Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วงเสวนา เดินหน้าสูตร CARE ตอบโจทย์โลกการทํางานยุคใหม่ คืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกันตน

พรรคเพื่อไทย จัดวงเสวนาสําหรับสมาชิกพรรค (Pheu Thai Member Talk) โดยในครั้งนี้มีการพูดคุยในหัวข้อ “REBOOST บํานาญไทย เพื่อแรงงานไทย” ซึ่งมีวิทยากรหลักประกอบด้วย จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจําวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบอร์ดประกันสังคม โดยมีบุณยกร ดํารงรัตน์ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้ดําเนินการวงเสวนา

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เริ่มต้นวงพูดคุยด้วยการชี้ให้เห็นว่ากระทรวงแรงงานมีความคาบเกี่ยวกันระหว่างความเป็นกระทรวงด้านสังคม และกระทรวงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นโจทย์ที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่กันไป ในโจทย์ด้านสังคมก็ต้องทําให้พี่น้องแรงงานมีคุณภาพชีวิตที่ดี ส่วนโจทย์ทางเศรษฐกิจก็เป็นสิ่งที่ต้องทําให้เกิดการพัฒนาทุนมนุษย์ ซึ่งจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนประเทศในระยะยาว 

จุลพันธ์ กล่าวต่อว่า สําหรับประเด็นที่อยากมาร่วมพูดคุยและรับฟังจากท่านอื่นๆ ในวันนี้คือเรื่องการปฏิรูปประกันสังคม โดยโจทย์แรกที่มีความตั้งใจทําคือการเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กับสํานักงานประกันสังคมว่า จะสามารถดูแลเม็ดเงินของผู้ประกันตนได้อย่างมีเสถียรภาพ และความมั่นคง และทําให้ฐานของกองทุนประกันสังคมขยายใหญ่ขึ้น และทําให้เม็ดเงินของกองทุนเติบโตขึ้นอย่างที่เหมาะสม มีการลงทุนที่เป็นมืออาชีพ ควบคู่ไปกับการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้กับผู้ประกันตน ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล และเรื่องที่จะมีการพูดคุยกันในวันนี้คือ การปรับเปลี่ยนมาใช้สูตรการคํานวณบํานาญชราภาพแบบใหม่ หรือ สูตร CARE 

จุลพันธ์ ย้ําว่า เรื่องการคํานวณบํานาญชราภาพของกองทุนประกันสังคม ในวันนี้มีความจําเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยน เนื่องจากโลกของการทํางานในปัจจุบันนั้นมีความแตกต่างจากอดีต โดยปัจจุบันนี้มีคนเปลี่ยนงาน ย้ายงานเป็นปกติ มีการเปลี่ยนสถานะผู้ประกันตนจากมาตรา 33 ไปเป็น มาตรา 39 หรือมาตรา 40 เพิ่มมากขึ้น และการคํานวณบํานาญชราภาพแบบเดิมที่มีการคํานวณจากฐานเงินเดือนเฉลี่ยในช่วง 5 ปีสุดท้ายของการทํางานนั้นไม่สามารถสะท้อนการสมทบเงินเข้ากองทุนได้จริง

“วันนี้เราต้องการการคํานวณที่สุดท้ายสามารถสะท้อนเรื่องการทํางานที่ผ่านมาของทุกคนได้ ซึ่งสูตร CARE เป็นสูตรที่นํามาจากต่างประเทศเข้ามาปรับใช้ เพราะมีการพิสูจน์แล้วว่ามีความเป็นธรรมและจะเกิดประโยชน์กับผู้ประกันตนทุกคนในระยะยาว”

จุลพันธ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามอาจจะมีผู้ประกันตนบางคนที่ได้รับผลกระทบในทางลบ ซึ่งเรื่องนี้ได้มีการออกแบบแนวทางในการเยียวยาชดเชยเอาไว้ครอบคลุมช่วงเวลา 5 ปี หลังจากมีการบังคับใช้สูตรการคํานวณนี้ และที่สําคัญสําหรับผู้ที่ได้รับเงินบํานาญอยู่ก่อนแล้วจะไม่มีใครที่ได้รับเงินบํานาญน้อยลง แต่หากมีการคํานวณตามสูตร CARE แล้วพบว่าเงินบํานาญที่ผู้ประกันตนได้รับอยู่ควรเพิ่มขึ้น ก็จะมีการเพิ่มเงินบํานาญในส่วนนั้นแทน

ธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า ที่มาของความพยายามนําสูตร CARE มาใช้กับกองทุนประกันสังคมนั้นมาจากปัจจัยท้าทาย ทั้งรูปแบบการทํางานที่เปลี่ยนแปลงไป และความแตกต่างของมูลค่าของเงินในปัจจุบันและในอดีตเมื่อ 20-30 ปีที่ผ่านมา ซึ่งสูตร CARE ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากหลายประเทศว่าจะสามารถแก้โจทย์ความท้าทายนี้ได้

“หัวใจของสูตร CARE คือ การให้คุณค่ากับระยะเวลาการทํางาน และการสมทบเงินเข้ากองทุน ยิ่งใครทํางานนาน จ่ายเงินสมทบนาน ก็ยิ่งจะได้เงินมากขึ้นตามไปด้วย ในขณะเดียวกันยังมีการคํานึงถึงมูลค่าของเงินที่เปลี่ยนแปลงไปทุกปี สูตร CARE จะให้ความสําคัญกับการคํานวณให้เงินที่จ่ายไว้ในอดีต กับเงินในปัจจุบันนั้นมีมูลค่าเท่ากัน”

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี อาจารย์ประจําวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และบอร์ดประกันสังคม กล่าวด้วยว่า วันนี้ต้องขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ร่วมผลักดันสูตร CARE นี้ แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ แต่กว่าจะมีการผลักดันเรื่องนี้ใช้เวลาผ่านไป 4 รัฐมนตรี 

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ระบุว่า ประเด็นปัญหาเรื่องการคํานวณบํานาญชราภาพมีปัญหามาตั้งแต่ปีแรกที่มีการจ่ายเงินคือ ปี 2557 จนมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และศาลแรงงาน ว่า เงินบํานาญไม่เป็นธรรม และหลังจากนั้นสํานักงานประกันสังคมก็ได้มีการศึกษาเรื่องนี้โดยมีการนําสูตร CARE มาศึกษา ในปี 2562 แต่ยังขาดแรงผลักดันทางการเมืองในการทําเรื่องนี้ให้เสร็จ 

“ตัวเลขผู้ที่รับบํานาญอยู่ในเวลานี้มีจํานวนประมาณ 9 แสนคน มี 6 แสนคนที่ได้รับบํานาญน้อยกว่าที่เขาควรจะได้รับ ถ้าจะมีรัฐมนตรีท่านไหนที่สามารถจบเรื่องนี้ได้ มันคือการลบน้ําตาของประชาชนจริงๆ”

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวต่อว่า ตอนนี้ขั้นตอนทุกอย่างรัฐมนตรีเปิดเผยแล้วว่า จะนําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นการคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ประกันตน และเป็นการแก้ไขปัญหาในระดับโครงสร้าง และเรื่องนี้ไม่ได้เป็นผลงานของพวกผม หรือผลงานของใคร แต่เป็นเรื่องของชีวิตและน้ําตาของประชาชน 

นอกจากนี้ในวงเสวนา ยังมีสุเทพ อู่อ้น และวรรณวิภา ไม้สน จรัส คุ้มไข่น้ํา คณะทํางานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นถึงการทํางานเพื่อผลักดันประเด็นต่างๆ รวมทั้งณภูมิ สุวรรณภูมิ หัวหน้ากลุ่มคณิตศาสตร์ประกันภัย สํานักงานประกันสังคม ที่ร่วมนําเสนอข้อมูลให้เห็นว่าการเดินหน้าสูตร CARE ครั้งนี้จะมีการเยียวยาผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบอย่างไร และยืนยันว่าไม่กระทบต่อเสถียรภาพของกองทุน 

ที่มา: TV5HD Online, 26/6/2569

ซัด สปส. งบประชาสัมพันธ์ 30 ล้าน แต่คนยังลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมน้อย

วันที่ 25 มิถุนายน 2569 นายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน พร้อมด้วย สส.พรรคประชาชน อาทิ น.ส.ธนพร วิจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ และ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี เขต 7 ร่วมแถลงข่าวภายหลังการประชุม กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่ได้เชิญตัวแทนจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เข้าชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินงานประชาสัมพันธ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ที่จะมีขึ้นในวันที่ 27 กันยายน 2569 ซึ่งกรรมาธิการฯ พบว่าการดำเนินงานที่ผ่านมายังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ โดยกรรมาธิการฯ ตั้งข้อสังเกตว่า สปส. ไม่มีเป้าหมายจำนวนผู้ลงทะเบียนที่ชัดเจน ระบุเพียงว่าต้องการให้มีผู้ลงทะเบียน “ไม่น้อยกว่าเดิม” ทั้งที่ สปส. ใช้งบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์ออนไลน์กว่า 30 ล้านบาท แต่กลับได้รับความสนใจน้อยมาก เช่น การไลฟ์สดที่มีผู้เข้าชมเพียง 9 คน รวมถึงการจัดซื้อจัดจ้างเอกชนมาประชาสัมพันธ์ล่าช้า ทั้งที่เปิดให้ลงทะเบียนเลือกตั้งตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน จนวันนี้มีผู้มาลงทะเบียนเลือกตั้งรวมเพียง 590,000 คน จากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกว่า 14-15 ล้านคน โดยเฉพาะฝั่งนายจ้างที่มีจำนวนเกือบ 500,000 คน แต่มาลงทะเบียนเพียงราว 3,000 คน 

ซึ่งการลงทะเบียนของฝั่งนายจ้างนั้นซับซ้อนกว่าฝั่งลูกจ้างมาก ทั้งเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ กระบวนการลงทะเบียนที่มีขั้นตอนมากกว่า แต่การประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ที่ไม่ชัดเจน ทำให้นายจ้างจำนวนมากประสบปัญหาในการลงทะเบียน กมธ.พัฒนาการเมืองฯ จึงเรียกร้องให้ สปส. ปรับแผนการประชาสัมพันธ์ให้เป็นรูปธรรม เปิดพื้นที่ให้กลุ่มผู้ประกันตนตัวจริง เช่น กลุ่มไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า ได้มีส่วนร่วมในการสื่อสาร พร้อมเสนอให้ใช้ช่องทางส่ง SMS ตรงถึงผู้ประกันตนและทำหนังสือถึงสถานประกอบการโดยตรง ทั้งนี้เป้าหมายสำคัญของการเลือกตั้งครั้งนี้คือการสร้างความตระหนักให้ผู้ประกันตนทราบว่าพวกเขาคือเจ้าของเงินกองทุนตัวจริง จึงขอให้ สปส. เร่งปรับปรุงการทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ ก่อนจะสิ้นสุดการลงทะเบียนในวันที่ 15 กรกฎาคมนี้ เพื่อเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างมาลงทะเบียน ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนเสียงของพวกเขาให้มากที่สุด

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 25/6/2569 

กสม. คลอดรายงานสิทธิฯ ปี 68 จี้รัฐแก้ปม ‘คดีการเมือง-แรงงานแพลตฟอร์ม-ฝุ่นมลพิษ’

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) จัดงานเปิดตัวรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ประจำปี 2568 เพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้ของสังคม และสร้างความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสียงไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องให้ร่วมกันยกระดับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้นต่อไป นางสาวพรประไพ กาญจนรินทร์ ประธาน กสม. กล่าวเปิดกิจกรรมดังกล่าวโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของ กสม. ในฐานะสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทยตามหลักการปารีสและรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ซึ่งมีภารกิจในการส่งเสริม คุ้มครอง เฝ้าระวัง และประเมินสถานการณ์ สิทธิมนุษยชนในประเทศ ในการนี้ กสม.ได้จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนเป็นประจำทุกปี เสนอต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อเป็นเครื่องมือสร้างความตระหนักรู้แก่สังคม

และสนับสนุนการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาชนเป็นศูนย์กลาง ภายในงานมีการนำเสนอวิดีทัศน์ “ทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย พ.ศ. 2568 : ภาพสะท้อนและทิศทาง” และการเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทย : ประเด็นเด่นแห่งปีและทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในอนาคต” โดยมีนางสาวปิติกาญจน์ สิทธิเดช นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ นางปรีดา คงแป้น และผู้ช่วยศาสตราจารย์ สุชาติ เศรษฐมาลินี กรรมการสิทธิมนุษยชาติ ร่วมเสวนา โดยชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนของไทย เช่น การดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่กรณีการกระทำทรมานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น 

การให้สัตยาบันอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 155 ว่าด้วยเรื่องอาชีวอนามัย การประกาศใช้กฎหมายคุ้มครองกลุ่มชาติพันธุ์ การผ่อนปรนให้ผู้หนีภัยสู้รบจากเมียนมาในพื้นที่พักพิงชั่วคราวทำงาน อย่างไรก็ตาม มีข้อท้าทายที่ยังต้องเร่งแก้ไขอย่างเป็นระบบ เช่น สิทธิการประกันตัวในคดีการเมือง การคุกคาม นักปกป้องสิทธิมนุษยชน การส่งกลับบุคคลที่ขัดต่อหลักการห้ามผลักดันกลับไปสู่อันตราย (non-refoulement) การคุ้มครองแรงงานนอกระบบและแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงการจัดการภัยพิบัติ ปัญหาฝุ่น PM 2.5 และมลพิษข้ามพรมแดน

กสม.ได้มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน จำนวน 114 ข้อ แก่ 50 หน่วยงาน เช่น การเข้าร่วมเป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือ การลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) และการปฏิบัติตามหลักห้ามผลักดัน กลับไปสู่อันตรายอย่างเคร่งครัด การเร่งออกกฎกระทรวงและปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิแรงงานให้เกิดระบบการจ้างงานที่เป็นธรรมและมีคุณค่า การปรับเพิ่มสิทธิสวัสดิการของกลุ่มต่างๆ ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตอย่างสมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รวมทั้งการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมและการรับฟังความเห็นของประชาชน พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ 

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 25/6/2569 

ผลสำรวจพบพนักงานไทยกว่า 85% พร้อมเปิดรับงานใหม่ แม้การประเมินผลช่วยเพิ่มความผูกพันองค์กร

โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย เปิดเผยผลสำรวจล่าสุด ณ วันที่ 25 มิถุนายน 2569 พบว่าพนักงานกว่าร้อยละ 40 รู้สึกมีความผูกพันต่อองค์กรและมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นหลังการประเมินผลงานล่าสุด ขณะที่มีเพียงร้อยละ 9 เท่านั้นที่รู้สึกเชิงลบลงหลังการประเมิน ซึ่งถือเป็นสัญญาณดีสำหรับองค์กรในช่วงครึ่งหลังของปี

อย่างไรก็ตาม ความน่ากังวลสำหรับนายจ้างคือพนักงานถึงร้อยละ 85 ยังคงเปิดรับและพร้อมพิจารณาโอกาสงานใหม่ สะท้อนว่าการประเมินผลงานเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะรักษาบุคลากรไว้ได้ในระยะยาว

ปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำสาขาประเทศไทย ระบุว่า "องค์กรไม่ควรให้ความสำคัญเพียงการสร้างความผูกพันภายใน แต่ยังต้องสร้างคุณค่าและโอกาสที่ตอบโจทย์ความต้องการของพนักงาน เพื่อให้พวกเขามองเห็นเหตุผลที่ชัดเจนในการเติบโตและอยู่กับองค์กรต่อไป"

ด้านค่าตอบแทน พนักงานกว่าร้อยละ 56 คาดหวังว่าจะได้รับการปรับเงินเดือนภายในปีนี้ แต่ผลสำรวจพบว่าปัจจัยที่พนักงานให้ความสำคัญในการเลือกนายจ้างนั้นครอบคลุมมากกว่าเรื่องเงิน ได้แก่ รูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นร้อยละ 41 ความมั่นคงในการทำงานร้อยละ 38 การบริหารจัดการที่เปิดกว้างและมีประสิทธิภาพร้อยละ 30 และวัฒนธรรมองค์กรที่สร้างแรงบันดาลใจร้อยละ 30

ในด้านรูปแบบผู้นำที่พนักงานต้องการ พบว่าผู้นำที่สามารถกำหนดทิศทางและความคาดหวังได้ชัดเจน (authoritative leadership) ได้รับความนิยมสูงสุดร้อยละ 37 รองลงมาคือผู้นำที่สร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง (transformational leadership) ร้อยละ 32

แอนดรูว์ พาวเวลล์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพาณิชย์ กลุ่มบริษัทโรเบิร์ต วอลเทอร์ส สรุปว่าการรักษาพนักงานในยุคปัจจุบันต้องอาศัยการสร้างความหมายในการทำงาน ความสัมพันธ์ที่มีคุณค่า และสภาพแวดล้อมที่พนักงานรู้สึกได้รับการยอมรับและสนับสนุน ควบคู่ไปกับการสื่อสารอย่างเปิดกว้างและโปร่งใสจากองค์กร

ที่มา: โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ประเทศไทย, 25/6/2569

นายกฯ ชูความปลอดภัยเป็นหัวใจการพัฒนาประเทศ เปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยแห่งชาติ ครั้งที่ 38 (Thailand Safe@Work 2026) ณ ฮอลล์ 11–12 อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่นเซ็นเตอร์ เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน นายจ้าง ลูกจ้าง บุคลากรด้านความปลอดภัย นักเรียน นักศึกษา และประชาชนเข้าร่วมงาน

ก่อนเริ่มพิธีเปิด นายกรัฐมนตรีนำผู้เข้าร่วมงานยืนสงบนิ่งถวายความอาลัย แด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้แสดงความยินดีกับสถานประกอบกิจการที่ได้รับรางวัลแห่งความสำเร็จด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานของไทยอย่างเป็นรูปธรรม

การได้มาร่วมงานในวันนี้ทำให้นึกย้อนถึงประสบการณ์การทำงานในอดีต ในฐานะวิศวกรด้านการก่อสร้างที่เคยทำงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความรู้ ความชำนาญ และมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสูง ตลอดระยะเวลาการทำงานกว่า 30 ปี ได้เห็นชัดว่า “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการทำงานทุกประเภท

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จากประสบการณ์ในอดีตทำให้ตระหนักว่า บริษัทชั้นนำทั่วโลกให้ความสำคัญกับอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงานอย่างมาก โดยย้ำว่า องค์กรที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของพนักงาน จะสามารถยกระดับประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว แม้การลงทุนด้านความปลอดภัยจะมีต้นทุน แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือประสิทธิภาพในการทำงาน คุณภาพชีวิตของแรงงาน และความยั่งยืนขององค์กร

นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า ตลอดการดำรงตำแหน่งทั้งในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงแรงงาน ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเต็มที่ เพราะเชื่อมั่นว่าคือ รากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศ พร้อมชื่นชมการจัดแสดงนิทรรศการและนวัตกรรมด้านความปลอดภัยภายในงาน ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ประเทศไทยต้องสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยที่ยั่งยืนในทุกระดับ ต้องป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุตั้งแต่ต้นทาง สิ่งสำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิตและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน” 

นายกรัฐมนตรีเชื่อมั่นว่า ผู้ประกอบการไทยให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย และขอให้ใช้ประโยชน์จากการเข้าร่วมงานครั้งนี้อย่างเต็มที่ เพื่อนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปพัฒนาองค์กร สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่แรงงาน ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรียืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้ทั่วโลกเห็นว่าประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน ระบบโลจิสติกส์ เทคโนโลยี และศักยภาพในการรองรับอุตสาหกรรมและนวัตกรรมใหม่ ๆ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ดึงดูดการลงทุนเข้ามาในประเทศ และสร้างความมั่นใจให้แก่ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการทุกภาคส่วนอีกด้วย

อนึ่ง นายกรัฐมนตรีได้มอบโล่ประกาศเกียรติคุณแก่สถานประกอบกิจการที่ให้การสนับสนุนการจัดงานในครั้งนี้ จำนวน 7 รางวัล ได้แก่ 1) บริษัท กลัฟเท็กซ์ จำกัด 2) บริษัท 3 เอ็ม ประเทศไทย จำกัด 3) บริษัท มิโดริ อันเซ็น (ไทยแลนด์) จำกัด 4) บริษัท อัลติเมท พลัส ซัพพลาย จำกัด 5) บริษัท ลีเรคโก (ประเทศไทย) จำกัด 6) บริษัท เอเอส โกลบอล เทค จำกัด และ 7) บริษัท ศูนย์วิจัยทางการแพทย์อาชีวเวชศาสตร์ไทย จำกัด

จากนั้น นายกรัฐมนตรีเปิดงาน Thailand Safe@Work 2026 พร้อมด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานและผู้อำนวยการ สสปท. ก่อนเดินชมนิทรรศการ และเดินทางกลับ

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 24/6/2569

กมธ.การแรงงาน รับเรื่องร้องทุกข์ลูกจ้างเพาเวอร์ไลน์-อดีตพนักงานการบินไทย ไม่ได้รับความเป็นธรรมปมค่าจ้าง - การปรับโครงสร้างองค์กร

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร นายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกมธ. และนางสาวธนพร วิจันทร์ โฆษกคณะกมธ. พร้อมด้วยคณะกมธ. รับการยื่นหนังสือจากนายไพวัลย์ จอมทอง ตัวแทนนายช่างบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) และนางกิตติมา เผ่าพงษ์ อดีตกรรมการสหภาพแรงงานพนักงานบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เพื่อขอให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความช่วยเหลือ หลังไม่ได้รับความเป็นธรรมปมการจ่ายค่าจ้าง และการเลิกจ้างพนักงานในช่วงฟื้นฟูกิจการ

นายไพวัลย์ ระบุว่า ตนเป็นหัวหน้าชุดงานประปาของบริษัท และทำงานมาเป็นเวลา 6 ปี โดยที่ผ่านมาได้รับค่าจ้างตรงตามกำหนด แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา หัวหน้าชุดและทีมงานไม่ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 บางงวดได้รับเพียงร้อยละ 50 ส่งผลให้พนักงานและลูกจ้างได้รับความเดือดร้อน ขาดสภาพคล่องในการดำรงชีพ ต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อนำมาใช้จ่ายในครอบครัวและจ่ายให้ลูกน้อง แม้จะมีการหารือกับบริษัทหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขปัญหา จึงขอให้บริษัทคำนึงถึงความเดือดร้อนและให้ความเป็นธรรมแก่พนักงาน

ด้านนางกิตติมา กล่าวว่า ในฐานะอดีตพนักงานการบินไทยและตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างในช่วงฟื้นฟูกิจการ ต้องการให้คณะกมธ.การแรงงานฯ ช่วยติดตามและยุติปัญหาข้อพิพาท รวมถึงตรวจสอบการปฏิบัติตามมติของคณะกมธ.การแรงงานฯ ที่เคยเสนอแนวทางเยียวยาอดีตพนักงานสายการบินแห่งชาติ นางกิตติมา ระบุว่า บริษัทได้มีหนังสือตอบกลับปฏิเสธแนวทางการเยียวยาที่เสนอให้รับพนักงานกลับเข้าทำงานตามความเหมาะสมหลังออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ โดยอ้างการปรับโครงสร้างองค์กรและการปรับลดสิทธิประโยชน์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิทธิและสภาพการจ้างของพนักงานที่ทำงานมานานกว่า 10 ปี อีกทั้งยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ตามข้อบังคับการทำงาน การคำนวณค่าชดเชย และสิทธิในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่อดีตพนักงานจำนวนมากยังไม่ได้รับคำชี้แจงอย่างชัดเจนและเป็นลายลักษณ์อักษรจากบริษัท

ภายหลังการรับหนังสือ นายวีระพล และนายเซีย กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุมคณะกมธ. เพื่อพิจารณารายละเอียด และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 24/6/2569 

ประกันสังคมแนะผู้ประกันตนที่สถานะโสดทำหนังสือระบุผู้รับเงินสงเคราะห์กรณีตายล่วงหน้าป้องกันปัญหาการไม่มีผู้รับสิทธิ

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยกรณีสิทธิประโยชน์กรณีผู้ประกันตนถึงแก่ความตาย โดยชี้แจงว่า ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม มาตรา 73 (2) กำหนดให้ผู้ประกันตน ที่ส่งเงินสมทบกรณีตายตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป เมื่อถึงแก่ความตายสำนักงานประกันสังคมจะจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีตายให้แก่บุคคลที่ผู้ประกันตนได้ทำหนังสือระบุให้เป็นผู้มีสิทธิรับเงินดังกล่าว ทั้งนี้ หากผู้ประกันตนไม่ได้ทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิไว้ เงินสงเคราะห์จะถูกเฉลี่ยจ่ายให้แก่ สามีภรรยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตนในจำนวนที่เท่ากัน ดังนั้น ผู้ประกันตนที่มีครอบครัว มีบุตร หรือมีบิดามารดาที่ยังมีชีวิตอยู่ และไม่ประสงค์จะมอบสิทธิให้แก่บุคคลใดเป็นการเฉพาะ จึงไม่ต้องทำหนังสือระบุผู้รับสิทธิก็ได้ เนื่องจากสำนักงานประกันสังคมจะดำเนินการจ่ายเงินให้แก่ทายาทตามกฎหมายในสัดส่วนที่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว

“สำหรับกรณีผู้ประกันตนที่ไม่ได้สมรส หรือไม่มีบิดามารดาและทายาทตามกฎหมาย หากประสงค์จะมอบสิทธิเงินสงเคราะห์กรณีตายให้แก่บุคคลอื่น สามารถจัดทำหนังสือระบุผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์ไว้ล่วงหน้าได้ โดยหากไม่มีบุคคลใดมีสิทธิรับเงินดังกล่าว กองทุนประกันสังคมก็จะไม่ได้จ่ายสิทธิประโยชน์แก่บุคคลใด สำนักงานประกันสังคมจึงขอแนะนำให้ผู้ประกันตนที่สถานะโสดจัดทำเอกสารระบุชื่อผู้มีสิทธิรับเงินสงเคราะห์กรณีตายให้ชัดเจน พร้อมกรอกเลขประจำตัวประชาชนของผู้รับสิทธิและพยานให้ครบถ้วน เพื่อให้เอกสารมีความถูกต้องสมบูรณ์และสามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันสิทธิได้อย่างชัดเจน โดยผู้ประกันตนหรือผู้มีสิทธิสามารถเก็บรักษาเอกสารดังกล่าวไว้เองและนำมายื่นต่อสำนักงานประกันสังคมเมื่อผู้ประกันตนเสียชีวิตแล้ว”

สำหรับสิทธิประโยชน์กรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต ผู้จัดการศพจะได้รับค่าทำศพ จำนวน 50,000 บาท ส่วนเงินสงเคราะห์กรณีตายจะจ่ายให้แก่บุคคลที่มีชื่อระบุไว้ในหนังสือ หากไม่มีหนังสือระบุ จะจ่ายให้แก่บิดามารดา สามี ภริยา หรือบุตร ในจำนวนที่เท่ากัน กรณีผู้ประกันตนส่งเงินสมทบตั้งแต่ 36 เดือนขึ้นไป แต่ไม่ถึง 120 เดือน ทายาทหรือผู้มีสิทธิจะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 4 เดือน และหากส่งเงินสมทบตั้งแต่ 120 เดือนขึ้นไป จะได้รับเงินสงเคราะห์เท่ากับร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ย คูณ 12 เดือน รวมทั้งมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ ผู้มีสิทธิสามารถยื่นขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีเสียชีวิตได้ภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ผู้ประกันตนเสียชีวิต ณ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ที่สะดวก สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ

ที่มา: สำนักงานประกันสังคม, 24/6/2569

บอร์ด รฟท.เห็นชอบเพิ่มพนักงาน 2,800 ตำแหน่ง

นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า บอร์ด รฟท. มีมติเห็นชอบเพิ่มอัตรากำลัง 2,850 อัตรา เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนบุคลากร เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และลดค่าใช้จ่ายการทำงานล่วงเวลา เตรียมเสนอข้อมูลผ่านกระทรวงคมนาคม ไปยังสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ และคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาทบทวนมติ ครม. ปี 2541 ที่กำหนดให้รับพนักงานใหม่ได้ไม่เกินร้อยละ 5 ของจำนวนผู้เกษียณอายุ แต่ละปีจะมีผู้เกษียณ 300 คน แต่สามารถรับพนักงานใหม่ได้เพียง 6 คน

การเพิ่มอัตรากำลังครั้งนี้ เป็นการรองรับภารกิจสำคัญในช่วงปี 2568-2572 ทั้งการเปิดเดินรถไฟทางคู่ การเปิดเส้นทางรถไฟสายใหม่ การรับมอบรถดีเซลราง และรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ รวมถึงการดูแลความปลอดภัยในการเดินรถ ซึ่งเป็นงานเฉพาะทางที่ไม่สามารถทดแทนด้วยเทคโนโลยีหรือการจ้างงานภายนอก ได้ทั้งหมด

ตำแหน่งที่ต้องการเร่งด่วนประกอบด้วย กลุ่มพนักงานรถจักรและช่างเครื่อง กลุ่มดูแลความปลอดภัยและบำรุงรักษาทางรถไฟ รวมถึงกลุ่มควบคุมการเดินรถทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกำลังหลักในการรองรับเครือข่ายรถไฟที่กำลังขยายตัว ปัจจุบัน รฟท.มีพนักงานเพียง 8,215 คน ลดลงจากเดิมที่มีกว่า 18,000 คน ส่งผลให้ขาดแคลน กำลังคนอย่างต่อเนื่อง

การเพิ่มบุคลากรจะช่วยให้พนักงานมีวันหยุดเพียงพอ ลดความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ลดความเสี่ยงอุบัติเหตุและลดค่าโอที จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับร้อยละ 30-40 ของค่าใช้จ่ายเงินเดือน ให้เหลือร้อยละ 10 โดยสามารถนำงบประมาณส่วนที่ประหยัดได้ มาใช้เป็นเงินเดือนพนักงานใหม่แทน

ที่มา: Thai PBS, 22/6/2569

สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย มติเอกฉันท์ ลุยศึกเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

มีการเปิดเผยว่า สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย จัดประชุมคณะกรรมการบริหาร ณ ห้องประชุมสภาฯ จังหวัดสมุทรปราการ โดยที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์จากกรรมการบริหารทั้ง 40 คน ส่งตัวแทนลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคมอย่างเต็มรูปแบบ

สภาฯ ประกาศขับเคลื่อนภายใต้นโยบาย "ประชิดตัว" โดยมีเป้าหมายหลักสองประการ ได้แก่ สกัดกั้นการทุจริตและป้องกันไม่ให้เงินของผู้ประกันตนถูกนำไปลงทุนทางเลือกที่มีความเสี่ยงสูง และปกป้องกองทุนที่มีมูลค่ากว่าแสนล้านบาทให้กลับมาสร้างความมั่นคงให้แก่ผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง

ทั้งนี้ การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมกำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน 2569 โดยเปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33, 39 และ 40 รวมถึงนายจ้าง ลงทะเบียนใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม 2569

ที่มา: ข่าวสด, 22/6/2569 

รมว.แรงงาน ถกสภาแรงงานยานยนต์ รับมือยุค EV เร่งช่วยลูกจ้าง-ผู้ประกอบการปรับตัว

เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ที่กระทรวงแรงงาน นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้การต้อนรับ นายทศพร คูณศรี ประธานสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทย พร้อมคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อรับทราบนโยบายด้านแรงงานและหารือแนวทางเตรียมความพร้อม รวมถึงการแก้ไขปัญหาแรงงานในช่วงการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยมี พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสุรชาติ เทียนทอง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นางญาณิกา เทียนทอง ประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่ประจำกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงแรงงาน ร่วมให้การต้อนรับ

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการดูแลแรงงานทุกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรม โดยพร้อมประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาแนวทางช่วยเหลืออุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาทักษะ (Upskill) และการยกระดับทักษะใหม่ (Reskill) ให้แก่แรงงาน เพื่อรองรับการปรับตัวสู่เทคโนโลยีและอาชีพใหม่ในอนาคต

ในส่วนของการบริหารกองทุนประกันสังคม นายจุลพันธ์ กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมต้องดำเนินงานด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ โดยคณะกรรมการประกันสังคมยังคงยึดหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างสมดุล ประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายรัฐบาล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง และผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน ซึ่งมาจากกระบวนการที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย

ด้าน คณะสภาองค์การลูกจ้างแรงงานยานยนต์แห่งประเทศไทยได้สะท้อนข้อคิดเห็นและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากการเปลี่ยนผ่านสู่การส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยเฉพาะแนวทางการช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานในอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ตลอดจนประเด็นการบริหารกองทุนประกันสังคม และการส่งเสริมความร่วมมือแบบไตรภาคีระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านแรงงาน

สำหรับการส่งเสริมความร่วมมือไตรภาคี กระทรวงแรงงานได้มอบหมายให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานศึกษาข้อกฎหมายและแนวทางที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปด้วยความเป็นธรรมและเกิดความสมดุลต่อทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง อันจะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันดีในระบบแรงงานและการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทแรงงานอย่างยั่งยืน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 22/6/2569

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง