ปธ.กก.สถาบันปรีดีฯ แนะ 'ประยุทธ์' ลาออก เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ

ประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ ระบุยึดเจตนารมณ์ของกฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจ นายกฯ ควรพิจารณาลาออกเพื่อหลีกเลี่ยงวิกฤตการณ์การเมือง และเปิดทางให้ กระบวนการประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาได้เลือกผู้นำคนใหม่  

30 ก.ย.2565 ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่าความเป็นนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคสอง ประกอบมาตรา 158 วรรคสี่ นั้น ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งจาก อนุสรณ์ ธรรมใจ รองศาสตราจารย์และประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ ที่ออกความเห็นต่อคำวินิจฉัยดังกล่าว โดย อนุสรณ์ กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญส่งผลสะเทือนต่อเจตนารมณ์และหลักการของกฎหมายในการจำกัดอำนาจของผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาจเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการชุมนุมทางการเมืองเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก อาจเกิดความขัดแย้งและวิกฤตการณ์ทางการเมืองรอบใหม่ได้ และคาดว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในระยะสั้นและระยะยาวในระดับหนึ่งแต่ไม่มาก เพราะคนส่วนใหญ่รอคอยการเลือกตั้งเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยในระยะสั้นนั้นยังมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงินจำกัดหากความขัดแย้งไม่นำมาสู่ความรุนแรงบนท้องถนน และมีความเชื่อมั่นว่า ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยและรักความเป็นชุมนุมเรียกร้องอย่างสันติอยู่แล้ว หากจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงมักจะเกิดจากการสร้างสถานการณ์ของมือที่สามหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และ มักเกิดปรากฎการณ์เช่นนี้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ปัจจัยภายนอกและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจจะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนระยะสั้น อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาท ตลาดการเงิน ภาวะการลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวมอาจได้รับผลกระทบจากปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้หากมีความรุนแรงบนท้องถนนไม่ว่าความรุนแรงนั้นจะเกิดขึ้นโดยฝ่ายใด การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบ ค่าเงินบาทจะอ่อนลงอีกอย่างต่อเนื่อง ตลาดการเงินจะผันผวนและภาคการลงทุนจะชะลอลงเพื่อรอดูความชัดเจนทางการเมืองและรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง

หากไม่เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองขึ้นมาก่อนการเลือกตั้ง ค่าเงินบาทก็อาจไม่อ่อนลงอย่างรุนแรงนัก แต่ ถ้าวิกฤตการณ์ทางการเมืองนำไปสู่การเลื่อนการเลือกตั้งหรือวิถีทางนอกกฎหมายหรือการรัฐประหารอีก ประเทศไทยจะอยู่ในวังวนของความด้อยพัฒนาทางประชาธิปไตยและการเสียโอกาสความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจไปอีกยาวนาน  

ประธานกรรมการบริหาร สถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีควรพิจารณาลาออกจากตำแหน่งเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนและประเทศชาติเนื่องจากในความเป็นจริงท่านได้ดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีแล้ว การปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อการปกครองโดยกฎหมายอันเป็นพื้นฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ไม่ต้องการให้นายกรัฐมนตรีอยู่เกิน 8 ปีเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดอำนาจและนำไปสู่วิกฤตการณ์ทางการเมืองและความไม่สงบเรียบร้อยในสังคม ความเป็นจริงเจตนารมณ์นี้ชัดเจนอยู่แล้วโดยไม่ต้องตีความแต่อย่างใด การบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญกรณีนายกรัฐมนตรีต้องดำรงตำแหน่งไม่เกิน 8 ปีต้องอยู่บนสปิริตและเจตรมณ์ของระบอบประชาธิปไตย คือ การจำกัดอำนาจผู้ปกครอง การไม่ปฏิบัติตามเจตนารมณ์หรือสปิริตประชาธิปไตยจะนำสู่ความยุ่งยากทางการเมืองเฉพาะหน้าและในระยะยาวได้ จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกเพื่อรักษาหลักการและระบบเอาไว้ และประเทศจะได้เดินหน้าต่อไปได้ด้วยกระบวนการในรัฐสภา

ประธานกรรมการบริหารสถาบันปรีดี พนมยงค์ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ผลของการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องวาระ 8 ปีของนายกรัฐมนตรี เป็นสิ่งพิสูจน์ว่า ประเทศนี้ปกครองโดยกฎหมายและยึดถือในหลักนิติธรรมหรือไม่ มี Rule of Law หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญนั้นเป็นสถาบันที่ต้องทำหน้าที่ในการรักษาระบอบนิติรัฐ ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขให้ดำรงอยู่อย่างมั่นคง สังคมมีสันติธรรมและมีเสถียรภาพ การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญวันนี้เป็นกลไกสำคัญในการแสวงหาข้อยุติอันถูกต้องชอบธรรมจากความขัดแย้งในเรื่องตีความรัฐธรรมนูญหรือไม่ อย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องรอดูผลสะเทือนอันเกี่ยวเนื่องกับคำตัดสินดังกล่าว กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นผลผลิตของคณะรัฐประหาร คสช และผ่านการลงประชามติโดยประชาชน แม้นจะเป็นการลงประชามติภายใต้การควบคุมอันทำให้ประชามติอาจไม่สะท้อนความต้องการที่แท้จริงประชาชน กระนั้นก็ตาม เมื่อกฎหมายได้ผ่านมาบังคับใช้แล้วทุกคนต้องปฏิบัติตาม

ศาลรัฐธรรมนูญคณะนี้ไม่ได้เชื่อมโยงกับประชาชน ไม่ได้มาจากประชาชนมาจากการแต่งตั้งของวุฒิสมาชิกที่มาจากการสรรหาของคณะรัฐประหาร ความชอบธรรมทางประชาธิปไตยของศาลจึงถูกตั้งคำถาม และเกิดข้อสงสัย ว่า ศาลที่มาจากอำนาจอันเกี่ยวเนื่องกับการรัฐประหารจะมีความชอบธรรมเพียงใดในการตัดสินคดีต่างๆโดยเฉพาะคดีวาระ 8 ปีของนายกรัฐมนตรีอันอาจส่งผลต่ออนาคตทางเศรษฐกิจการเมืองของประเทศ และ คุณภาพชีวิตของประชาชน ศาลที่มาจากอำนาจรัฐประหารมีความชอบธรรมเพียงใดในการชี้เป็นชี้ตายในคดีที่ไม่ได้มีผลสะเทือนเฉพาะต่อคู่กรณีเท่านั้นหากส่งผลกระทบในวงกว้างต่ออนาคตของประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนในสังคม รวมทั้งคำพิพากษายังเป็นบรรทัดฐานอีกด้วย การตัดสินของศาลต้องอยู่ภายใต้อาณาจักรของเหตุผล สามัญสำนึกที่ถูกต้อง ยึดถือความเป็นธรรม มโนธรรมและต้องสร้างมาตรฐานและบรรทัดฐานในการบังคับใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจนและเป็นมาตรฐานที่ดี  คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเรื่องปมวาระ 8 ปีมีเหตุมีผลแค่ไหนเป็นสิ่งที่ผู้มีจิตใจเป็นธรรมสามารถพิจารณาได้ว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญมีความเป็นกลางหรือไม่ เป็นอิสระหรือไม่ เป็นธรรมหรือไม่ โดยไม่เป็นการตัดสินเพื่อให้ผู้อำนาจพึงพอใจ เป็นเรื่องที่ประชาชนสามารถวินิจฉัยได้ เพราะประชาชนมีสติปัญญารู้ว่า 8 ปีนับอย่างไร  เรื่องปม 8 ปีนี้จะเป็นสิ่งสำคัญที่กำหนดทิศทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมในระยะต่อไป ประเทศชาติต้องดำรงอยู่ได้ด้วยระบบที่ดี ด้วยหลักการที่ถูกต้อง ไม่ควรต้องผูกติดกับผู้ใดผู้หนึ่ง ก้าวให้พ้นเรื่องตัวบุคคล หันมายึดหลักการ ยึดระบบจะดีกว่าสำหรับประเทศและประชาชนในระยะยาว  

อนุสรณ์  กล่าวทิ้งท้ายว่า ในเมื่อความเป็นจริง นายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งครบ 8 ปีแล้วโดยไม่ต้องอ้างการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ นายกรัฐมนตรีสามารถลาออกได้ด้วยตัวเอง และ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องมาจากผู้ที่อยู่ในรายชื่อบัญชีนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง ไม่ควรเป็นนายกรัฐมนตรีนอกบัญชีรายชื่อ หรือ นายกรัฐมนตรีคนนอกโดยอาศัยเสียงของวุฒิสมาชิกที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร เพราะผิดหลักการประชาธิปไตย และ ไม่ได้สะท้อนเสียงหรือความต้องการของประชาชน  

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
Facebook : https://www.facebook.com/prachatai
Twitter : https://twitter.com/prachatai
YouTube : https://www.youtube.com/prachatai
Prachatai Store Shop : https://prachataistore.net

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข่าวรอบวัน

สนับสนุนประชาไท 1,000 บาท รับร่มตาใส + เสื้อโปโล

ประชาไท