เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างประชุมสรุปบทเรียนการต่อสู้เพื่อที่ดินทำกิน แจงเขื่อนสร้างปัญหาให้ชาวบ้านเพิ่ม

เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างจัดประชุมสรุปบทเรียนการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินทำกินและเปิดเผยปัญหาที่เพิ่มมาจากเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพรที่เป็นการยึดสิทธิในการจัดสรรทรัพยากรไปจากชาวบ้าน ทำให้เกิดปัญหาตามมาหลายประการจากการที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำเพื่อทำการเกษตร ประมง และปศุสัตว์ได้

3 ส.ค.2565 เวลา 10.00 น. ที่วัดบ้านบุ่งหวาย ต.สงเปือย อ.คำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร เครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างจ.ยโสธร จัดเวทีประชุมสามัญประจำปี 65 โดยมีชาวบ้านเข้าร่วมรับฟังกว่า 200 คน เพื่อสรุปบทเรียน 14 ปี กระบวนการเรียกร้องสิทธิ์ที่ยังแก้ไขไม่เสร็จ และยังเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมถึงการสูญเสียโอกาสในที่ดินทำกินของชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างหลังจากมีการสร้างเขื่อนกั้นน้ำชีตอนล่าง

นิมิต หาระพันธ์ อายุ 63 ปี กรรมการเครือข่ายฯ กล่าวว่า การสรุปบทเรียนที่ชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่างได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร ครั้งนี้อยากให้พี่น้องเข้าใจถึงสถานการณ์ในการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่มีเฉพาะหน่วยงานรัฐ แต่ยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้หยิบยกเอาปัญหาขึ้นมาพูดคุยและยังช่วยผลักดันการแก้ไขปัญหาให้รวดเร็วขึ้นตามข้อเสนอของพี่น้อง

นิมิตกล่าวต่อว่าจากประสบการณ์การเคลื่อนไหวที่ผ่านมานักการเมืองมีแต่ฉวยโอกาสในการนำเสนอนโยบายการจัดการน้ำขนาดใหญ่โดยไม่เข้าใจบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริงแต่เมื่อชาวบ้านประสบปัญหาจากนโยบายการจัดการน้ำกลับนิ่งเฉยจึงไม่สามารถหวังพึ่งนักการเมืองแบบเก่าได้ ส่วนหน่วยงานราชการที่ต้องทำหน้าที่ก็ใส่เกียร์ว่างนิ่งเฉย การประชุมวันนี้จึงอยากประเมินสถานการณ์ทั้งที่ผ่านมาและจะกำหนดท่าทีในการวางแผนขยับไปข้างหน้าเพื่ออยากเห็นการแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม

สิริศักดิ์ สะดวก อายุ 43 ปี ผู้ประสานงานเครือข่าย กล่าวต่อว่า การประชุมในวันนี้ได้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้านเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีตอนล่าง เพื่อให้พี่น้องได้นำไปใช้ในการอธิบายเพิ่มเติมมีดังนี้คือ

1.ผลกระทบในด้านสิทธิ์การจัดการทรัพยากร จากการที่รัฐละเมิดสิทธิของชุมชนที่จะจัดการทรัพยากร โดยรัฐได้ยึดกรรมสิทธิ์การจัดการทรัพยากรของชุมชนไปเป็นของรัฐ ชุมชนจึงไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ผ่านมาก่อนมีการสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำชีตอนล่างเรายังเห็นระบบกรรมสิทธิ์แบบมีส่วนรวม ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ที่ชาวบ้านมีการใช้ทรัพยากรร่วมกันของคนในชุมชนทั้งดิน น้ำ ป่า โดยมองการใช้ประโยชน์แบบองค์รวม ซึ่งหลังจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร

“ผมมองว่ารัฐได้มีการรวมศูนย์อำนาจการจัดการทรัพยากรและนำระบบกรรมสิทธิ์ของชุมชนในการจัดการทรัพยากร ไปเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐในการบริหารจัดการลุ่มน้ำแทนชุมชน และประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการทรัพยากรแต่อย่างใด ถือว่าเป็นการขีดเส้นแบ่งกรรมสิทธิ์ในการจัดการทรัพยากรว่าสิ่งนี้เป็นของรัฐ สิ่งนี้เป็นของชาวบ้านอย่างชัดเจน นับตั้งแต่จากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อนยโสธร-พนมไพร แล้วเสร็จ ทำให้ชุมชนไม่สามารถจัดการทรัพยากรได้เลย” ผู้ประสานงานของเครือข่ายชาวบ้านกล่าว

2.การสูญเสียโอกาสในการประกอบอาชีพที่ประเมินค่ามิได้หลังจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำชีตอนล่าง เช่น การสูญเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวข้าวนาปี อาชีพประมงพื้นบ้าน อาชีพปลูกผักริมน้ำชี การทำปศุสัตว์

3.พื้นที่การเกษตร เป็นพื้นที่ “นาเสี่ยง” เนื่องจากว่าหลังจากการสร้างเขื่อนร้อยเอ็ด เขื่อน ยโสธร – พนมไพร แล้วเสร็จ ชาวบ้านไม่สามารถจับรู้การมาของน้ำได้เหมือนอดีตที่ผ่านมา เพราะการจัดการน้ำขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐ

4.ส่งผลผลกระทบต่อสุขภาพและสวัสดิภาพในการดำรงวิถีชีวิตปกติสุขของชาวบ้าน ผลที่ตามมาคือสภาพจิตใจของชาวบ้านแย่ลงเนื่องจากชาวบ้านเกิดความวิตกกังวล ทั้งปัญหาที่น้ำท่วมนาข้าวเสียหาย ปัญหาหนี้สินที่เพิ่มมากขึ้นทุกปี ปัญหาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นการเปิดข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นถึงผลกระทบที่เป็นลูกโซ่ต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาควรจะดำเนินการให้ทันท่วงทีและเร่งด่วนตามข้อเรียกร้องของพี่น้อง เพราะเป็นนโยบายที่รัฐเป็นผู้กำหนด แต่ผลกระทบกลับถูกส่งต่อมายังคนในพื้นที่ที่ไม่ได้มีส่วนร่วมตั้งแต่เริ่มต้น

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

พื้นที่ประชาสัมพันธ์