- ‘บูรณะนิเวศ’ ร่วมกับ ‘เครือข่ายกำจัดมลพิษระหว่างประเทศ’ เผยผลศึกษาวัดค่าสารเคมีของ 3 กลุ่มอาสาสมัคร ทั้งผู้ที่ทำงานคัดแยกขยะพลาสติก คนงานในโรงงานรีไซเคิล และคนทำงานที่ไม่เกี่ยวข้องกับพลาสติก จำนวน 30 คนใน จ.บุรีรัมย์
- พบทุกคนเสี่ยงได้รับผลกระทบจากสารเคมีแม้แต่กลุ่มไม่ได้ทำงานใกล้ชิดพลาสติก แต่คนที่ทำงานโรงงานรีไซเคิล-คัดแยกขยะ มีแนวโน้มได้รับสารอันตรายใน ‘ปริมาณ’ ที่สูงกว่าคนอื่น
- องค์กรศึกษาแนะสังคมให้ความสำคัญสนธิสัญญาพลาสติกโลก คุมการผลิตและการใช้สารเคมีในพลาสติก ขณะที่นายจ้างหรือผู้รับผิดชอบควรจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอย่างเหมาะสมและมีมาตรฐานให้แรงงานที่ทำงานใกล้ชิดกับพลาสติก
18 ธ.ค. 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานวันนี้ (18 ธ.ค.) เวลา 10.05 น. เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการของมูลนิธิบูรณะนิเวศ และฐิติกร บุญทองใหม่ ผู้จัดการแผนงานมูลนิธิบูรณะนิเวศ แถลงผลการศึกษาความเสี่ยงการได้รับสารอันตรายจากมลพิษ หรือสารพิษจากพลาสติกของคนทำงานใกล้ชิดโรงงานรีไซเคิล หรือโรงงานคัดแยกขยะพลาสติกที่จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการจัดทำร่วมกันระหว่างมูลนิธิบูรณะนิเวศ (EARTH) และเครือข่ายกำจัดมลพิษระหว่างประเทศ (IPEN)
เพ็ญโฉม กล่าวถึงที่มาที่ไปของงานศึกษาว่า โดยปูพื้นฐานเรื่องกระบวนการผลิตพลาสติก ผลกระทบจากสารเคมีและด้านสุขภาพของประชาชนอย่างไร
เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง (ภาพจากบูรณะนิเวศ)
ความเสี่ยงจากสารเคมีที่ใช้ผลิตพลาสติกเริ่มตั้งแต่ต้นทางคือตั้งแต่การขุดสกัดปิโตรเลียมขึ้นมา เพื่อนำมาผลิตเป็นสินค้าที่ทำจากพลาสติก หรือพลาสติกรีไซเคิล เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า รถยนต์ หรือภาชนะต่างๆ เมื่อไม่สามารถใช้ต่อไปได้ หรือหมดสภาพการใช้งาน ก็จะกลายเป็นขยะ
โดยวิธีการกำจัดตามมาตรฐานสากลมี 2 วิธี คือ 'การฝังกลบ' หรือนำไป 'ทำเป็นเชื้อเพลิงจากพลาสติก' แต่ก็มีบางวิธีในการกำจัดที่ไม่ได้มาตรฐานคือ "การเผาไหม้กลางแจ้ง" ซึ่งมีผลกระทบทางสุขภาพต่อประชาชนที่อยู่โดยรอบอย่างมาก
กระบวนการผลิตพลาสติก
ในกระบวนการผลิตพลาสติกก็มีการใช้สารเคมีอันตรายจำนวนมาก เวลาเอาไปเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้า ถ้าควบคุมไม่ดี ก็จะอันตรายมากๆ ที่จะปล่อยมลพิษออกมา หรือถ้าจัดการเรื่องฝังกลบไม่ดี ก็จะเกิดการรั่วไหลปนเปื้อนตามพื้นดินหรือแหล่งน้ำสาธารณะต่างๆ ซึ่งรวมถึงคนทำงานในกระบวนการเหล่านี้ด้วย และที่สำคัญคือไม่ควรเผาขยะพลาสติกโดยเด็ดขาด เพราะว่าการเผาที่ไม่สมบูรณ์หรือไม่เหมาะสม จะเป็นการปลดปล่อยมลพิษที่เป็นอันตรายในสิ่งแวดล้อม หากสูดดมเข้าไป อาจเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง หรืออีกหลายๆ โรคที่มาจากการรับมลพิษจากพลาสติกเข้าไป
อย่างไรก็ดี เราอาจนึกถึงผลกระทบจากขยะพลาสติกที่สร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อม แต่เราไม่ได้นึกถึงผลกระทบในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปมากนัก ดังนั้น จึงเกิดเป็นเครื่องมือที่จะมาศึกษาว่าเราสัมผัสสารอะไรบ้างที่มาจากชิ้นส่วนของพลาสติก ซึ่งข้อค้นพบดังกล่าวอาจนำมาสู่การเจรจาระหว่างประเทศ เพื่อร่างกรอบสนธิสัญญาระหว่างประเทศในการควบคุมการผลิตพลาสติก หรือเรียกชื่อเล่นว่า สนธิสัญญาพลาสติกโลกขึ้นมา โดยสนธิสัญญาดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดปริมาณการผลิตพลาสติกทั่วโลก ลดการใช้สารอันตรายในการผลิตพลาสติก และเพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาลดภาวะโลกร้อน
เกือบ 70 ปี โลกผลิตพลาสติก 500 ล้านเมตริกตัน
ขณะที่ฐิติกร กล่าวถึงปัญหาของพลาสติกว่า ปัจจุบัน ปริมาณสารพิษจากพลาสติกมีการรั่วไหลลงทะเลในปริมาณสูงเกือบ 35 ล้านตันต่อปี แต่ในอีกไม่ถึง 10 ปีหน้าข้าง ถ้าเรายังใช้พลาสติกใกล้เคียงกับปัจจุบัน ประเมินว่าในปี 2573 เราจะมีพลาสติกรั่วไหลลงสู่ท้องทะเลสูงถึง 90 ล้านตันต่อปี ขณะที่กระบวนการรีไซเคิลพลาสติกมีสัดส่วนเพียง 9% และในประเทศที่เจริญแล้วอย่างสหภาพยุโรป (EU) รีไซเคิลได้เพียง 33% เท่านั้น
ฐิติกร บุญทองใหม่ (ถ่ายโดยมูลนิธิบูรณะนิเวศ)
ขณะที่จำนวนการผลิตโพลิเมอร์ของพลาสติกเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2493 จนถึงปี 2562 มีการผลิตโพลิเมอร์เพิ่มขึ้นสูงถึง 5 ร้อยล้านเมตริกตัน เมื่อการผลิตพลาสติกมากขนาดนี้ มันก็เป็นการตั้งคำถามด้วยว่า กระบวนการกำจัดหรือรีไซเคิลพลาสติกตลอดวงจรชีวิตมันมีศักยภาพในการควบคุมเพียงพอหรือไม่ และเมื่อมีปริมาณพลาสติกมหาศาลขนาดนี้ ปริมาณสารเคมีก็ต้องมีมหาศาลอย่างแน่นอน
งานวิจัยของอนุสัญญาบาเซิล ที่ตีพิมพ์ในปี 2566 ระบุด้วยว่า มีสารเคมีจำนวน 13,000 ชนิด ที่อาจถูกใช้ในพลาสติก แต่กลับมีกฎบัตรที่ควบคุมสารเคมีเพียง 128 ชนิด หรือไม่ถึง 1% ที่ถูกควบคุมอย่างจริงจัง แล้วเราจะลดผลกระทบจากสารเคมีได้อย่างไร
ทำไมเลือกศึกษาไทย
ทำไมทาง IPEN เลือกศึกษาในประเทศไทย ฐิติกร ระบุว่า เขาพบว่าประเทศไทย ติดอันดับ 3-4 อันดับแรกที่ให้เงินสนับสนุนกลุ่มอุตสาหกรรมโพลิเมอร์ของพลาสติก ไม่ว่าจะเป็นเงินกู้ สินเชื่อ หรืออื่นๆ เพื่อมาผลิตพลาสติกป้อนตลาด และอีกประเด็น ไทยมีการนำเข้าขยะผิดกฎหมาย หรือละเลยกฎหมายบางอย่าง
ส่วนที่เลือกพื้นที่ศึกษาในจังหวัดบุรีรัมย์ เนื่องจากมีการจัดการพลาสติกหลากหลายประเภท รวมถึงมีกระบวนการคัดแยก หรือการบดย่อยพลาสติก ทำให้คนงานเหล่านี้อาจสัมผัสพลาสติกอย่างน้อย 8 ชม.ขึ้นไป และบางไซต์งาน ห้องนอนคนงานตั้งอยู่ข้างๆ กับไซต์งาน หรืออยู่ในกองขยะพลาสติกอีกด้วย
ผลกระทบจากสารเคมีพลาสติก
กลุ่มสารเคมีที่ศึกษามีจำนวนทั้งหมด 6 กลุ่ม โดยในแต่ละกลุ่มมีสารย่อยต่างๆ จำนวนอีกมาก ได้แก่ กลุ่มพทาเลต (Phthalate), กลุ่มสารเพิ่มความยืดหยุ่นอื่นๆ ที่ไม่ใช่พทาเลต, กลุ่มโพลีไซคลิก อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน (PAHs), สารป้องกันการเสื่อมสภาพของพลาสติกจากรังสี UV, ฟีนอลและบิสฟีนอล เป็นสารต้านการออกซิเดชันในพลาสติก, และสุดท้าย สารหน่วงการติดไฟชนิดฟอสเฟตอินทรีย์ (OPFRs) เพื่อป้องกันความร้อนให้กับพลาสติก
สารเคมีที่ทำการศึกษาแต่ละชนิดเกิดผลกระทบต่อสุขภาพอย่างไร ฐิติกร ยกตัวอย่างว่า สารทั้ง 6 กลุ่มสร้างผลกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกาย ไม่มีส่วนไหนที่ไม่ได้รับผลกระทบ ทั้งสร้างความเสียหายต่อสมอง ประสาท ต่อมไร้ท่อ หรือเป็นพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน ก่อให้เกิดผิวหนังอักเสบ เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้มนม ที่ระบบสืบพันธุ์ ตับ หรือเป็นโรคโลหิตจาง
ผลกระทบทางร่างกายจากการได้รับสารเคมีที่ใช้ในพลาสติก (ภาพจากบูรณะนิเวศ)
ศึกษายังไง
งานวิจัยครั้งนี้ได้อาสาสมัคร 30 คนที่ยินดีเข้าร่วมการศึกษา โดยทั้ง 30 คนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. กลุ่มที่ไม่ได้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องกับพลาสติก เป็นคนที่ศูนย์เด็กเล็ก 2. กลุ่มที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับรีไซเคิลพลาสติก ขยะพลาสติก หรือเม็ดพลาสติก และ 3. กลุ่มคัดแยกขยะพลาสติก
โดยเราให้เขาสวมสายรัดข้อมือ ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับสารเคมีต่างๆ ในบรรยากาศรอบตัว เราจะให้ทางผู้เข้าร่วมใส่อย่างต่อเนื่อง 5 วัน หรือ 120 ชม. โดยไม่ถอดออก และให้จดบันทึกชีวิตประจำวันทั้งหมด 5 วัน เพื่อดูว่าชีวิตประจำวันเขาเกี่ยวข้องกับพลาสติกมากน้อยแค่ไหน หรือกลุ่มควบคุมเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์พลาสติกแค่ไหน จากนั้นจะส่งไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติงานในต่างประเทศของเครือข่ายที่ทำงานร่วมกัน
ทุกคนเสี่ยงได้รับสารอันตราย
ฐิติกร กล่าวต่อว่า ข้อค้นพบจากการศึกษา พบว่าอาสาสมัคร 3 กลุ่มเสี่ยงได้รับสารเคมีจากพลาสติก 73 ชนิดใน 6 กลุ่ม ซึ่งเยอะมาก (ซึ่งยังมีกลุ่มอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษา)
- โพลีไซคลิกอะโรมาติกไฮโดรคาร์บอน (PAHs) ซึ่งมีผลก่อมะเร็ง พบว่าอาสาสมัคร 3 กลุ่ม มีสารเคมีกลุ่ม PAHs จำนวนไล่เลี่ยกัน แต่อาจต่างกันที่ปริมาณที่ได้รับ โดยกลุ่มคัดแยกขยะพลาสติกมีปริมาณสาร PAHs สูงสุด แต่กลุ่มควบคุมกลับมีปริมาณสารเคมีมากกว่ากลุ่มที่ทำงานในโรงงานขยะรีไซเคิล ซึ่งสะท้อนว่าแค่สัมผัสก็มีสิทธิได้รับมลพิษ
- อาสาสมัครในโรงงานรีไซเคิลมีโอกาสสัมผัสกับสารหน่วงไฟออร์กาโนฟอสเฟต (OPEFs) ซึ่งเป็นสารเคมีเชื่อมโยงกับปัญหาด้านพัฒนาการของระบบประสาท และการหยุดชะงักของต่อมไร้ท่อ สูงกว่าคนงานที่ทำงานคัดแยกขยะพลาสติก และคนที่ทำงานในออฟฟิศ
- อาสาสมัครที่ไม่เกี่ยวข้องกับขยะพลาสติก พบว่ามสารเคมีอยู่ระหว่าง 21-33 ชนิด ขณะที่กลุ่มคนงานรีไซเคิลพลาสติก มีสารเคมีอยู่ระหว่าง 23-40 ชนิด และกลุ่มคนงานจัดการขยะพบสารเคมีระหว่าง 27-38 ชนิด ซึ่งถือว่ามีสัดส่วนใกล้เคียงทั้ง 3 กลุ่ม แต่อาจเจอปริมาณแตกต่างเล็กน้อย
- ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับขยะพลาสติก มีโอกาสได้รับสารเคมีเยอะกว่าบุคคลทั่วไปอย่างแน่นอน และก็ตัวจำนวนสารเคมีก็เกี่ยวโยงกับกิจกรรมที่ทำในชีวิตประจำวัน
คนคัดแยกขยะพลาสติก (ที่มา: มูลนิธิบูรณะนิเวศ)
กฎหมายสากล หนทางควบคุมการผลิตพลาสติก
ฐิติกร เสนอว่า จากงานศึกษาครั้งนี้ทำให้เราต้องคิดถึงการร่างสนธิสัญญาพลาสติกโลก หรือกฎหมายระดับนานาชาติ เพื่อควบคุมการผลิตพลาสติก และต้นทางการผลิตควรลดสารเคมีที่ใช้ผลิตลงไป ซึ่งอาจเป็นหนทางเดียวในการแก้ไขปัญหา
"ทุกท่านอาจจะรู้สึกกังวลว่าเราจะหลุดพ้นจากสารเคมีในพลาสติกได้อย่างไร ผมอาจจะตอบได้ว่า มันเป็นไปได้ยากที่เราจะหลีกเลี่ยงจากมลพิษพลาสติกเหล่านี้ถ้าทุกอย่างกระบวนการต่างๆ การผลิตพลาสติกต่างๆ ยังเป็นเหมือนเดิมในปัจจุบันต่อไป เราคงไม่สามารถหลุดพ้นสารเคมีพลาสติกเหล่านี้ได้" ฐิติกร กล่าว
การรีไซเคิล ควรใช้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพ มีมาตรฐาน และห้ามการกำจัดด้วยวิธีการเผา เนื่องจากก่อให้เกิดมลพิษ
ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกควรมีการเปิดเผยข้อมูลการใช้สารเคมี เพื่อให้ผู้บริโภคทราบว่าเขากำลังสัมผัสสารเคมีชนิดใดบ้าง และเป็นไปได้ควรระบุลงไปเลยว่าสารเคมีต่างๆ ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายอย่างไร เพื่อให้ผู้บริโภคหลีกเลี่ยง
สุดท้าย คือกลุ่มผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับขยะพลาสติก หรือในโรงงานรีไซเคิล นายจ้างหรือผู้รับผิดชอบ ควรจัดหาอุปกรณ์ป้องกันสำหรับผู้ปฏิบัติงานใกล้ชิดกับพลาสติก เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาได้รับสารเคมีมากเกินไป และไม่ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของพวกเขา ยกตัวอย่าง เสื้อผ้าเครื่องป้องกัน หรือหน้ากากกันสารเคมีที่มีประสิทธิภาพ
