื้อถุงมือยาง 112,500 ล้านบาท เป็นต้น

การใช้เงินงบประมาณของท่านตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ระบบราชการมีขนาดใหญ่โตเกินความจำเป็น ในขณะที่ภาคประชาชนถูกลดอำนาจลง 5 ปีแรก ท่านเป็นนายกฯจากการรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชนอ้างว่า จะอยู่ไม่นาน จะคืนความสุขให้ประชาชน และ 2 ปีที่ผ่านมา ท่านเป็นนายกฯ โดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือสืบทอดอำนาจ ซึ่งตลอด 7 ปีพิสูจน์แล้วว่า การบริหารของท่านมือไม่ถึง

2. งบกลาโหมมากกว่างบแก้ไขวิกฤตโควิด งบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณ 2565 ตั้งไว้ 2,360,543 ล้านล้านบาท เป็นสัดส่วนร้อยละ 76.15 ของงบประมาณ ในขณะที่งบรายจ่ายเพื่อการลงทุนเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 20.14 ของงบประมาณ เป็นจำนวนเงิน 624,399.9 ล้านล้านบาท ที่สำคัญส่วนหนึ่งของงบลงทุนอยู่ในกระทรวงกลาโหม เป็นเรื่องการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์แทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่เป็นการลงทุนที่นำไปสู่รายได้ให้แก่รัฐ
กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณในปี 2564 คิดเป็นร้อยละ 6.5 ของงบประมาณ แต่ในปี 2565 งบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้น คิดเป็นร้อยละ 6.6 ของงบประมาณ มากกว่าปีที่แล้ว 0.1% ในขณะที่ประเทศกำลังเผชิญวิกฤติโควิด-19 กองทัพกลับนำเอาเม็ดเงินไปจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รวมกัน 3 เหล่าทัพกว่า 8,274 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยไม่ได้ตกอยู่ในเป้าหมายการโจมตีจากประเทศใดเลย ทั้งนี้ไม่รวม งบผูกพันข้ามปี โดยเฉพาะการจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือ

กระทรวงกลาโหมมีงบผูกพันในการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์กว่า 120,000 ล้านบาท ผูกพันระหว่างปี 2565 – 2568 รวม 88,969 ล้านบาท เป็นของกองทัพเรือ และผูกพันระหว่างปี 2565 – 2568 รวม 37,849 ล้านบาท เป็นการจัดซื้อเรือดำน้ำแบบจีทูจีกับรัฐบาลจีน ซึ่งงบประมาณกลาโหมไม่ได้มีความจำเป็นหากเทียบกับวิกฤติสาธาณะสุขจากวิกฤติโรคระบาด

กระทรวงสาธารณสุข ถือว่าเป็นกระทรวงหลักในการดูแลสุขภาพคนไทย โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด แต่ การจัดงบประมาณในปี 2565 รัฐบาลกลับไม่ให้ความสำคัญกระทรวงนี้แต่อย่างใด อีกทั้ง ยังจัดตั้ง ศบค. ขึ้นมา ซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายความมั่นคง ซึ่งเป็นทหารมาควบคุม ไม่มีความรู้ด้านระบาดวิทยา ยึดอำนาจจากกระทรวงสาธารณสุข ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญโดยตรง ซึ่งผลการดำเนินงานของ ศบค. เป็นที่ประจักษ์ถึงความล้มเหลวมาจนถึงปัจจุบัน

หากมาดูที่งบกระทรวงสาธารณสุขจะเห็นว่าลดลงถึง 4.3 พันล้านบาท คิดเป็น -2.74% ถือเป็นการลดลงครั้งแรกในรอบ 12 ปี ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลดงบด้านสุขภาพคนไทยลดลงถ้วนหน้าจนไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมโควิด

ประเสริฐชี้ให้เห็นตัวเลขงบของกรมควบคุมโรคติดต่อ ที่มีหน้าที่เฝ้าระวังป้องกัน และควบคุมโรค ซึ่งถูกตัดงบประมาณมากที่สุดถึง 480 ล้านบาท หรือมากถึง -12% งบประมาณที่ได้เทียบเท่ากับปี 2555 หรือเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ดูแลเรื่องการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฎิบัติการทั้งหมด ถูกตัดงบมากถึง 10 % และเหลืองบน้อยที่สุดในรอบ 6 ปี ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการตรวจโควิดแค่ 50,000 ตัวอย่างต่อวัน จัดอยู่ในอันดับที่ 37 ของโลก และที่ 30 ของเอเชีย และเหลืองบน้อยที่สุดในรอบ 6 ปี

สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ถือว่าเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงด้านวัคซีน กลับได้งบเพียง 22 ล้านบาท ทั้งๆ ที่วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาเรื่องวัคซีนอย่างมาก

3. บริหารวัคซีนล้มเหลว กระจายอำนาจไม่เป็น เน้นมือใครยาว สาวได้สาวเอา

“การบริหารการกระจายวัคซีน ไร้ยุทธศาสตร์ ไร้ทิศทาง อย่างสิ้นเชิง” การที่รัฐบาลประกาศว่าการฉีดวัคซีน เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ มีแต่วาทะกรรมสวยหรูแต่ไม่มีรายละเอียดแสดงให้เห็น คนไทยยังเข้าไม่ถึง ยกตัวอย่างจังหวัดที่เป็นพื้นที่สีแดง ได้รับการจัดสรรวัคซีนน้อยกว่าจังหวัดที่เป็นพื้นที่ สีขาวและสีเขียว เช่น จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับการจัดสรรเข็มที่ 1 ในเดือนมิถุนายน จำนวน 237,000 โดส แต่จังหวัดปทุมธานี อยู่ในโซนสีแดง ได้รับการจัดสรร 62,000 โดส แม้กระทั่ง ส.ส. /ฝั่งรัฐบาลอย่างน้อย 2 พรรค ยังออกมาวิจารณ์เรื่องการระบายวัคซีนของรัฐบาล ให้รื้อระบบการจัดสรรที่ไม่เป็นธรรม กล่าวหาว่ามีการเล่นพรรคเล่นพวก กลายเป็น ‘ศึกชิงวัคซีน’

“การรวบอำนาจไว้ที่นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว นั้นทำให้เกิดสูญญากาศในการทำงาน รัฐมนตรีต่างคนต่างทำ เห็นประโยชน์ทางการเมือง มากกว่าประโยชน์ของประชาชน” เลขาฯ พรรคเพื่อไทย กล่าว

แผนงบประมาณปี 2565 รัฐบาลหั่นงบประมาณท้องถิ่นลงอีก 73,261 ล้านบาท และหั่นเงินอุดหนุนให้แก่ท้องถิ่นลงอีก 15,988 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซ้ำเติมปัญหาให้ยิ่งแย่ลงกว่าเดิม หากดูผลกระทบของโรคระบาดโควิดส่งผลให้รายได้ท้องถิ่นลดลง สังเกตได้จากกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นที่ขยายเวลาการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และลดอัตราการจัดเก็บลง 90 % เมื่อรายได้ลดลง แทนที่รัฐบาลจะจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาท้องถิ่นที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะเน้นการกระจายอำนาจเป็นหลัก

การจัดสรรงบเงินอุดหนุนเฉพาะกิจเช่นนี้จึงไม่ต่างอะไรกับ ‘มือใครยาวสาวได้สาวเอา’ ไม่ใช่การจัดสรรที่เป็นธรรมและก่อให้เกิดปัญหาการวิ่งเต้นงบประมาณ พร้อมเสนอว่า รัฐบาลควรยกเลิกเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ และกระจายงบประมาณสู่ท้องถิ่นด้วยเงินอุดหนุนทั่วไปอย่างเป็นธรรม ทั่วถึง และเท่าเทียม

หากรัฐบาลกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นบริหารภารกิจเองได้ ไม่รวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง คืนอำนาจท้องถิ่น เพื่อช่วยเหลือประชาชนจะทำให้การแก้ไขปัญหาโควิดได้รวดเร็วขึ้น แต่ท่านกลับไม่ทำ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจหาเชื้อ การจัดหาวัคซีน ถ้าท้องถิ่นทำได้เอง คงไม่มีปัญหาเกิดขึ้นเหมือนทุกวันนี้ และวันนี้คนไทยคงได้ฉีดวัคซีนทุกคนแล้ว

4. ประชาชนขาดความเชื่อมั่น วิกฤตศรัทธาในตัวนายกรัฐมนตรี จากสถานการณ์ในปัจจุบันประชาชนกำลังขาดความเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี จนกลายเป็น ‘วิกฤตศรัทธา’ ทั้งการบริหารงบประมาณที่พล.อ.ประยุทธ์ อาจนำพาไปสู่ความเสี่ยงด้านวินัยการเงินการคลัง และการบริหารวัคซีนที่ประชาชนก็ไม่อาจไว้วางใจเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน

นอกจากนี้ การบริหารของพล.อ.ประยุทธ์ 7 ปี ยังมีปัญหาทุจริตและคอรัปชั่นสูงมาโดยตลอด ปัจจุบันประเทศไทยถูกจัดอันดับปัญหาการทุจริตอยู่ที่ 104 จาก 180 ประเทศทั่วโลกซึ่งลดลงทุกปี จนเพิ่งมีการประกาศให้เรื่อง การทุจริตและคอรัปชั่นเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลอด 6 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีความตั้งใจในการแก้ไขแต่อย่างใด

“ด้วยเหตุดังกล่าว กระผมจึงไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2565” เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าว

ที่มา : เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลและเว็บไซต์พรรคเพื่อไทย

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์