การเผาเป็นกิจกรรมหนึ่งของภาคเกษตรมาช้านาน แต่การเผาไม่เคยเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหาทางสังคมมากเท่าปัจจุบัน ที่โครงสร้างสภาพภูมิอากาศของโลกเปลี่ยนไป จากผลกระทบเฉพาะตัวที่การเผาทำลายหน้าดินลดความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในดินของพื้นที่ที่ถูกเผา การเผาในภาคเกษตรกลายเป็นแหล่งมลพิษทางอากาศที่สำคัญแหล่งหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและชีวิตผู้คนที่อยู่ห่างไกลออกไป
ในภาคการเกษตรของไทยพืชที่มีการเผาในกระบวนการผลิตมากที่สุดคือข้าวและอ้อย การเผาในนาข้าวคือการเผาฟางข้าว ซึ่งจะเกิดขึ้นตอนท้ายฤดูกาลผลิตเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตหมดแล้วและชาวนาต้องการเคลียร์พื้นที่ในนาเพื่อเริ่มต้นฤดูการผลิตใหม่ ฟางข้าวจำนวนมหาศาลจะถูกเผาบนพื้นนานั้นเอง แม้ปัจจุบันจะมีกระบวนการรับซื้อและอัดฟางก้อน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อทั้งในภาคการเกษตรและในอุตสาหกรรมอื่น แต่ราคาที่สูงลิบลิ่วของรถอัดฟางทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ไม่สามารถเป็นเจ้าของได้ และประมาณที่น้อยมากๆ ของรถอัดฟางที่มีอยู่ในปัจจุบัน ทำให้เกษตรกรไม่สามารถรอคิวเพื่อใช้บริการได้ การเผาจึงง่ายและรวดเร็วที่สุด ยิ่งพื้นที่ที่น้ำดีการปลูกข้าวสามารถทำได้หลายครั้งใน 1 ปี การเผาฟางจะยิ่งเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ส่วนการเผาในไร่อ้อยเป็นการเผาก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต อ้อยเป็นพืชที่มีใบเยอะ ชาวไร่จำเป็นต้องกำจัดใบอ้อยก่อนเพื่อให้การตัดเพื่อเก็บผลผลิตของอ้อยทำได้ง่าย การฝ่าดงใบอ้อยเพื่อตัดอ้อยทั้งคันทั้งเจ็บ และใช้เวลานาน เป็นงานที่หาแรงงานคนทำยาก แม้ปัจจุบันจะมีเครื่องจักรต่างๆ เข้ามาช่วยในกระบวนการเก็บเกี่ยว ทั้งรถตัดอ้อยสดเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกในการตัดอ้อย แต่ก็ติดปัญหาราคาต้นทุนสูงเช่นเดียวกับรถอัดฟาง เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สามารถเป็นเจ้าของได้ ทั้งเครื่องสางใบอ้อยที่จะช่วยตัดใบอ้อยออกก่อนเพื่อให้กระบวนการเก็บเกี่ยวทำได้ง่าย แต่ปัญหาย้ายไปเกิดกับกระบวนการสางใบด้วยเครื่องจักรแทนเพราะคนขับรถสางใบซึ่งเป็นรถไถไม่มีตัวถัง ทำให้ต้องขับรถสางใบท่ามกลางฝุ่นของใบอ้อยที่ถูกเครื่องจักรตีจนฟุ้งกระจาย ทั้งคันทั้งร้อน
ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามแก้ปัญหาที่ต้นทางของการเผาในภาคการเกษตรอยู่บ้าง โดยส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่การเผาในไร่อ้อย ซึ่งมีทั้งมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ การใช้เงินสร้างแรงจูงใจลดการเผา การสนับสนุนเครื่องตัดอ้อยและเครื่องสางใบให้เกษตรกรเช่า ไปจนถึงยาแรงที่ใช้มาตรการทางกฎหมายเข้ามาจัดการทั้งการปรับ จับ คนเผา ทั้งการสั่งปิดโรงงานน้ำตาลที่ฝ่าฝืนกฎหมายรับซื้ออ้อยจากแปลงเพาะปลูกที่มีกระบวนการเผาไร่อ้อยสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่ปัญหาปัญหาการเผาในไร่อ้อยและนาข้าวก็ยังไม่หมดไป เพราะกระบวนการต่างๆ ที่เกิดขึ้น ยังเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ส่วนต้นเหตุคือกระบวนการปลูกข้าวและไร้อ้อยที่ทำให้เกิดฟางข้าวและปริมาณใบอ้อยมหาศาลในแต่ละปีไม่ได้ถูกให้ความสำคัญและจัดการอย่างจริงจัง ข้อมูลจากกรมการข้าวระบุว่าในการทำนา 1 ไร่ จะมีการผลิตฟางและตอซังข้าวประมาณ 800 กิโลกรัม แม้จะมีกระบวนการนำฟางข้าวเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ทั้งการทำปุ๋ยหมัก การอัดก้อนเพื่อเป็นอาหารสัตว์ และส่งขายโรงไฟฟ้าพลังชีวมวล แต่ supply ที่มีจำนวนมหาศาลทำให้การจัดการฟางข้าวส่วนใหญ่ต้องจบลงที่การเผา เช่นเดียวกับใบอ้อย กระบวนการปลูกในปัจจุบันใบอ้อยผลิตใบอ้อยรวมประมาณ 2 ตัน ต่อไร่ ซึ่งด้วยความยากของกระบวนการกำจัดใบอ้อยตามที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ใบอ้อยส่วนใหญ่จบลงที่การถูกเผาเช่นเดียวกัน
การลดหรือเลิกการเผาในภาคเกษตรจึงเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นปัญหาที่เกี่ยวพันกับรูปแบบการผลิตทั้งกระบวนการปลูกข้าว และการทำไร่อ้อย
ผู้เขียนเคยมีโอกาสคุยกับลุงประเสริฐ ภู่เงิน ประธานกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวแขวงโคกแฝก ซึ่งเป็นกลุ่มของขาวนาข้าวที่ทำนาในพื้นที่เขตหนองจอก กรงเทพฯ ถึงเรื่องปัญหา PM 2.5 กับการทำนา ลุงแกวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างน่าสนใจ
ลุงประเสริฐเล่าถึงบรรยากาศการทำนาในสมัยที่ตนเองยังเล็กๆ ซึ่งระบบชลประทาน และการพัฒนาสายพันธุ์ข้าวยังไม่ก้าวไกล ชาวนาจะทำนากันเพียงปีละ 1 ครั้ง ฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวจะถูกกองไว้ในนาปล่อยให้ย่อยสลายเอง กว่าจะถึงฤดูทำนาใหม่ฟางข้างก็ย่อยสลายหมด ไม่เป็นภาระ แต่เมื่อมีการพัฒนาระบบชลประทานและพัฒนาสายพันธุ์ข้าวให้เพิ่มผลผลิตต่อไร่มากขึ้น มีการนำมาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก ปัจจัยการส่งเสริมการผลิตหลายอย่างรวมกันทำให้ชาวนาสามารถปลูกข้าวได้ปีละ 2-3 ครั้ง ผลที่ตามมาคือฟางข้าวจำนวนมหาศาล ซึ่งไม่สามารถปล่อยกองไว้ในพื้นที่นาได้ เนื่องจากต้องการพื้นที่สำหรับการปลูกในรอบถัดไป ฟางข้าวกลายเป็นภาระของชาวนา ลุงประเสริฐบอกว่าเล่าพื้นที่แถบหนองจอกเริ่มมีการเผาฟางข้าวตั้งแต่ประมาณปี 2519-2520
โชคดีที่ชาวนาในเขตหนองจอกสามารถรวมกลุ่มกันได้ เพื่อรับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและเครื่องจักร และความรู้ในการบริหารจัดการที่ดินจากหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำให้ปัญหาการเผาฟางข้าวในพื้นที่ถูกจัดการลงได้ก่อนที่ปัญหา PM 2.5 จะเป็นประเด็นระดับโลก การจัดการเพื่อลดปัญหาการเผาฟางของชาวนาที่รวมตัวกันในชื่อกลุ่มแปลงใหญ่ข้าวแขวงโคกแฝก ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวรวมประมาณ 500 ไร่ ทำนาปีละ 2-3 ครั้ง เริ่มตั้งแต่การจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ โดยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ ลงไปแนะนำและสนับสนุนให้สมาชิกในกลุ่มเลี้ยววัว-ควาย แล้วนำวัว-ควายไปหมุนวนกินฟางในแปลงนาของสมาชิก นอกจากปริมาณฟางจะลดลง กลุ่มยังมีรายได้จากการขายวัวและควายอีกด้วย ฟางที่วัวกินไม่หมดจะถูกแบ่งส่วนหนึ่งไปทำปุ๋ยหมัก โดยกระทรวงเกษตรฯ สนับสนุนจุลินทรีย์เพื่อช่วยให้มีการย่อยสลายเร็วขึ้น อีกส่วนหนึ่ง นำไปอัดก้อนเก็บไว้ให้วัวกินนอกฤดูเก็บเกี่ยว และส่งขายให้ฟาร์มวัวในเขต กทม. โดยการอัดฟางข้าวทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนเครื่องจักรและเทคโนโลยีจากหน่วยงานต่างๆ ในกระทรวงเกษตร ตั้งแต่รถเกี่ยวข้าวที่แยกฟางและเมล็ดข้าวออกจากกันอัตโนมัติ รถตัดฟาง ไปจนถึงรถเครื่องจักรสำหรับอัดก้อนฟาง
ด้วยการบริหารจัดการที่ดีโดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐทำให้การทำนาข้าวของสมาชิกกลุ่ม กลุ่มแปลงใหญ่ข้าวแขวงโคกแฝก ไม่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ คำถามสำคัญคือจะมีเกษตรกรกี่กลุ่มที่สามารถบริหารจัดการได้ดี และได้รับการสนับสนุนจากรัฐอย่างครบวงจรเช่นนี้
ประสบการณ์จากลุงสุนทร มณฑา ชาวนาในอำเภอสรรคบุรี จังหวัดชัยนาท ในการปรับรูปแบบการปลูกข้าวของตนเองอาจเป็นคำตอบที่ควรหยิบยกมาพิจารณาและขับเคลื่อนให้เกิดขึ้นในวงกว้าง ลุงสุนทรเกิดและเติบโตมากับวิถีการทำนาของพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ที่ปลูกข้าวแบบเข้มข้น เข้มข้นทั้งการใช้ยา การใช้ปุ๋ย ไปจนถึงการใช้เมล็ดพันธุ์ ที่เป็นพันธุ์ข้าวที่ให้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มมากขึ้น แต่ต้องหว่านเมล็ดพันธุ์ในปริมาณมากขึ้น สิ่งที่ลุงสุนทรทำนอกจากการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุด้วยการนำฟางข้าวไปทำปุ๋ยแล้ว ยังแก้ปัญหาที่ต้นเหตุด้วยการลดปริมาณการผลิตฟางข้าวในนา ด้วยวิธีการง่ายๆ “ลดความเข้มข้นของทุกอย่างลง”
ลุงสุนทรใช้เวลากับการศึกษาทำความเข้าใจกับ “ข้าว” ใหม่ในทุกมิติ จนพบความจริงในการบริหารจัดการนาข้าวมิติหนึ่งที่ลุงค้นพบคือการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวอย่างเข้มข้นในแปลงนานอกจากจะทำให้ต้นทุนด้านเมล็ดพันธุ์เพิ่มแล้ว ยังทำให้ต้องใช้ปุ๋ยและยามากโดยไม่จำเป็น เพราะเมล็ดพันธุ์ข้าวจะแย่งอาหารกันเอง และเมื่อมีจำนวนต้นข้าวในนามาก หมายถึงปริมาณฟางข้าวจะเพิ่มมากขึ้นตามมา และผลผลิตเพิ่มขึ้นไหม คำตอบคือเพิ่ม แต่ไม่ได้หมายถึงรายได้เพิ่มเพราะผลิตที่เพิ่มขึ้นมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการปลูกข้าวแบบเข้มข้นอย่างที่ดำรงอยู่มานาน ไม่ควรจะเป็นวิถีการผลิตที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับชาวนาไท
ลุงสุนทร ลุกขึ้นมาปฏิวัติการทำนาของตนเองหลายวิธีการ หนึ่งในนั้นคือการลดเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในนาลง จากเดิมการทำนา 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์โดยเฉลี่ยที่ประมาณ 30 กิโลกรัม เหลือเพียงไม่ถึง 10 กิโลกรัม ความหนาแน่นของข้าวในนาลดลง ค่านาค่าปุ๋ย ลดลง และปริมาณฟางข้าวลดลง ปัจจุบันชาวนาในสรรคบุรี เริ่มปรับวิธีการปลูกตามลุงสุนทร ด้วยเป้าหมายหลักเพื่อลดต้นทุนการผลิต และแก้ปัญหาหนี้สิน แม้วัตถุประสงค์หลักจะไม่ใช่การต้องการลดการเผาฟาง แต่ผลพลอยได้ที่เกิดขึ้นคือปัจจุบันมีพื้นที่นาที่ปรับวิธีการปลูกตามแนวทางของลุงสุนทรไม่มีการเผาฟางเลยจำนวนประมาณ 300 ไร่ อาจจะเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดของทุ่งข้าวสรรคบุรี แหล่งปลูกข้าวที่สำคัญแหล่งหนึ่งของประเทศ แต่หากวิธีการนี้ได้รับการนำไปขยายผลต่อ พื้นที่ปลูกข้าวที่ไม่มีการเผาฟางจะเพิ่มขึ้น และอาจสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรได้ด้วย
หันมาดูที่กระบวนการปลูกอ้อย รศ.ดร.ขวัญตรี แสงประชาธนารักษ์ อาจารย์สาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ได้เขียนเผยแพร่ในเฟสบุ๊คส่วนตัว ว่าปัญหาประการหนึ่งเกิดจากการวางแปลงอ้อยของเกษตรกรบ้านเราที่ส่วนหนึ่งแปลงเล็ก และมีการปลูกที่หนาแน่น กระบวนการปลูกยังเน้นการใช้แรงงานคนเป็นหลัก ทำให้เครื่องจักรขนาดใหญ่สำหรับตัดใบไม่สามารถเข้าได้ และการเปลี่ยนแปลงแปลงอ้อยไม่ใช่สามารถทำได้ง่ายๆ เนื่องจากอ้อยเป็นพืชที่ปลูกครั้งเดียวเก็บผลผลิตระยะยาว อาจารย์จขวัญตรีพูดถึงตัวย่างการแก้ไขปัญหาการเผาใบอ้อยของประเทศบราซิล ที่สามารถทำให้การเผาไร่อ้อยเป็นศูนย์ได้ด้วยการออกแผนปฏิบัติ 10 ปี เป้าหมายหลักคือการปรับแปลงอ้อยให้ระยะการปลูกระหว่างแถวกว้างขึ้น เพื่อให้เครื่องจักรทำงานได้ง่ายขึ้น ควบคู่ไปกับการส่งเสริมการผลิตเครื่องจักรทางการเกษตรในประเทศตนเอง ไปจนถึงการจัด Zoning การใช้พื้นที่และการขนส่งอ้อย ซึ่งแนวคิดนี้ยังไม่ปรากฏในแนวทางการแก้ปัญหา PM 2.5 ของประเทศไทย
กระบวนการปลูกอ้อยและข้าวที่ได้รับการสิ่งเสริมจากภาครัฐในประเทศไทยอยู่บนฐานคิดเดียวกันคือการปลูกที่ทำให้ได้ผลผลิตต่อพื้นที่มากที่สุด โดยที่ปริมาณของของเสียจากกระบวนการผลิตทั้งฟางข้าวและใบอ้อยไม่เคยอยู่ในสมการการส่งเสริมการปลูก หากจะแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตร เราคงไม่สามารถหนีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการผลิต ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาครัฐยังไม่ให้ความสำคัญ
