Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นวัตกรรมโดรนของยูเครนได้สร้างขีดสมรรถนะใหม่ในทางการรบในสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยอาศัยการควบคุมระยะไกลเพื่อปฏิบัติการเข้าไปในเขตแดนของรัสเซีย มีความสามารถในการหลบเลี่ยงการรบกวนสัญญาณมากขึ้น และประสบความสำเร็จในการรบที่ทะเลดำ กลายเป็นการที่ยูเครนสามารถพลิกสถานการณ์ในสงครามและชิงความได้เปรียบมาจากรัสเซียได้ จากที่ก่อนหน้านี้รัสเซียได้เปรียบมาตลอด


ภาพจาก: Rawpixel (CC0 1.0)

นักวิชาการด้านการทหาร ไมเคิล ซี โฮโรวิตซ์ ประธาน เพอร์รีเวิร์ลด์เฮาส์ และ ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย กับที่ปรึกษาด้านการทหารคือ เอริน ดัมแบคเคอร์ และ ลอเรน คาห์น นำเสนอบทความใน Council on Foreign Relations ถึงเรื่องนวัตกรรมโดรนของยูเครน ที่ทำให้เกิดจุดเปลี่ยนในสงครามรัสเซีย-ยูเครน

มีข้อสังเกตว่าสิ่งที่ทำให้ยูเครนสามารถยึดพื้นที่จากรัสเซียได้มากขึ้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากการยกระดับปฏิบัติการโดรน นอกจากนี้เมื่อเทียบกับช่วงต้นของสงครามแล้วโดรนของยูเครนยังนับว่ามีความสามารถในการโจมตีได้ในระยะไกลขึ้น คือ 30-100 กม. ล้ำเข้าไปในแนวหน้าของรัสเซีย จึงเป็นการขยายพื้นที่สังหารออกไปได้มากขึ้น บีบให้รัสเซียต้องเพิ่มทรัพยากรในการคุ้มครองห่วงโซ่อุปทานและโครงสร้างพื้นฐานของตัวเอง

สิ่งที่เกิดขึ้นยังนับเป็นการพลิกสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครนจากในปี 2025 ที่รัสเซียสามารถยึดพื้นที่ได้จำนวนมาก แต่หลังจากพัฒนาการด้านโดรนก็ทำให้ยูเครนโต้กลับได้และยึดพื้นที่คืนได้บางส่วน โดยที่ในแนวหน้ายังคงมีความลื่นไหลของสถานการณ์อยู่ ในชณะที่รัสเซียยังคงบุกโจมตีในแบบกดดันสมรภูมิตะวันออกและแคว้นซาปอริซเซีย  

นักวิเคราะห์มองว่า เมื่อเปรียบเทียบกันโดยตรงระหว่างรัสเซียกับยูเครนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรยูเครนก็ไม่สามารถเทียบชั้นกับรัสเซียได้ในแง่ของระดับอาวุธตามแบบแผนและด้านกำลังพล แต่กุญแจสำคัญที่ยูเครนใช้สร้างข้อได้เปรียบในช่วงหลังๆ คือการพัฒนาระบบอาวุธความแม่นยำสูงจำนวนมากในทางทะเลและทางอากาศเพื่อเป็นการคัดง้างในสงครามอสมมาตรที่พวกเขาเสียเปรียบ

ในตอนนี้โดรนของยูเครนได้สร้างความเสียหายต่อแดนสังหารที่แนวหน้าอย่างมากคิดเป็น 75-85% ยูเครนได้พัฒนาการโจมตีด้วยความแม่นยำทีละมากๆ จนสามารถขัดขวางและสร้างความปั่นป่วนให้กับการบัญชาการและการขนส่งลำเลียงของรัสเซียได้ รวมถึงขัดขวางการสื่อสารจนทำให้ต้องมีการสลายกำลัง มีตัวอย่างเช่น การใช้โดรนโจมตีหน่วยอิเล็กทรอนิกส์หรือฐานเรดาร์ กลายเป็นการสร้างความไม่ชัดเจนในสนามรบให้รัสเซียต้องเผชิญมากขึ้น ทำให้รัสเซียขาดข้อมูลในการรับมือการโจมตี

นอกจากนี้ยังมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานและเส้นทางขนส่งกำลังบำรุงของรัสเซีย ทำให้รัสเซียต้องปรับไปใช้ทรัพยากรในการฟื้นฟูส่วนเหล่านี้ และเสียเวลามากขึ้นในการสร้างขึ้นมาใหม่เพราะเป็นส่วนที่สำคัญสำหรับรัสเซีย

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

เทคโนโลยีหลบเลี่ยงการสกัดกั้นจากฝ่ายตรงข้าม

ทั้งนี้ยังมีปัจจัยเรื่องที่การผลิตโดรนมีราคาต่ำลง จากสาเหตุเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยี อย่างการผลิตซ้ำวัตถุสามมิติด้วยการปรินต์ แบบที่เรียกว่า Additive Manufacturing (AM) หรือ 3D Printing นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาช่วย มีตัวอย่างเช่น โดรน Hornet จากสหรัฐฯ มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ไม่ถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยที่สหรัฐฯ มีการจัดการโดรนชนิดนี้ให้กับยูเครนเพื่อช่วยหนุนโดรนที่ยูเครนผลิตเองในประเทศอยู่แล้ว

มีข้อสังเกตอีกว่ายูเครนป้องกันโดรนของตัวเองไม่ให้ถูกทำลายจากรัสเซียด้วยเทคโนโลยีไฟเบอร์ออปติกหรือใยแก้วนำแสง เพื่อเป็นการนำทางให้กับโดรนโจมตีซึ่งจะสามารถป้องกันการถูกรบกวนเรดาร์โดยรัสเซียได้ ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ใช้ตาข่ายในการดักโดรนจากฝ่ายรัสเซียที่พยายามโจมตีเส้นทางส่งกำลังบำรุงของพวกเขา นอกจากนี้โดรนของยูเครนยังออกแบบมาให้ทำงานในความมืดได้ ทำให้สามารถปฏิบัติการในช่วงกลางคืน ช่วงอากาศไม่ดี หรือภายใต้ร่มไม้ได้ เทียบกับโดรนรัสเซียที่ทำเช่นนั้นไม่ได้

อีกวิธีหนึ่งที่ยูเครนนำโดรนของตัวเองฝ่าการรบกวนสัญญาณและการพยายามทำลายการสื่อสารจากรัสเซียได้ คือการใช้ AI หรือระบบอัตโนมัติในการติดตามเป้าหมายเพื่อให้เข้าถึงเป้าหมายและโจมตีได้แม้แต่ในช่วงที่ไม่มีสัญญาณ GPS หรือไม่มีการเชื่อมต่อการสื่อสาร โดรนที่ทำเช่นนี้ได้คือโดรน TFL-1 ของยูเครน

ทีมวิจัยข่าวกรองเปิดของ CNN ร่วมกับกลุ่มวิจัยข่าวกรองเปิดอีกกลุ่มหนึ่งคือ Geoconfirmed และนักวิเคราะห์โอเพนซอร์ส คลีมอง โมแลง ได้ทำการวิเคราะห์ภาพและวิดีโอราว 150 ชุด เกี่ยวกับปฏิบัติการโดรนของยูเครน ที่ทำการโจมตีรถบรรทุกเชื้อเพลิงและยานยนต์อื่นๆ ทำให้พบว่าโดรนยูเครนสามารถเบี่ยงเบนแผนการโจมตีของรัสเซียในช่วงฤดูร้อน (ราวเดือน มิถุนายน-กันยายน) นอกจากนี้ยังมีข้อสังเกตว่ายูเครนใช้โดรนโจมตีท่าเรือและเรือจำนวนมากในช่วงเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา

"ฝ่ายยูเครนมีปัจจัยการผลิตที่จะสามารถผลิตโดรนได้ทีละเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะโจมตีปิดกั้นแคว้นไครเมียออกจากถนนขนส่งกำลังบำรุงเส้นหลัก และทำให้สภาพการขนส่งลำเลียงของรัสเซียเจอปัญหาซับซ้อนมากขึ้นทั่วทั้งแนวหน้า" โมแลงกล่าว

เรื่องนี้ส่งผลให้รัฐบาลไครเมียซึ่งเป็นรัฐบาลที่อยู่ภายใต้การหนุนหลังของรัสเซียประกาศว่าพวกเขาจัดสรรเชื้อเพลิงไว้ให้สำหรับหน่วยงานภาครัฐเท่านั้น แต่ไม่มีเอาไว้ให้ประชาชนทั่วไปหรือภาคธุรกิจนำไปใช้

ทีมวิจัยโอเพนซอร์ส ระบุว่าอีกว่า โดรนของยูเครนที่ทำการโจมตีการขนส่งลำเลียงของรัสเซียนั้นมีพิสัยปฏิบัติการอยู่ที่ 50-300 กม. กลายเป็นมิติใหม่ของยุทธศาสตร์การรบของยูเครน ในจำนวนนี้มีโดรนออกแบบใหม่จากยูเครนเองคือ FP-2 และ Behemoth ที่มีความเร็วการเคลื่อนที่คงตัวอยู่ที่ 180 กม./ชม. และสามารถบรรทุกหัวรบได้ 70 กก.

มีการยกตัวอย่างกรณีที่ยูเครนสามารถใช้โดรนในการตัดขาดช่องทางลำเลียงและช่องทางสื่อสารได้หลายที่ เช่น ถนนและสะพานเคิร์ชที่นำไปสู่ไครเมีย ท่าเรือมารีอูโปลซึ่งเป็นศูนย์อุตสาหกรรมในทะเลอะซอฟ นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนทำลายโรงกลั่นน้ำมันทางตอนใต้ของรัสเซีย จนทำให้เกิดปัญหาด้านเชื้อเพลิงและการลำเลียง อีกทั้งยังมีการตัดขาดการเชื่อมต่อระหว่างกองทัพรัสเซียกับดาวเทียมสตาร์ลิงค์ ซึ่งสามารถเอื้อต่อการรบของยูเครนได้

กำลังการผลิตโดรน

นักวิชาการมองว่ากำลังการผลิตโดรนของยูเครนในตอนนี้มีการเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างคงที่จนอาจจะนับได้ว่าเป็นหนึ่งในฐานอุตสาหกรรมการทหารที่มีความเข็มแข็งและเปี่ยมด้วยนวัตกรรมมากที่สุดในยุโรป ทำให้ถึงแม้ว่าความช่วยเหลือจากตะวันตกจะมาไม่สม่ำเสมอ รวมถึงเทคโนโลยีสำคัญต่างๆ ก็อยู่ในมือรัสเซียกับประเทศที่สนับสนุนพวกเขา แต่ยูเครนก็เน้นสร้างสมรรถนะทางการรบจากในบ้านตัวเองได้

มีข้อสังเกตว่า ในช่วงไม่นานนี้ยูเครนได้เปลี่ยนที่มาวัตถุดิบชิ้นส่วนโดรน จากเดิมที่อาศัยการผลิตจากจีน ซึ่งเสี่ยงต่อเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับรัสเซีย กลายเป็นหันมาทำการผลิตในยูเครนเอง เคยมีการวิเคราะห์ว่าอุตสาหกรรมการทหารของยูเครนมีการหลอมรวมภาคส่วนต่างๆ ทั้ง ภาคส่วนกองทัพกับภาคส่วนสตาร์ทอัพ ให้เข้ามาอยู่ใน "ระบบนิเวศน์เดียวกัน" จนทำให้พัฒนาการทางนวัตกรรมเกิดขึ้นรวดเร็วมาก ระดับที่ถึงแม้ว่ารัสเซียจะพยายามโจมตีหน่วยการผลิตหรือหน่วยขนส่งลำเลียงโดรนของยูเครนแต่ก็ไม่สามารถลดระดับการผลิตลงได้

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมยูเครน มิติสสลาฟ บานิค เคยกล่าวไว้เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ว่า อุตสาหกรรมการทหารของยูเครนในตอนนี้ถ้าจะให้ผลิตโดรนปีละ 20 ล้านลำ ก็สามารถทำได้ แต่กลุ่มประเทศพันธมิตรต้องให้งบประมาณมากพอที่จะผลิต โดยที่ในตอนนี้สหภาพยุโรปก็กำลังจะอนุมัติเงินกู้ยืมให้กับยูเครน 90,000 ล้านยูโร โดยจะมีการจัดสรร 6,000 ล้าน ให้กับการผลิตโดรน

การใช้โดรนในศึกน่านน้ำ

นอกจากปฏิบัติการทางอากาศแล้ว ยูเครนยังสามารถสร้างนวัตกรรม "ยานพาหนะพื้นผิวน้ำแบบไร้คนขับ" หรือ USV ใช้ในทะเลดำได้ ทำให้นับตั้งแต่ที่ยูเครนสามารถจมเรือลาดตระเวนรัสเซีย "มอสควา" ได้สำเร็จ พวกเขาก็กลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกด้านปฏฺิบัติการ USV ของโลก อีกทั้งยูเครนยังนับว่าเป็นชาติแรกที่ใช้ USV ในการยิงมิสไซล์จากภาคพื้นสู่อากาศ โดยที่ยูเครนสามารถใช้ USV ในการยิงอากาศยานของรัสเซียตกได้หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์ หรือเครื่องบินรบอย่าง SU-30 ที่ถูกยิงตกโดยมิสไซล์ AIM-9X Sidewinder

ในเวลาต่อมา ยูเครนก็ใช้โมเดล USV หลากหลายบทบาทที่ชื่อ Lilia ในการปล่อยโดรนอากาศยานที่สามารถทิ้งระเบิดได้และใช้โจมตีในสภาพที่ถูกปิดกั้น GPS ได้ ทำให้ฐานเรดาร์ตามชายฝั่งของรัสเซียเสี่ยงต่อการถูกโจมตี โดยที่ถึงแม้ว่าการก่อกวนทางอิเล็กทรอนิกส์จากรัสเซียจะสามารถสกัดกั้นโดรนยูเครนได้บ้างจนทำให้บินออกนอกเส้นทาง แต่โดยรวมแล้วการใช้ USV ก็ทำให้เกิดการพลิกผันเชิงพลวัติในสงครามน่านน้ำที่ทะเลดำได้

นอกเหนือจากการโจมตีอากาศยานแล้ว USV ของยูเครนยังสามารถโจมตีเรือของรัสเซียได้ด้วย เช่น กองเรือรัสเซียที่ โนโวรอสซีสค์ ห่างออกไปหลายร้อยไมล์ทะเลจากยูเครน ทำให้รัสเซียต้องสั่งให้กองเรือล่าถอยจากเซวัสโตปอล เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกโจมตีจาก USV แต่ก็ยังไม่สามารถไปไกลเกินพิสัยโจมตีของ USV ได้ การที่ยูเครนมีความสามารถในการโจมตีจากระยะไกลได้อย่างคงเส้นคงวานั้น จะยิ่งทำให้กองเรือในทะเลดำของรัสเซียต้องหยุดชะงัก ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจยูเครนในการที่พวกเขาจะสามารถใช้เส้นทางทางทะเลในการส่งออกธัญพืชได้

แต่ยูเครนจะใช้นวัตกรรมโดรนเพื่อคงความได้เปรียบไว้ได้จริงหรือไม้

นักวิชาการสรุปว่า การที่ยูเครนใช้นวัตกรรมการบังคับอัตโนมัติที่มีการผลิตทีละจำนวนมาก และมีโดรนในรูปแบบที่หลากหลาย มีสมรรถนะแตกต่างกัน ได้กลายเป็นการสร้างโอกาสให้พวกเขาผลิตโดรนทีละเป็นจำนวนมากในระดับที่รัสเซียหาทางโต้ตอบไม่ทัน ทำให้ยูเครนสามารถยึดพื้นที่ได้บ้างเล็กน้อยถึงแม้ว่ารัสเซียจะมีอาวุธเยอะกว่า

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์และคนในกองทัพยูเครนก็ยอมรับว่า พวกเขาอาจจะมีข้อได้เปรียบจากนวัตกรรมโดรนเช่นนี้ได้แค่เพียงชั่วคราว คือในช่วงที่รัสเซียถูกทำให้เสียสูญเท่านั้น ทำให้ยูเครนต้องฉวยโอกาสในช่วงเวลาแบบนี้ สิ่งที่ยูเครนสร้างความได้เปรียบได้ในตอนนี้คือ การสร้างแรงกดดันต่อรัสเซีย การลดระดับความสามารถในการรุกคืบของรัสเซีย และการสร้างพื้นที่ให้กับปฏิบัติการรุกคืบของยูเครนในอนาคต

ในมุมเดียวกัน นักวิชาการก็มองว่าการเพิ่มสมรรถนะการรบของยูเครนแต่เพียงอย่างเดียวก็อาจจะไม่ได้ทำให้รัสเซียยอมให้มีข้อยุติในการเจรจาได้ ถ้าหากผู้นำรัสเซียยังคงไม่ยอมให้ยูเครนมีเอกราชในข้อตกลงของการเจรจา สงครามก็จะยังดำเนินต่อไป แต่อย่างน้อยพัฒนาการโดรนของยูเครนก็ทำให้พวกเขาป้องกันตัวเองได้อย่างยั่งยืนได้มากขึ้นและอาจจะสร้างแรงกดดันต่อรัสเซียได้ ซึ่งอาจจะทำให้รัสเซียหันมาปรับนวัตกรรมหรือตัวเอง หรือกลายเป็นอำนาจต่อรองบนโต๊ะเจรจากับรัสเซียได้ก็ต้องดูกันต่อไป


เรียบเรียงจาก
How Ukraine’s Drone Innovation Reversed Russia’s Momentum, Council on Foreign Relation, 12-06-2026
No fuel, no weapons: How Ukraine’s new drone strategy is mauling Russian supply lines, CNN, 21-06-2026
 


 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง