Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

"เด็กทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามควรมีสิทธิในการเข้าถึงการศึกษา" ข้อความนี้ถูกระบุในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ปี 1948 ข้อที่ 26 แต่ในช่วงที่โควิด-19 ระบาดหนักในเมืองไทยเมื่อปี 2563-2565 ส่งผลให้การศึกษาของลูกหลานเมียนมาที่อาศัยในชายแดนไทย-เมียนมา อ.แม่สอด จ.ตาก เผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจ และต้องหลุดจากระบบการศึกษา

แม้ว่าหลังสถานการณ์โควิด-19 ศูนย์การเรียนฯ ของนักเรียนเมียนมาจะกลับมาเปิดเรียนตามปกติอีกครั้ง แต่ไฟสงครามอันสืบเนื่องจากการทำรัฐประหารในสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา หรือพม่า เมื่อปี 2564 ที่ไม่มีทีท่าว่าจะดับในเร็ววัน ทำให้เด็กเมียนมาที่ตั้งใจกลับไปใช้ชีวิตและเรียนที่ประเทศบ้านเกิดไม่สามารถทำได้ การเรียนในระบบการศึกษาไทยอาจกลายเป็นเส้นทางหลักที่ต้องพิจารณา และถึงเวลาที่รัฐควรสนับสนุนในมิติด้านการเรียนรวมถึงปรับเปลี่ยนมุมมองต่อชาวเมียนมา

รัฐประหารปี ’64 สายน้ำที่กลืนกินอนาคตการศึกษาชาวเมียนมา

"ส่วนใหญ่ผู้ปกครองและครอบครัวเมียนมาเข้ามาที่นี่โดยไม่มีแผน พวกเราออกมาอย่างฉุกเฉินโดยไม่ได้หยิบอะไรมาเลยตอนที่กองทัพฯ บุกเข้ามาในเมือง ไม่มีบัตร หรืออะไรติดตัวมาเลย ไม่มีข้อมูล ไม่ได้อยู่อย่างถูกกฎหมายไม่ใช่แค่ในไทย แต่ในเมียนมาด้วย เราไม่มีสถานะถูกกฎหมายทั้งสองประเทศ เราแค่วิ่งหนี และพยายามมีชีวิตรอด ผ่านชายแดนและเข้ามาที่แม่สอด"

นี่เป็นเสียงของ 'อะเผ่' ชาวเมียนมาที่เข้ามาอยู่ในไทย หลังกองทัพเมียนมาบุกเข้าไปในเมืองเลเกก่อ เมื่อช่วงปลายปี 2564 เพื่อจับกุมฝ่ายต่อต้านกองทัพฯ ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว 

โฆษณา - Advertising

ผลกระทบจากสงครามกลางเมืองรัฐกะเหรี่ยง เมื่อต้นปี 2565 ทำให้ประชาชนต้องอพยพมาอยู่บริเวณริมแม่น้ำเมย ในบริเวณที่เรียกว่า 'No Man Land'

เมื่อปี 2564 กองทัพเมียนมารัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) ส่งผลให้ประเทศเมียนมาเดินทางเข้าสู่วิกฤตการเมืองครั้งสำคัญ สงครามกลางเมืองกลับมาปะทุอีกครั้งโดยเฉพาะแนวรบฝั่งตะวันออกของประเทศ ซึ่งเป็นการรบกันระหว่างกองทัพเมียนมา และกองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNLA) ซึ่งเป็นกองกำลังชาติพันธุ์ที่ต่อต้านกองทัพฯ มาอย่างยาวนาน

หนึ่งในการรบครั้งใหญ่คือการรบที่เมืองเลเกก่อ จังหวัดเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ตรงข้ามชายแดนแม่สอด จังหวัดตากของไทย ขณะนั้นกองทัพเมียนมาต้องการเข้าไปจับกุมฝ่ายต่อต้านที่อยู่ในเมืองเลเกก่อ แต่ทาง KNLA ตอบโต้ด้วยอาวุธจนกลายเป็นการรบพุ่งกันทั้ง 2 ฝ่าย ทำให้ประชาชนเมียนมาต้องหนีการประหัตประหารเข้ามาในไทย

ปัจจุบัน อะเผ่ อยู่ในสถานะเข้าเมืองผิดกฎหมายและขออนุญาตไม่เปิดเผยตัวตน เนื่องจากความกังวลว่าเขาและสมาชิกครอบครัวตัวน้อยอาจถูกตำรวจไทยจับกุม และส่งกลับประเทศที่ยังคงอยู่ในวิกฤตสงครามกลางเมืองหลังรัฐประหารเมื่อ 2564 เป็นต้นมา

โฆษณา - Advertising

การศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ และเพื่อให้ลูกของเขาได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง อะเผ่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากส่งลูกเรียนที่ศูนย์การเรียนลูกหลานแรงงานข้ามชาติเมียนมา สถานที่ที่อนุญาตให้เด็กเมียนมาสามารถเข้าถึงการศึกษาได้

ศูนย์การเรียนฯ ไม่ได้เป็นสถานศึกษาที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายของรัฐไทย แต่ว่าทางการไทยอนุญาตให้เปิดได้ เพื่อให้การศึกษาแก่ลูกหลานแรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานในไทย และช่วยดูแลเด็กๆ เหล่านี้ 

ข้อมูลรายงานองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ปี 2562 ระบุว่า ศูนย์การเรียนฯ ในไทยเมื่อปี 2561 มีจำนวนทั้งหมด 110 แห่ง โดยกระจายตัวอยู่ตามจังหวัดแนวชายแดนไทย-เมียนมา เช่น ระนอง ตาก กาญจนบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร กรุงเทพฯ และอื่นๆ โดยจังหวัดที่มีศูนย์การเรียนฯ มากที่สุดคือจังหวัดตาก ซึ่งมีศูนย์ฯ อยู่ 70 แห่ง 

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากเว็บไซต์ศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว (MECC) เผยว่า เมื่อปี 2566 ศูนย์การเรียนฯ ใน 5 อำเภอของจังหวัดตาก เหลือเพียง 65 แห่ง ด้วยปัญหาด้านเศรษฐกิจช่วงโควิด-19 

โฆษณา - Advertising

ศูนย์การเรียนฯ จะสอนด้วยหลักสูตรพิเศษ ทั้งหลักสูตรการศึกษานอกระบบพม่า หรือ กศน.พม่า เพื่อให้ลูกหลานแรงงานข้ามชาติสามารถกลับไปเรียนต่อที่ประเทศบ้านเกิดได้ แต่ในทางกลับกัน มีข้อจำกัดคือวุฒิการศึกษาของศูนย์ฯ จะไม่สามารถศึกษาต่อในโรงเรียนรัฐ หรือระดับมหาวิทยาลัยของไทย

เมื่อถามถึงแผนการศึกษา เพราะว่าห้วงเวลานี้ลูกของอะเผ่ จะยังไม่ได้กลับไปศึกษาต่อในประเทศเมียนมาได้แน่ในระยะสั้น พ่อชาวเมียนมา ระบุว่า เขาวางแผนหลายแบบมาก แต่ไม่มีแบบไหนที่แน่นอน ทุกอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามสถานการณ์การเมือง แต่เขาอาจจะลองให้ลูกสอบเทียบวุฒิ ม.ปลาย (GED) และเรียนในมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนนานาชาติอื่นๆ 

อย่างไรก็ตาม อะเผ่ บอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถสอบ GED ผ่าน ต้องมีระดับภาษาอังกฤษที่ดี ถึงจะสอบไหว และต้องขยันถ้าจะอยู่ที่ไทย

ขณะที่อีกวิธีที่จะทำให้อะเผ่ส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย หรือโรงเรียนหลักสูตรไทยได้ คือ เรียนในหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยของไทย (กศน.ไทย) ศูนย์การเรียนฯ สามารถเปิดสอนหลักสูตร กศน.ได้ บางแห่งมีระดับประถมศึกษา ขณะที่บางแห่งมีถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยเมื่อเด็กเรียนจบสามารถไปต่อระบบการศึกษามหาวิทยาลัยได้

โฆษณา - Advertising

อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดเดียวของการเรียนหลักสูตร กศน.ไทย คือนักเรียนต้องมีความรู้ภาษาไทยในระดับอ่านออก และเขียนได้ สื่อสารได้ เงื่อนไขนี้เป็นเงื่อนไขเดียวกับการเรียนในโรงเรียนรัฐของนักเรียนเมียนมาด้วย 

ต่างสถานะ ต่างโอกาสทางการศึกษา

เพื่อให้เข้าใจปัญหาของนักเรียนเมียนมามากขึ้น มาลี สิทธิเกรียงไกร อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาชาติพันธุ์และการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เล่าให้ฟังว่า ชาวเมียนมาที่เข้ามาในไทยพวกเขามีสถานะและมีข้อจำกัดและโอกาสทางการศึกษาแตกต่างอย่างไร 

ศูนย์การเรียนสุขขะหรรษา เปิดเรียนเมื่อวันที่ 1 มิ.ย. 2565

มาลี ระบุว่า ปัจจุบัน ชาวเมียนมาที่เข้ามาในประเทศไทย มี 4 สถานะ ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1 ลูกของคนที่เป็นแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย และมีลูกติดตามมาด้วย คนเหล่านี้ถ้าเข้ามานาน ก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และอยากจะอยู่ที่ไทย ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทใหญ่ คนกลุ่มนี้ไม่ค่อยมีปัญหาการเข้าถึงการศึกษา 

