COVID-19: 17 ต.ค. 64 ไทยคิดเชื้อเพิ่ม 10,863 ราย เสียชีวิต 68 ราย

ศบค. รายงานสถานการณ์ COVID-19 ในไทย ผู้ป่วยใหม่ 10,863 ราย สะสม 1,783,701 ราย รักษาหาย 10,383 ราย สะสม 1,657,638 ราย เสียชีวิต 68 ราย สะสม 18,273 ราย ฉีดวัคซีน (16 ต.ค. 2564) สะสม 65,202,741 โดส - อภ. ยืนยันขายโมเดอร์นาให้ รพ.เอกชน 100 ไมโครกรัมต่อโดส ตามหลักสากล - ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดจองโมเดอร์นาครึ่งโดสเป็นเข็มกระตุ้น

17 ต.ค. 2564 ศบค. รายงานสถานการณ์ COVID-19 ในไทย ผู้ป่วยใหม่ 10,863 ราย สะสม 1,783,701 ราย รักษาหาย 10,383 ราย สะสม 1,657,638 ราย เสียชีวิต 68 ราย สะสม 18,273 ราย ฉีดวัคซีน (16 ต.ค. 2564) สะสม 65,202,741 โดส

กทม.เผยนักเรียน ม.ปลาย ฉีดไฟเซอร์แล้ว 87% ม.ต้น เริ่มฉีด 18-20 ต.ค.นี้

17 ต.ค. 2564 นายขจิต ชัชวานิชย์ ปลัดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงความคืบหน้าการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ ให้นักเรียนที่มีอายุ 12-18 ปี ในโรงเรียนสังกัด กทม. และสังกัดอื่น ๆ ในพื้นที่กรุงเทพฯ ซึ่ง ได้สำรวจความประสงค์ในการรับวัคซีน พบว่ามีนักเรียนประสงค์รับวัคซีนจำนวน 33,048 คน จากทั้งหมด 37,466 คน คิดเป็นร้อยละ 88 โดยที่ประสงค์รับวัคซีน

จำแนกเป็นมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 3,796 คน ได้รับการฉีดวัคซีนแล้ว เมื่อวันที่ 4 ต.ค. 64 จำนวน 3,284 คน คิดเป็นร้อยละ 87 สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 29,252 คน มีแผนจะฉีดวัคซีน ในวันที่ 18-20 ต.ค.นี้ เพื่อรองรับการเปิดภาคเรียนต่อไป

สำหรับบุคลากรทางการศึกษา ที่ยังไม่ได้รับวัคซีน จะดำเนินการให้ได้รับวัคซีนครบถ้วน โดยใช้สูตรวัคซีนซิโนแวค เข็มที่ 1 และวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า เข็มที่ 2 ระยะห่าง 3 สัปดาห์

นอกจากนี้ได้ประสานความร่วมมือกับสำนักการศึกษา กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการจัดสรร และกระจายวัคซีนไฟเซอร์ให้แก่โรงเรียนสถาบันการศึกษา

พร้อมทั้งส่งเสริมความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ปกครองและเด็กนักเรียนในโรงเรียน เกี่ยวกับแนวทางปฏิบัติเพื่อเตรียมตัวก่อนเข้ารับการฉีดวัคซีนไฟเซอร์ อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังการฉีดวัคซีน รวมทั้งเน้นย้ำวิธีปฏิบัติตนหลังการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะการงดออกกำลังกาย เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมที่ใช้แรงมาก ๆ ในระยะเวลา 1-2 สัปดาห์

ตามข้อแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ตลอดจนแนวทางการติดตามอาการหลังการฉีดวัคซีนอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของเด็กนักเรียนและสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ปกครอง

กทม.เตรียมความพร้อมเปิดการเรียนการสอนแบบ On-site ในโรงเรียนสังกัด กทม. ระดับมัธยมศึกษาและประถมศึกษาในภาคเรียนที่ 2/2564 ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 ในสถานศึกษาและมาตรการป้องกันการติดเชื้อแบบครอบจักรวาล Universal Prevention โดยดำเนินการ ดังนี้

1. สร้างความเข้าใจกับผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับโรงเรียน อาทิ ครู ผู้ปกครอง กรรมการสถานศึกษา ในการจัดพื้นที่การเรียนการสอนแบบ On-Site (ไป-กลับ) และวิธีจัดการเรียนการสอน เช่น สลับชั้นเรียน สลับเวลาเรียน

2. เตรียมความพร้อมของอาคารสถานที่ วัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน สภาพแวดล้อมบริเวณโรงเรียน ให้มีความสะอาดและปลอดภัย โดยทำความสะอาดบริเวณโรงเรียนทั้งหมด ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรค มีจุดบริการล้างมือด้วยสบู่และน้ำ จุดบริการเจลแอลกอฮอล์ และจัดหาอุปกรณ์ในการป้องกันการแพร่ระบาด

3. นักเรียน ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษากรุงเทพมหานคร บุคลากรของโรงเรียน ผู้ปกครอง และผู้มาติดต่อราชการ ต้องสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้าตลอดเวลา

4. จัดเตรียมสถานที่ของโรงเรียนให้มีการเว้นระยะห่างระหว่างบุคคล หรือเว้นระยะห่างระหว่างโต๊ะเรียนและที่นั่งอย่างน้อย 1 - 2 เมตร เพื่อลดความแออัดในสถานที่ต่าง ๆ โดยจัดการเรียนการสอนให้มีจำนวนนักเรียนห้องละไม่เกิน 25 คน

5. จัดตั้งจุดคัดกรองบริเวณทางเข้า ของสถานศึกษา ควบคุมทางเข้า และทางออก โดยลงทะเบียนก่อน เข้า - ออก มีการบันทึกข้อมูลรายงาน

6. กรณีที่ผู้ปกครองมารับบุตรหลานที่โรงเรียน ต้องจัดพื้นที่พักคอยสำหรับผู้ปกครองบริเวณหน้าโรงเรียน

7. มีระบบและแผนรับการประเมินความพร้อม โดยทีมตรวจราชการบูรณาการจากสำนักการศึกษาสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุข สำนักอนามัย

8. ครู บุคลากร และนักเรียน ฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์

9. นักเรียน ครู และบุคลากรต้องตรวจ ATK วันแรกของการเปิดเรียน และมีการสุ่มตรวจเฝ้าระวัง โดยขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานเขตศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

10. นักเรียน ครู บุคลากร ที่อยู่ในพื้นที่ Safety Zone ต้องประเมิน Thai Save Thai (TST) อย่างต่อเนื่องทุกวัน

11. ประสานสำนักงานเขต ศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการดำเนินการสุ่มตรวจ ATK นักเรียน ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษา เพื่อเฝ้าระวังอย่างน้อยร้อยละ 10-20 จำนวน 2 ครั้ง/สัปดาห์

12. กรณีโรงเรียนพบนักเรียนที่สงสัยติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID - 19) ที่เข้าเกณฑ์สอบสวนโรค (Patient Under Investigation : PUI) ให้แยกเด็กออกมาจากผู้อื่น แจ้งผู้ปกครอง และโทรแจ้งสายด่วนสุขภาพ 1646 ศูนย์เอราวัณ สำนักการแพทย์ หรือโทรแจ้งศูนย์บริการสาธารณสุขในพื้นที่เพื่อประเมินสถานการณ์ตามเกณฑ์สอบสวนโรค

13. ปฏิบัติตามมาตรการสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเข้มข้น

14. นักเรียน ครู บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับโรงเรียน เขียนบันทึก Timeline กิจกรรมประจำวัน การเดินทางเข้าไปในสถานที่ต่าง ๆ แต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ

15. สถานประกอบกิจการ/กิจกรรม รอบรั้วสถานศึกษาในระยะ 10 เมตร ต้องผ่านการประเมิน TSC+ COVID free setting

อภ. ยืนยันขายโมเดอร์นาให้ รพ.เอกชน 100 ไมโครกรัมต่อโดส ตามหลักสากล

17 ต.ค. 2564 องค์การเภสัชกรรม (อภ.) เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์เรื่อง อภ. จำหน่ายวัคซีนโมเดอร์นาให้แก่สมาคมโรงพยาบาลเอกชน มีขนาดความแรง 100 ไมโครกรัมต่อโดส ความว่า ตามที่มีข่าวเผยแพร่ของหน่วยงานแห่งหนึ่งในการเปิดจองวัคซีนโมเดอร์นา ราคา 555 บาท ในขนาดความแรง 50 ไมโครกรัมต่อโดส นั้น

องค์การเภสัชกรรมขอแจ้งว่า องค์การเภสัชกรรมจำหน่ายวัคซีนโมเดอร์นาให้แก่สมาคมโรงพยาบาลเอกชนในขนาดความแรง 100 ไมโครกรัมต่อโดส ทั้งนี้ ข้อแนะนำการรับวัคซีนโมเดอร์นา จะเป็นไปตามหลักสากลและอยู่ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ ร่วมกับข้อมูลที่ได้จากบริษัทซิลลิค ฟาร์มา จำกัด และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน

ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดจองโมเดอร์นาครึ่งโดสเป็นเข็มกระตุ้น

เมื่อวันที่ 16 ต.ค. 2564 ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ประกาศเปิดให้องค์กรนิติบุคคลและโรงพยาบาลจองฉีดวัคซีนทางเลือก “โมเดอร์นา” ปริมาณ 50 ไมโครกรัม (ครึ่งโดส) เป็นเข็มกระตุ้น อัตราเข็มละ 555 บาท ในวันที่ 29 ตุลาคม และจะเริ่มฉีดในวันที่ 25 มกราคม 2565

ต่อมา ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) แสดงความเห็นว่า Moderna เข็มกระตุ้นที่ใช้โดสต่ำลง คือ จาก 100 mcg เป็น 50 mcg มีข้อมูลยืนยันออกมาจาก Moderna ว่าสามารถทำได้ ค่าแอนติบอดีที่กระตุ้นมาได้ด้วยปริมาณวัคซีนที่ลดลงครึ่งหนึ่ง สามารถพุ่งสูงขึ้นเมื่อเทียบกับหลังเข็มสองใหม่ ๆ มาได้ประมาณ 70% รวมถึงผู้สูงอายุด้วย

ข้อมูลที่ Moderna แสดงออกมาว่า ค่าแอนติบอดี (NAb) หลังเข็มสอง 1 เดือน อยู่ที่ 1081 พอผ่านไป 6-8 เดือน ลดลงเหลือ 126 และ ถูกกระตุ้นด้วยเข็มสามปริมาณ 50 mcg หรือ ครึ่งโดส ค่า NAb พุ่งสูงขึ้นมาที่ 1893 และ 1762 ในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงว่า การลดโดสครึ่งนึงเป็นเข็มกระตุ้นได้

แต่ข้อจำกัดของข้อมูลคือ การทดสอบนี้มาจากผู้ได้ Moderna x2 มา ยังไม่มีข้อมูลว่า ผู้ได้วัคซีนรูปแบบอื่นเช่นเชื้อตาย หรือ Viral vector จะสามารถถูกกระตุ้นด้วยปริมาณโดสดังกล่าวแล้วภูมิจะกระตุ้นได้มากน้อยอย่างไร คงต้องเก็บข้อมูลกันต่อไป

ที่มาเรียบเรียงจาก: Thai PBS | ประชาชาติธุรกิจ

 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์