การประชุมแรงงานระหว่างประเทศสมัยที่ 114 ณ กรุงเจนีวา ลงมติรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ด้วยคะแนน 406 ต่อ 8 เสียง (งดออกเสียง 36 เสียง) นับเป็นสนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่กำหนดมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับงานแพลตฟอร์ม โดยมีศักยภาพครอบคลุมแรงงานแพลตฟอร์มทั่วโลกซึ่งธนาคารโลกประเมินว่ามีจำนวน 154–435 ล้านคน สาระสำคัญครอบคลุมการจัดประเภทแรงงานตามลักษณะงานจริง สิทธิพื้นฐานด้านแรงงาน การกำกับดูแลโดยอัลกอริทึม และการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ขณะที่สหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ลงมติคัดค้านอนุสัญญาฉบับนี้

ภาพจาก: ILO
เว็บไซต์ Human Rights Watch รายงานเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ว่า การประชุมแรงงานระหว่างประเทศ (International Labour Conference) สมัยที่ 114 ณ กรุงเจนีวา เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2026 ลงมติรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในระบบเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ด้วยคะแนน 406 ต่อ 8 เสียง งดออกเสียง 36 เสียง (งดออกเสียง 36 เสียง) นับเป็นสนธิสัญญาระดับโลกฉบับแรกที่กำหนดมาตรฐานแรงงานที่มีผลผูกพันทางกฎหมายสำหรับแรงงานในระบบ gig economy
ธนาคารโลกประมาณการว่ามีประชากรกว่า 435 ล้านคนทั่วโลกหาเลี้ยงชีพผ่านแพลตฟอร์มแรงงานดิจิทัล ทั้งงานขับรถ ส่งอาหาร ดูแลผู้ป่วย และงานออนไลน์อื่นๆ แต่ที่ผ่านมาแรงงานเหล่านี้มักถูกจัดว่าเป็นผู้รับจ้างอิสระแม้จะอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทผ่านระบบอัตโนมัติ ทำให้ไม่ได้รับความคุ้มครองด้านแรงงาน ค่าตอบแทนผันผวน และขาดหลักประกันสังคม
อนุสัญญาใหม่แก้ไขปัญหาการจัดประเภทแรงงานโดยตรง โดยกำหนดให้รัฐบาลต้องใช้มาตรการจัดประเภทแรงงานแพลตฟอร์มอย่างถูกต้องตามลักษณะการทำงานและรูปแบบการจ่ายค่าตอบแทนจริง นอกจากนี้ยังมีสิทธิพื้นฐานที่ใช้กับแรงงานทุกคนโดยไม่คำนึงถึงสถานะ ได้แก่ เสรีภาพในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม การขจัดแรงงานบังคับและแรงงานเด็ก การห้ามเลือกปฏิบัติ และสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย
สาระสำคัญอีกส่วนที่ถือเป็นก้าวใหม่คือสิทธิเหนือการจัดการโดยอัลกอริทึม โดยกำหนดให้บริษัทต้องแจ้งให้แรงงานทราบเกี่ยวกับระบบอัตโนมัติที่ใช้ติดตามหรือประเมินผลงาน และแรงงานมีสิทธิขอคำอธิบายและทบทวนการตัดสินใจอัตโนมัติที่ส่งผลกระทบต่อการทำงาน เช่น การระงับหรือปิดบัญชี โดยต้องมีมนุษย์เข้าร่วมในกระบวนการทบทวนด้วย อนุสัญญายังรับรองสิทธิความเป็นส่วนตัวและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของแรงงาน รวมถึงมีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับแรงงานข้ามชาติและแรงงานผู้ลี้ภัยที่มักเผชิญความเปราะบางเป็นพิเศษ
เลนา ซิเมต ที่ปรึกษาอาวุโสด้านความยุติธรรมทางเศรษฐกิจของ Human Rights Watch กล่าวว่า "การรับรองอนุสัญญานี้เป็นจุดเปลี่ยนสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มหลายล้านคนที่ถูกปฏิเสธการคุ้มครองด้านแรงงาน รัฐบาลได้ยอมรับแล้วว่าบริษัทไม่สามารถใช้เทคโนโลยีใหม่เป็นช่องโหว่เพื่อหลีกเลี่ยงสิทธิของแรงงานได้"
ประเทศที่ลงมติสนับสนุน ได้แก่ ออสเตรเลีย เม็กซิโก นามิเบีย สเปน โอมาน และอินโดนีเซีย ขณะที่สหรัฐอเมริกาและนิวซีแลนด์ลงมติคัดค้าน ส่วนอาร์เจนตินา บังกลาเทศ สหราชอาณาจักร ลิเบีย และชิลี งดออกเสียง
Human Rights Watch เรียกร้องให้รัฐบาลทุกประเทศเร่งให้สัตยาบันและนำอนุสัญญาไปบังคับใช้ในกฎหมายภายในประเทศโดยเร็ว พร้อมให้แรงงานและองค์กรตัวแทนมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายในกระบวนการดังกล่าว
อนึ่ง การลงมติของ ILO ไม่ได้เป็นการลงคะแนนของรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว แต่ใช้ระบบ "ไตรภาคี" (tripartite) ซึ่งเปิดให้ผู้แทนจาก 3 ฝ่าย ได้แก่ รัฐบาล นายจ้าง และลูกจ้าง มีสิทธิออกเสียงอย่างอิสระ โดยประเทศสมาชิก ILO ทั้ง 187 ประเทศ สามารถส่งผู้แทนได้ประเทศละ 4 คน คือ ผู้แทนรัฐบาล 2 คน ผู้แทนนายจ้าง 1 คน และผู้แทนลูกจ้าง 1 คน ดังนั้น คะแนนเห็นชอบ 406 เสียงต่ออนุสัญญาฉบับที่ 193 จึงไม่ได้หมายถึงการสนับสนุนจากรัฐบาลเพียงไม่กี่ประเทศ หากแต่สะท้อนฉันทามติในวงกว้างของผู้แทนสามฝ่ายจากทั่วโลกที่เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้