โฆษณา - Advertising

กลุ่มที่ 2 คือ เด็กที่กลุ่มพ่อ-แม่ที่เข้ามาจากเมียนมา และมีความหวังจะกลับไปที่ประเทศบ้านเกิด ก็ให้ลูกเรียนเป็นหลักสูตรเมียนมา แต่ ณ สถานการณ์สงครามกลางเมืองขณะนี้กลับไปไม่ได้ หากต้องการเรียนในระดับมหาวิทยาลัยมีอยู่ 2 ทาง คือ เรียน กศน.ไทย หรือสอบ GED เพราะวุฒิการศึกษาเมียนมาเรียนหลักสูตรของประเทศไทยไม่ได้ ถ้าจะเรียนที่ไทย ก็ต้องสอบ GED ให้ผ่าน ซึ่งค่อนข้างยากสำหรับนักเรียนเมียนมากลุ่มนี้ 

กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่อยู่ค่ายผู้อพยพ หรือเรียกภาษาทางการว่า ‘พื้นที่พักพิงชั่วคราวผู้หนีภัยการสู้รบจากประเทศเมียนมา’ ซึ่งคนที่ดูแลการศึกษาในศูนย์นี้จะเป็นกระทรวงมหาดไทย เด็กกลุ่มที่เรียนจบในพื้นที่พักพิงชั่วคราวฯ จะไม่ได้ใบวิทยฐานะ และไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งรัฐไทย-เมียนมา คนกลุ่มนี้เรียนต่อในประเทศไทยเขาจะต้องสอบ GED และเมื่อสอบผ่านแล้วต้องเดินทางกลับไปยังประเทศต้นทาง เพื่อทำพาสปอร์ตกลับมาเรียนหนังสือ แล้วกลับมาเรียนตามกฎหมาย

กลุ่มที่ 4 กลุ่มที่หนีมาใหม่เป็นกลุ่มที่เรียนระดับอุดมศึกษา อาจจะเป็นปี 1-4 และต้องอพยพหนีภัยการทำรัฐประหารของกองทัพฯ และตัวเองไม่ได้เอาอะไรมาสักอย่าง ต้องเริ่มต้นสอบภาษาอังกฤษ หรือ GED เหมือนกับกลุ่มที่ 3 

อนึ่ง เมื่อปี 2560 กระทรวงศึกษาธิการรับรองวุฒิการศึกษา GED คือ การสอบเทียบวุฒิการศึกษาระดับไฮสคูลของระบบการศึกษาประเทศสหรัฐฯ เทียบเท่ากับวุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของประเทศไทย 

อะเผ่ บอกว่า ถ้าเป็นไปได้เขาอยากให้รัฐไทยจัดสรรการศึกษาให้กับนักเรียนเมียนมาในไทยที่จบจากศูนย์การเรียนฯ โดยอะเผ่ มองว่าอาจจะเป็นการศึกษาระดับไฮสคูล หรือระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นวุฒิที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลไทย เนื่องจากนักเรียนที่เรียนจบจากศูนย์การเรียนฯ ไม่สามารถเรียนต่อในไทยได้ 

"ถ้าสามารถทำได้ คนรุ่นใหม่สามารถที่จะออกไปทำงานได้ทุกที่ในไทย คนรุ่นใหม่จำนวนมากที่ฉลาด และมีการศึกษา ถ้าเขาได้รับโอกาสที่จะสามารถอยู่ในไทยได้ต่อ พวกเขาจะไม่ไปที่ประเทศอื่น เขาจะอยู่ในไทย ไทยจะมีทรัพยากรที่มีคุณค่า จากนักเรียนที่เป็นผู้ลี้ภัย อนาคตของพวกเขาก็คงจะสว่างไสวขึ้น และเราคงมีความหวังที่จะอยู่ที่นี่ และส่งเงินไปช่วยเหลือที่ประเทศบ้านเกิด" อะเผ่ กล่าว 

สงครามที่ยังไม่จบลงโดยง่าย 

หลังสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโคโรนาไวรัส 2019 เป็นต้นมา ศูนย์การเรียนฯ ได้กลับมาเปิดเรียนอีกครั้งเมื่อเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2565 หลังจากปิดชั่วคราวมานานกว่า 2 ปี (2563-2565)ทว่าศูนย์การเรียนฯ กำลังเผชิญกับข้อท้าทายใหม่ คือ สงครามกลางเมือง โดยผลจากสงครามดังกล่าวทำให้ในระยะสั้น ประชาชนเมียนมาไม่สามารถกลับประเทศบ้านเกิดได้ และต้องชีวิตในประเทศไทยยาวนานขึ้น 

ไทม์ไลน์สถานการณ์ศูนย์การเรียนใน อ.แม่สอด จ.ตาก ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่ มี.ค. 2563 จนถึง 1 ก.ค. 2565 ที่ศูนย์การเรียนกลับมาได้เปิดเรียนอีกครั้ง

พรสุข เกิดสว่าง จากมูลนิธิช่วยไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากประเทศเมียนมา ให้สัมภาษณ์เมื่อปลายเดือน ก.พ. 2566 ระบุว่า รัฐกะเหรี่ยง ฝั่งตรงข้าม อ.แม่สอด จ.ตาก ยังคงมีการรบอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรอยต่อ อ.พบพระ และ อ.อุ้มผาง ยังคงมีการใช้ยุทธวิธีโจมตีทางอากาศแทบทุกวัน 

นอกจากนี้ พรสุข ระบุด้วยว่า จากการพูดคุยกับทางสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และฝ่ายความมั่นคงของไทย คาดว่าในปี 2566 ฝั่งรัฐกะเหรี่ยงอาจจะยังอยู่ในเพลิงแห่งสงครามตลอดทั้งปี 

ขณะที่ อดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MGW) องค์กรที่รณรงค์เรื่องสิทธิแรงงานข้ามชาติ ประเมินว่า สงครามอาจจะรุนแรงยืดเยื้ออย่างต่ำ 5 ปี และความขัดแย้งที่รุนแรงระหว่างฝ่ายต้านกองทัพฯ และกองทัพเมียนมา อาจทำให้คนเมียนมาอพยพมาฝั่งไทยจำนวนมากขึ้น

"ปัจจัยชายแดนมันเปลี่ยนตลอดเวลา พอเจอเรื่องโควิด-19 แล้ว ก็เจอเรื่องสงครามต่อ เด็กเมียนมาก็จะไหลเข้ามามากขึ้น เป็นเรื่องของชายแดน เมื่อใดก็ตามที่การเติบโตทางเศรษฐกิจฝั่งหนึ่งสูงกว่า มีปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง มีเรื่องการจัดสรรทรัพยากรทั้งหลาย คนก็จะไหลมาที่ที่ดีกว่า" อดิศร กล่าว


แผนที่แม่สอด จ.ตาก ประเทศไทย-เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา 
(ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ)

รายงานจากสมาคมช่วยเหลือนักโทษการเมืองแห่งพม่า หรือเอเอพีพี องค์กรภาคประชาชนที่มอนิเตอร์ข่าวการคร่าชีวิตและการจับกุมของฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ระบุว่าตั้งแต่รัฐประหารจนถึงวันที่ 15 มี.ค. 2566 มีจำนวนผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3,130 คน และถูกจับกุมแล้วอย่างน้อย 20,368 ราย และยังคงถูกคุมขัง 16,502 ราย 

นอกจากนี้ สงครามกลางเมืองที่ยังคงคุกรุ่นในประเทศเมียนมาส่งผลให้ประชากรเมียนมาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ (Internally Displaced People) และผู้ลี้ภัยอีกจำนวนมาก ข้อมูลจากเว็บไซต์ของ ข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNCHR) ระบุว่า ช่วงก่อนทำรัฐประหารครั้งล่าสุด เมียนมามีผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ อย่างน้อย 328,000 ราย แต่นับแต่หลังรัฐประหาร เมื่อ 1 ก.พ. 2564 จนถึง 31 ธ.ค. 2565 ชาวเมียนมาต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1,388,900 คน ในห้วงเวลาไม่ถึง 2 ปี ผู้พลัดถิ่นภายในประเทศส่วนใหญ่ มาจากภูมิภาคสะกาย ตอนกลางของเมียนมา อย่างน้อย 726,800 ราย รองลงมา รัฐยะไข่ ภูมิภาคมะกเว และรัฐกะเหรี่ยง ตามลำดับ 

เว็บไซต์ 'UNCHR' ยังระบุด้วยว่า ข้อมูลเมื่อ 23 มี.ค. 2566 มีจำนวนผู้ลี้ภัยจากเมียนมาในประเทศไทย จำนวน 90,617 ราย จากทั้งหมดอย่างน้อย 1,355,496 ราย

ศูนย์การเรียนฯ ปรับตัว POST-COVID 19 เพิ่มการเรียนเพื่อทักษะชีวิต-เน้นภาษาไทย

ศูนย์การเรียนฯ ในไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อการอำนวยการศึกษาให้กับนักเรียนเมียนมา ทั้งความยืดหยุ่นในด้านการสมัครเรียนที่เหมาะสมกับชีวิตแรงงานข้ามชาติที่ต้องเดินทางไปทำงานตามที่ต่างๆ และค่าเทอมในราคาที่เอื้อมถึง

ขณะที่เถ่งลิน อาจารย์ศูนย์การเรียนปาราฮิตาทู ระบุว่า ทางศูนย์ฯ เก็บค่าสมัครเข้าเรียนครั้งเดียวเป็นเงิน 200 บาท และหลังจากนั้นไม่เก็บค่าเทอมอีกเลย เนื่องจากผู้ปกครองเมียนมาไม่ได้มีเงินมากมายนัก

อะเผ่ พ่อชาวเมียนมา ระบุด้วยว่าศูนย์การเรียนฯ ที่ลูกเขาเรียน แทบไม่เรียกค่าเล่าเรียนจากผู้ปกครองเลย แถมยังมีข้าวสารและปลากระป๋องให้นักเรียนเอากลับมากินที่บ้านด้วย

ศิราพร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการมูลนิธิ 'ช่วยไร้พรมแดน' (Help without Frontier - HWF) ซึ่งดูแลศูนย์การเรียนฯ หลายแห่งในจังหวัดตาก เล่าให้ฟังว่า หลังกลับมาเปิดศูนย์ฯ เมื่อปี 2565 ศูนย์การเรียนฯ ตระหนักถึงปัญหาที่เป็นผลกระทบจากสงครามฝั่งเมียนมา จึงเปลี่ยนเป้าหมายในการสอนโดยให้เด็กเมียนมาสามารถอยู่ในไทยอย่างปลอดภัย และมีความรู้ เรียนภาษาพม่าเป็นหลัก แต่เด็กก็ต้องได้ภาษาไทยในระดับที่อ่านออกเขียนได้ สื่อสารได้ เพื่อนำความรู้ไปประกอบวิชาชีพ 

การเรียนในระดับมัธยมฯ ของศูนย์การเรียนสุขขะหรรษา อ.แม่สอด จ.ตาก

ผู้อำนวยการศูนย์การเรียน 'ปารมี' อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนที่บริหารโดยมูลนิธิช่วยได้พรมแดน ให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2565 ระบุเช่นกันว่า ทางศูนย์ฯ มีการปรับวิชาเรียน โดยการตัดวิชาที่อาจไม่ได้มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน อาทิ วิชาประวัติศาสตร์ เนื่องด้วยเนื้อหาในหนังสือหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์เมียนมา ไม่ได้ตรงกับความเป็นจริงที่เกิดขึ้น เมื่อไม่ตรง เขาก็ไม่ทราบว่าสอนไปทำไม และศูนย์ฯ เลือกจะเพิ่มวิชาทักษะวิชาชีพที่นักเรียนเมียนมาสามารถประยุกต์ใช้ในการทำงานหรือชีวิตประจำวัน เช่น ดนตรี การทำขนม การเรียนเพื่ออาชีพ ศิลปะ และคอมพิวเตอร์  

นอกจากวิชาข้างต้น ผอ.ศูนย์การเรียนปารมี ระบุด้วยว่า ทางศูนย์การเรียนฯ เพิ่มเวลาการสอนภาษาไทยด้วย และมองว่าการสอนภาษาไทยมีความสำคัญ เนื่องจากเด็กเมียนมาต้องใช้ชีวิตในประเทศไทยนานขึ้น 

"ผู้ปกครองส่วนใหญ่เขามองเห็นปัญหา เพราะว่าถ้าจะกลับไปประเทศเมียนมามันก็ไม่มีทางและไม่มีความหวังแล้วด้วย เพราะว่ากลับไปต้องใช้เวลานานมาก ต่อให้ [ฝ่ายต่อต้านกองทัพฯ] ได้รับชัยชนะ แต่ก็ต้องฟื้นฟูหลายด้านทั้งด้านธุรกิจ สังคม เขาก็มองว่าเราจะอยู่ที่นี่ [ไทย] เราจะต้องเรียนภาษาไทยเป็นหลัก เขามองเห็นความสำคัญของการเรียนภาษาไทยมากขึ้น 

"เราเพิ่มเวลาเรียนภาษาไทยมากขึ้น จากเมื่อก่อนชั่วโมงหนึ่ง หรือว่า 45 นาที" ผู้อำนวยการจากศูนย์ฯ ปารมี กล่าว

คนองฤทธิ์ สิงหบุตร เจ้าหน้าที่ศูนย์ประสานงานการจัดการศึกษาเด็กต่างด้าว หรือ MECC กล่าวในทำนองเดียวกันว่า ตอนนี้หลายศูนย์ฯ มองเห็นความสำคัญด้านการสอนภาษาไทยมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกศูนย์ฯ จะสามารถจ้างครูสอนภาษาไทยได้ โดยเฉพาะศูนย์ฯ ที่ค่อนข้างขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจ้างบุคลากรทางการศึกษา ขณะที่บางศูนย์ฯ ที่ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบอย่างปาราฮิตาทู ก็ไม่สามารถหาอาจารย์มาสอนหลักสูตร กศน. ได้ 

เมื่อสอบถามถึงการสนับสนุนต่อศูนย์การเรียนฯ ทางภาครัฐจะไม่ได้สนับสนุนเงินทุน หรืองบฯ แต่เป็นการประสานงานด้านอื่นๆ เช่น ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา (2563-2565) เวลามีของบริจาคจากองค์กรระหว่างประเทศ หรืออุปกรณ์ในการควบคุมโรคระบาด ทางหน่วยงาน MECC จะกระจายให้แต่ละศูนย์ฯ และโรงเรียนอย่างเท่าเทียม รวมถึงมีการจัดสรรวัคซีนป้องกันไวรัสให้ทางศูนย์ฯ ด้วย

ปัญหานี้ เถ่งลิน อาจารย์ปาราฮิตาทู มองว่า ภาครัฐได้ให้ความช่วยเหลือเรื่องอุปกรณ์ควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 เช่น เครื่องวัดอุณหภูมิ หรือหน้ากากอนามัย อย่างดี แต่ตอนนี้ศูนย์ฯ ประสบปัญหาเรื่องขาดแคลนทุนทรัพย์ในการจ้างครู โดยปกติ ศูนย์การเรียนฯ ต้องการอาจารย์ 10 คน แต่ตอนนี้มีเพียง 7 คนเท่านั้น 

"ปัญหาใหญ่สุดคือหาคนไม่ได้ และไม่มีเงินจ้างครู… ครูเมียนมาก็ไม่มีครบ มีอนุบาลถึง ม.4 ก็ต้องการครูเพิ่มขึ้น" เถ่งลิน กล่าว

เถ่งลิน อาจารย์ศูนย์การเรียนปาราฮิตาทู อ.พบพระ จ.ตาก

เรียนโรงเรียนรัฐ ยังไม่ง่าย

การเรียนโรงเรียนรัฐของนักเรียนเมียนมาเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถเรียนได้ โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อปี 2548 ระบุว่าเด็กทุกคนมีสิทธิเรียนหนังสือ 15 ปีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะมีสถานะทางกฎหมายหรือสัญชาติใดและครอบคลุมเด็กข้ามชาติในประเทศไทย

ศิราพร ระบุว่า ในทางปฏิบัติยังคงมีปัญหา เพราะบางโรงเรียนปฏิเสธรับเด็กเมียนมาด้วยเหตุแห่งทัศนคติ เธอยกตัวอย่างประสบการณ์ที่มูลนิธิฯ เคยพาเด็กไปสมัครเรียนที่โรงเรียนรัฐแห่งหนึ่ง แต่ผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าวไม่รับ จากประสบการณ์ที่เธอไปกับผู้ปกครองถึง 3 ครั้ง พบว่าผอ.โรงเรียนจะตั้งเงื่อนไขใหม่ขึ้นมาทุกครั้ง เช่น ขอเอกสารจากผู้นำชุมชน หรือต้องให้ผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้านมารับรองด้วยตัวเอง ทำให้ศิราพร รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ และตั้งข้อสังเกตว่าโรงเรียนอาจมีทัศนคติด้านลบต่อเด็กเมียนมา และไม่อยากให้เรียน

ศิราพร แก้วสมบัติ

นอกจากนี้ การให้ผู้ใหญ่บ้านมารับรองเพื่อให้เด็กสมัครเรียนถือเป็นเงื่อนไขที่มากกว่าที่ในระเบียบโรงเรียนกำหนดไว้ ขณะที่ผู้ปกครองชาวเมียนมาไม่มีอำนาจในการต่อรอง และไม่สามารถที่จะพูดอะไรได้ ต้องขึ้นอยู่กับโรงเรียนว่าจะตัดสินใจรับหรือไม่

ผอ.ช่วยไร้พรมแดน ยกตัวอย่างอีกกรณีว่าเวลามีกองทุนการศึกษา เด็กเมียนมาก็จะได้ทุนการศึกษาไปหมด เพราะครอบครัวผู้ใช้แรงงานไม่ได้มีเงินมาก คนไทยก็จะรู้สึกว่าไม่ยุติธรรม และคนจำนวนมากตั้งคำถามว่าทำไมรัฐไทยต้องไปจัดการศึกษาให้เด็กกลุ่มนี้ และวิจารณ์ว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นภาระของประเทศไทย 

นอกจากปัญหาด้านทัศนคติดังกล่าว เด็กเมียนมาบางคนต้องเดินทางไปโรงเรียนเป็นระยะทางที่ไกลมาก เพื่อไปเรียนในโรงเรียนที่เปิดรับนักเรียนเมียนมา ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการเดินทาง

เมื่อเป็นคนไร้รัฐแล้ว อีกปัญหาหนึ่งที่ต้องประสบคือการเข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุนเพื่อนำไปใช้จ่ายด้านการศึกษา พริตตี้ นักศึกษาชาวกะเหรี่ยง อายุ 19 ปี แต่เธออพยพเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่เด็ก และได้มีโอกาสศึกษาในโรงเรียนไทย 

พริตตี้ เล่าให้ฟังว่าปัญหาว่า เธอเข้าไม่ถึงทุนการศึกษาที่ส่วนใหญ่ยังจำกัดเฉพาะนักเรียนไทย และถ้าเป็นนักเรียนเมียนมาจากไม่สามารถกู้เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) 

"เรากู้ กยศ.ไม่ได้ใช่ไหมคะ การเรียนและก็งบประมาณก็ไม่พอ ก็ออกมาทำงานตามเซเว่น หรือโรบินสัน (แม่สอด) 

"อยากให้เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเลือกเข้าคณะที่ตัวเองที่อยากเรียนได้ บางคนก็คือเก่งมาก แต่เขาไม่มีโอกาสได้เรียนต่อ" พริตตี้ ทิ้งท้าย และบอกกับเราด้วยว่า ปัจจุบัน แม้ว่าเธอจะได้เรียนพยาบาล แต่ค่าเล่าเรียนทางบ้านของเธอก็ยังต้องออกเองทั้งหมด

พริตตี้ เยาวชนกะเหรี่ยง วัย 19 ปี

ดัน 'ศูนย์การเรียนฯ' ถูกกฎหมาย เปิดช่องรัฐสนับสนุน

ทิศทางการศึกษาระยะต่อไปของพื้นที่ชายแดน ศูนย์การเรียนฯ จะยังคงสำคัญ เนื่องจากจำนวนนักเรียนที่อาจมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากสงคราม โรงเรียนไทยยังไม่พร้อมรับเด็กจากเพื่อนบ้านจำนวนมาก ไปจนถึงความขาดแคลนบุคลากรทางด้านการศึกษาที่สามารถสื่อสารภาษาพม่า 

อดิศร มองว่า รัฐควรเปิดให้จดทะเบียนศูนย์การเรียนรู้ฯ ให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อที่นักเรียนเมียนมาจะได้นำวุฒิไปสมัครศึกษาต่อในโรงเรียนไทย หรือมหาวิทยาลัย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก และรัฐไทยที่ยังขาดแคลนแรงงานในอนาคต

ผู้ประสานงานจาก MGW เสนอด้วยว่า กรณีที่ศูนย์การเรียนฯ ขนาดเล็กที่อาจยังไม่ได้ตามมาตรฐานของรัฐไทย ภาครัฐอาจเข้าไปสนับสนุนศูนย์การเรียนฯ ในมิติต่างๆ และมากำหนดเป้าหมายร่วมกันในแต่ละปีๆ จะพัฒนาด้านไหนบ้าง เพื่อนำไปสู่การจดทะเบียนเป็นสถานศึกษาถูกกฎหมายในปลายทาง 

การเรียนที่ศูนย์การเรียนปาราฮิตาทู

อดิศร เสนอต่อว่า รัฐอาจจะต้องดูเรื่องความร่วมมือระหว่างศูนย์การเรียนฯ และรัฐมากขึ้น เพราะก่อนหน้านี้เคยมีรูปแบบโครงการระหว่างศูนย์การเรียนฯ และภาครัฐ โดยเวลาสอนภาษาไทย ฝ่ายรัฐสามารถส่งอาจารย์เข้าไปสอนภาษาไทยในศูนย์การเรียนฯ และในเวลาเดียวกัน ศูนย์การเรียนฯ สามารถช่วยเหลือโรงเรียนรัฐในเรื่องจำนวนเด็กที่เพิ่มขึ้น คือได้เงินสนับสนุนรายหัวจากรัฐบาลไทย ทำให้มีเงินมาบริหารจัดการโรงเรียนได้มากขึ้น 

"ทุกคนได้ประโยชน์ตรงนี้ทั้งหมด เพราะว่าศูนย์การเรียนฯ ได้อาจารย์สอนภาษาไทย ขณะที่รัฐไทยได้ควบคุมเนื้อหาการสอนในศูนย์ฯ ให้อยู่ในร่องในรอย ไม่ต้องห่วงเรื่องความมั่นคง" อดิศร ระบุ และกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม โครงการนี้ทำให้ไปได้ระยะหนึ่ง เริ่มประคองไม่ไหว เพราะว่าไม่มีคนคอยกระตุ้นให้โครงการดำเนินอย่างต่อเนื่อง พอไม่มีคนคอยกระตุ้น โครงการก็ขาดตอน

สุดท้าย อดิศร เสนอแก้กฎกระทรวงฯ เพื่อให้สามารถอนุมัติงบฯ สนับสนุนให้กับศูนย์การเรียนฯ แต่ก็ต้องดูอีกทีว่ารัฐอยากแบ่งงบฯ มาอุดหนุนตรงนี้หรือไม่

ไปให้ไกลกว่ามุมมองด้านความมั่นคง

ย้อนไปเมื่อปี 2548 มติความมั่นคงจังหวัดตากมอบหมายให้ MECC ประสานงานและดูแลศูนย์การเรียนรู้ฯ เนื่องจากภาครัฐกังวลเรื่องเนื้อหาการเรียนการสอนอาจกระทบกับความมั่นคงของประเทศไทย

แต่นั่นคือเมื่อ 17 ปีที่แล้ว มุมมองความมั่นคงนี้ควรได้รับการทบทวน และมองให้ไกลกว่านั้นหรือไม่ โดยเฉพาะมุมมองด้านแรงงานที่ไทยกำลังขาดแคลน และกำลังเดินสู่สังคมผู้สูงอายุ 

วิกฤตการเมืองและสงครามในพม่าทำให้การนำเข้าแรงงานตามข้อตกลงร่วม (MOU) เป็นไปอย่างลำบาก ประชาชาติธุรกิจ รายงานเมื่อวันที่ 19 ก.พ. 2566 ว่า สุชาติ จันทรานาคราช รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประเมินว่า ปี 2566 ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยจะยังขาดแคลนแรงงาน จำนวนสูงถึง 350,000-500,000 คน และเนื่องจากการท่องเที่ยวของไทยที่โตแบบฉับพลันหลังสถานการณ์โควิด-19 ทำให้ความต้องการแรงงานภาคบริการเพิ่มขึ้น

สุชาติ มองต่อว่า สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา ส.อ.ท.เคยเสนอให้กระทรวงแรงงานเปิดให้มีการนำเข้าแรงงานต่างด้าวมากขึ้น ภายใต้ MOU กับหน่วยงานรัฐของประเทศต้นทาง เพื่อให้มีการอำนวยความสะดวก ใช้เวลาและขั้นตอนการนำเข้าแรงงานที่น้อยลง 

ขณะที่มาลี เสนอว่า รัฐไทยอาจต้องพิจารณาเรื่องการบูรณาการนักเรียนเมียนมา หรือแรงงานข้ามชาติอพยพเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย และต้องเลิกมองเขาว่าเขาเป็นภัยความมั่นคงแห่งชาติ เพราะเมื่อไรก็ตามที่มองด้วยแว่นนี้ ไทยก็จะไม่ให้นักเรียนเมียนมาเข้าถึงสิทธิโอกาสทางการศึกษา

อดิศร กล่าวว่า รัฐต้องมองบทบาทตัวเองใหม่ในฐานะผู้อำนวยการศึกษาให้กับประชาชนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามโดยไม่แบ่งแยก เหมือนโรงพยาบาลที่ไม่เลือกรักษาผู้ป่วย และต้องย้ำจุดยืน "Education for All" (การศึกษาของปวงชน) เป็นจุดขายของประเทศไทย

ในช่วงโควิด-19 ศูนย์การเรียนต้องปรับการเรียนการสอนมาเรียนนอกห้องเรียน

"ระยะยาวมันคือโอกาส ถ้าคุณให้เขาเข้ามาพัฒนาศักยภาพตัวเองมันก็เป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็เจอคนจำนวนมากไม่ใช่เด็กไทย แต่เรียนในระบบการศึกษาไทย แต่ว่ามีทักษะความสามารถที่สามารถทำอะไรได้เยอะ …เรามีเด็กที่ไม่ใช่เด็กไทยจบวิศวะเรื่องแผ่นดินไหว ซึ่งนี่คือศักยภาพที่เราสามารถใช้เขาได้ในอนาคต ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เขาได้รับ" อดิศร กล่าว 

อดิศร เล่าว่า เมื่อพูดถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัย มักมีการอ้างถึง อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ชาวยิวผู้ได้รับความช่วยเหลือจนหลุดพ้นจากการคุกคามของนาซีในบ้านเกิดของตัวเองที่เยอรมนี

"ถ้าไม่มีใครไปช่วยเขา เราก็คงไม่มีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ทุกคนคือโอกาส ถ้าคุณให้โอกาสเขา จะสามารถสร้างอะไรให้กับประเทศไทย และกับโลกใบนี้ได้อีกเยอะ ทั้งนี้ เราไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องเก่งแบบนั้น แต่ละคนมีศักยภาพที่ต่างกัน แต่การมีทางเลือกมากจะทำให้ทุกคนได้เติบโตและสร้างอะไรให้กับประเทศนี้ได้บ้าง"

"ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องมานั่งคิดนั่งวางกันใหม่ เพราะว่าวันนี้เราไม่ได้มีแต่เด็กไทยไม่ได้มีแต่คนไทย เรามีคนอื่นเยอะแยะเต็มไปหมด ทุกคนก็มีศักยภาพหมด" อดิศร ทิ้งท้าย


นักเรียนกำลังเรียนหนังสือที่ศูนย์การเรียนปาราฮิตาทู

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising