ตำรวจไซเบอร์ขยายผลยึดทรัพย์เครือข่าย 'หมิงเฉินซัน' กว่า 583 ล้านบาท พบเส้นทางเงินโยงคดีออนไลน์ 4,143 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 815 ล้านบาท - ก.ล.ต. กล่าวโทษ 'ยิม เลียก' กรณีไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้น VGI
เพจตำรวจไซเบอร์ – บช.สอท. รายงานเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ว่า ณ บริเวณชั้น 1 บก.สอท.2 โดย พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท., มอบหมายให้ พล.ต.ต.กานตพงศ์ ชัยรุ่งเรือง รอง จตร. ช่วยราชการ บช.สอท., พล.ต.ต.ชัชปัณฑกานต์ คล้ายคลึง รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 และ พล.ต.ต.กฤตัชญ์ บำรุงรัตนยศ ผบก.สอท.4 พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าว ตร.ไซเบอร์เปิดปฏิบัติการ “ระเบิดรังมังกร” ขยายผล “หมิงเฉิน ซัน” จีนเทาซุกคลังแสง โยงสแกมเมอร์ เครือข่าย Prince Group ค้น 14 จุด ที่จังหวัดกรุงเทพ สมุทรปราการ และเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.2569 ยึดทรัพย์กว่า 583 ล้าน
สืบเนื่องจาก พล.ต.ท.สุรพล เปรมบุตร ผบช.สอท. ได้สั่งการให้ พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท และ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 ส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจออกสืบสวนและบูรณาการข้อมูลจากคดีสำคัญเกี่ยวกับสแกมเมอร์ 5 คดี ได้แก่ คดีอาญาของ สน.ดินแดง ที่ 462/2564, คดีอาญาของ สภ.หนองขาม จว.ชลบุรี ที่ 727/2564, คดีอาญาของ สน.บางเขน ที่ 1471/2565, คดีอาญาของ สน.ศาลาแดง ที่ 452/2565 และคดีรับแจ้งความออนไลน์ของ บก.สอท.2 ซึ่งเป็นคดีที่ผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ลงทุนผ่านแพลตฟอร์มปลอมในลักษณะ Hybrid Scam โดยคนร้ายใช้สื่อสังคมออนไลน์สร้างความสัมพันธ์กับผู้เสียหาย ก่อนชักชวนให้ลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลและหลอกโอนเงินเข้าสู่ระบบบัญชีม้าต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรวจสอบเส้นทางการเงินเพิ่มเติมพบว่า เงินของผู้เสียหายในคดีดังกล่าว มีความเชื่อมโยงอย่างสลับซับซ้อนกับบัญชีธนาคารของ MR.MINGCHEN SUN ซึ่งเป็นผู้รับโอนเงินจำนวนมหาศาลผ่านบัญชีธนาคารหลายบัญชี จากบุคคลสัญชาติต่างๆ ในเครือข่ายเดียวกันหลายราย รวมกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบหลักฐานความเชื่อมโยงทางการเงินกับบุคคลสำคัญในคดี และผู้เกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอีกด้วย
จากการสืบสวนสอบสวนอย่างต่อเนื่อง พบว่าแม้ทั้ง 5 คดีจะเกิดต่างกรรม ต่างวาระ และผู้เสียหายถูกหลอกลวงผ่านแพลตฟอร์มแตกต่างกัน แต่เงินของกลุ่มผู้เสียหายกลับถูกนำเข้าสู่ระบบฟอกเงินอย่างสลับซับซ้อน ผ่านบัญชีม้า การซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล และระบบการเงินใต้ดิน ก่อนถูกส่งต่อไปยังกลุ่มผู้จัดการทางการเงิน จนไปถึงผู้รับผลประโยชน์ระดับบนของเครือข่ายกลุ่มเดียวกัน จึงพิสูจน์ได้ว่าคดีที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเดียวกัน
เมื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินรวมทั้งธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ต้องหาในคดี Hybrid Scam ทั้ง 5 คดี เจ้าหน้าที่ตำรวจพบหลักฐานความเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายของ นายหมิงเฉิน ซัน (MR.MINGCHEN SUN) อายุ 30 ปี สัญชาติจีน ผู้ซึ่งประสบอุบัติเหตุรถพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 9 พ.ค.2569 หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ร่วมกันตรวจค้นเจอพบอาวุธปืนพกสั้น Glock 26 แล้วนำไปสู่การตรวจค้นที่พักพบอาวุธสงครามและระเบิดทำลายล้างสูงจำนวนมากจนถูกดำเนินคดี ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้จับกุมผู้เกี่ยวข้องแล้ว จำนวน 11 ราย รวม 7 คดี จากนั้นสืบสวนขยายผลพบความเชื่อมโยงกับคดีอาชญากรรมออนไลน์แล้ว จำนวน 4,143 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 815 ล้านบาท
โดยล่าสุด พล.ต.ต.ทินกร รังมาตย์ รอง ผบช.สอท., พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผบก.สอท.1 พร้อมด้วย พ.ต.อ.เธียรธวัช อรรจนะเวทางค์ รอง ผบก.สอท.1 และ พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด รอง ผบก.สอท.1 พร้อมด้วย ผกก.ในสังกัด บก.สอท.1 – 5 ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดนับร้อยนาย เปิดปฏิบัติการปิดล้อมตรวจค้น จำนวน 14 จุด ทั้งในพื้นที่ กทม. สมุทรปราการ และเชียงใหม่
ผลการตรวจค้น สามารถตรวจยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดได้หลายรายการ อาทิ อสังหาริมทรัพย์ เช่น บ้านพักหรู วิลล่าและห้องชุดในโครงการระดับลักชัวรี รถยนต์หรู โฉนดที่ดิน สมุดบัญชีธนาคาร บัตรเครดิต เอกสารทางการเงิน เอกสารการถือครองทรัพย์สิน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ และพยานหลักฐานดิจิทัลจำนวนมาก รวมมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดประมาณกว่า 583 ล้านบาท
จากการตรวจสอบพยานหลักฐานที่ตรวจยึดได้จากการตรวจค้นทั้ง 14 จุด เจ้าหน้าที่พบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการถือครองทรัพย์สินแทน การเคลื่อนย้ายเงิน การบริหารจัดการทรัพย์สิน และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคลในเครือข่าย ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจพิสูจน์และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โดยเชื่อว่าสามารถขยายผลไปสู่การดำเนินคดีกับผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมได้อีกหลายราย รวมทั้งขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดตามพยานหลักฐานที่ปรากฏต่อไป
ก.ล.ต. กล่าวโทษ 'ยิม เลียก' กรณีไม่รายงานการได้มาซึ่งหุ้น VGI
เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รายงานว่า ก.ล.ต. กล่าวโทษ นายยิม เลียก (Mr. Yim Leak) หรือนายยิม ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีนายยิม ในฐานะเจ้าของหลักทรัพย์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficial Owner: UBO) ของกองทุนแห่งหนึ่ง มิได้รายงานการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ประเภทหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) (VGI) เมื่อการได้มาซึ่งหลักทรัพย์ของกองทุนดังกล่าว ข้ามจุดร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการตามแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)
เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 กองทุนแห่งหนึ่งได้มาซึ่งหุ้นเพิ่มทุน VGI ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น VGI ของกองทุนดังกล่าวเพิ่มขึ้นจนเป็นการข้ามจุดร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ โดย ก.ล.ต. พบข้อเท็จจริงว่า กองทุนดังกล่าวมีนายยิมเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ที่แท้จริง ดังนั้น นายยิม จึงมีหน้าที่รายงานการได้มาซึ่งหุ้นดังกล่าวตามแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ภายใน 3 วันทำการนับแต่วันที่ได้มาหลักทรัพย์ กล่าวคือภายในวันที่ 9 ธันวาคม 2567 แต่ปรากฏว่านายยิมไม่ได้ยื่นรายงานดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. ภายในระยะเวลาที่ประกาศกำหนดเป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ประกอบกับการที่นายยิม ยังมิได้รายงานแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ทำให้ไม่แน่ชัดว่านายยิม จะรายงานแบบ 246-2 ดังกล่าวเมื่อใด ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนายยิมต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว
