Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง จังหวัดภูเก็ต ยื่น กสม. ตรวจสอบแบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คลุมดำโครงการท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้งมารีน่า ชี้เป็นการละเมิดสิทธิชุมชนและไม่เป็นธรรม โดยที่ดินบางส่วนของโครงการฯ ทับซ้อนอยู่กับพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งชุมชนบ้านอ่าวกุ้งและใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์ในการดำเนินวิถีชีวิตมาตั้งแต่อดีต

 

27 มิ.ย. 2569 วานนี้ (26 มิ.ย. 2569) กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนบ้านอ่าวกุ้ง จังหวัดภูเก็ต ยื่นหนังสือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน กรณีตรวจสอบแบบประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) คลุมดำโครงการท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้งมารีน่า ชี้เป็นการละเมิดสิทธิชุมชนและไม่เป็นธรรม โดยมีนางสาวศยามล ไกรยูรวงค์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมารับหนังสือ ณ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคารบี) ชั้น 6-7 

กลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชน บ้านอ่าวกุ้ง หมู่ที่ 9 ตำบลป่าคลอก อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เป็นกลุ่มที่ลุกขึ้นมาแสดงตัวเพื่อการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2535 เป็นต้นมา ทั้งปัญหาการลักลอบทำการประมงของประมงพาณิชย์ริมชายฝั่งทะเล การปกป้องป่าชายเลนจากการลักลอบตัดไม้จากกลุ่มนายทุนเพื่อทำถ่านไม้และนากุ้ง ผ่านกิจกรรมฟื้นฟู อนุรักษ์ เฝ้าระวัง ร่วมกับภาครัฐและภาคีอื่นๆ ทั้งระดับชุมชนและเครือข่ายระดับต่างๆ ส่งผลให้ป่าชายเลนและชายฝั่งทะเลกลับมามีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เป็นแบบอย่างแก่ชุมชนอื่นๆ

ทั้งนี้ในปีพ.ศ.2559 ได้มีโครงการท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้งมารีน่าจะมาดำเนินการในพื้นที่บ้านอ่าวกุ้ง ซึ่งทางกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนฯ ได้มีข้อคัดค้านต่อโครงการฯ เนื่องจากพบว่ากระทบต่อชุมชนในประเด็นสำคัญดังนี้

1.พื้นทื่ ที่จะมีการดำเนินโครงการฯ พบว่าที่ดินบางส่วนของโครงการฯ ทับซ้อนอยู่กับพื้นที่สาธารณะของชุมชน ซึ่งชุมชนบ้านอ่าวกุ้งและใกล้เคียงได้ใช้ประโยชน์ในการดำเนินวิถีชีวิตมาตั้งแต่อดีต ได้แก่ ใช้เป็นเส้นทางสัญจรระหว่างชุมชนกับกุโบร์ (สุสานมุสลิม) ใช้เป็นเส้นทางสัญจรเพื่อลงทะเลไปทำประมงชายฝั่ง และใช้เป็นเส้นทางดำเนินกิจกรรมฟื้นฟู ดูแล เฝ้าระวัง อนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและชายฝั่ง

2. โครงการมารีน่าฯ สัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับ โครงการขุดลอกร่องน้ำสาธารณะอ่าวกุ้ง (ท่าเล) ของกรมเจ้าท่า ที่จะขุดในพื้นที่ป่าชายเลนที่ชุมชนร่วมกันรักษาไว้ โดยอ้างว่าเป็นร่องน้ำสาธารณะ ซึ่งขัดกับมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ว่า การโครงการขุดลอกร่องน้ำฯ จะสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นการสุ่มเสียงต่อละเมิดสิทธิชุมชน และเสนอให้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งปลูกฟื้นฟูป่าชายเลนโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมซึ่งทั้งสองประเด็นปัจจุบันอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน ซึ่งเป็นกลไกแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับสมัชชาคนจน

อย่างไรก็ตามเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความเห็นชอบรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการท่าเทียบเรือสำราญและกีฬาอ่าวกุ้งมารีน่า ทางกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน ฯ เห็นว่า คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) มีความเร่งรีบในการพิจารณาเห็นชอบ ไม่รับฟังข้อทักท้วงและห่วงกังวลของกลุ่มอนุรักษ์ ฯ ไม่มีการพิจารณาอย่างรอบด้าน ประเด็นข้อเท็จจริง/ข้อพิพาทยังไม่มีข้อยุติ นอกจากนี้รายงานผลการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) ของโครงการฯ ที่ซึ่งสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ได้จัดส่งมาให้นั้น ได้ปกปิดข้อมูลโดยวิธีคาดแถบสีดำไว้ในรายงานฯ ด้วยเหตุต้องปกปิดข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และข้อมูลที่เป็นความลับทางการค้า 

โดยเอกสารที่ถูกปกปิดข้างต้นเป็นสาระสำคัญ ในประเด็นโต้แย้งสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินระหว่างเจ้าของโครงการกับกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลนชุมชนบ้านอ่าวกุ้ง รวมทั้งเป็นข้อมูลที่โครงการฯจะต้องชี้แจงเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ผู้ชำนาญการฯ เพื่อประกอบการพิจารณาถึงความชัดเจน ตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครอง ขอบเขต รวมถึงการใช้ประโยชน์ในที่ดินว่าถูกต้อง ชอบธรรม หรือทับซ้อนพื้นที่สาธารณะหรือไม่อย่างไร อีกทั้งข้อมูลที่ถูกปกปิดดังกล่าวเป็นข้อมูลสาธารณะ โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์ในที่ดินบริเวณดังกล่าวมีผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ ควรตรวจสอบได้โดยสาธารณะ มิได้เป็นข้อมูลส่วนบุคคลแต่ประการใดตึงได้เข้ามายื่นหนังสือกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนในวันนี้

นางสาวศยามล ไกรยูรวงค์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของกสม.ในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยจะทำหนังสือยื่นไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หาข้อมูลเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง และจะเดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบต่อไป 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง