สมมุติว่าเรากับเพื่อนบ้านได้รับมรดกเป็นที่ดินคนละ 1 แปลง ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน ของเรามี 1๐ ไร่ ของเพื่อนบ้านมี 3 ไร่ ปรากฏว่ามีพื้นที่แนวเขตส่วนหนึ่งเนื้อที่ประมาณ 1 ตารางวา เคยมีปัญหาทะเลาะขัดแย้งกันระหว่างบรรพบุรุษของทั้งสองฝ่ายสืบต่อเนื่องกันมาตั้งแต่เรายังไม่เกิด โดยต่างฝ่ายต่างอ้างว่าที่ดินเป็นของตนเอง ตอนนี้ก็ปล่อยทิ้งร้างไว้ไม่มีใครใช้ประโยชน์อะไร วันร้ายคืนไม่ดีเมื่อมีฝ่ายใดไปทำอะไรอยู่ใกล้ ๆก็หวาดระแวงต่อว่าโต้เถียงมีปัญหากันมาโดยตลอด คำถามก็คือว่าเราจะจัดการแก้ไขปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวด้วยวิธีการอย่างไร ระหว่างเจรจาตกลงกันเอง หาคนกลางช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้ ยื่นฟ้องคดีต่อศาล หรือเข้ายึดครองพื้นที่ล้อมรั้วไว้ ถ้าอีกฝ่ายขัดขืนไม่ยินยอมก็ข่มขู่บังคับใช้กำลังเข้าจัดการ
สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหาของผู้เขียนคิดว่า อันดับแรกคงจะพยายามพูดคุยทำความเข้าใจกับญาติพี่น้องหรือสมาชิกในครอบครัวก่อนว่า ที่ดินพิพาทมีเพียงเล็กน้อย ได้มาก็มีประโยชน์เพียงน้อยนิด เราควรจะยอมเสียสละด้วยการยกที่ดินให้เขาไปเลยจะดีหรือไม่ เรื่องราวความขัดแย้งบาดหมางต่าง ๆจะได้จบลงที่รุ่นเราไม่สืบทอดส่งต่อเป็นมรดกบาปไปยังลูกหลานในภายภาคหน้าอีกต่อไป เรามาช่วยกันปรับปรุงพัฒนาการใช้ประโยชน์ที่ดินของเราที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจะดีกว่า หากเรายังคิดต่อสู้ยืนยันว่าที่ดินเป็นของตนเอง นอกจากแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรแล้ว ความสัมพันธ์ต่อกันที่ย่ำแย่อยู่แล้วก็คงจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก และอาจก่อให้เกิดปัญหาคดีความข้อขัดแย้งในเรื่องอื่น ๆตามมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูหมิ่น หมิ่นประมาท ทะเลาะวิวาททำร้าย หรืออาจพลั้งพลาดขาดสติก่อเหตุร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตกันก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม หากพูดคุยกันแล้วสมาชิกในครอบครัวไม่ตกลงยินยอมเห็นพ้องด้วยก็คงจะแก้ไขปัญหาด้วยการพยายามเจรจาต่อรองตกลงกันก่อน หากยังไม่สำเร็จก็ขอให้คนกลางที่ทั้งสองฝ่ายให้การยอมรับนับถือช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้ ถ้ายังไม่สำเร็จอีกก็คงต้องตัดสินใจฟ้องคดีต่อศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาคดีถึงที่สุดออกมาอย่างไร ก็คงต้องยอมรับคำตัดสินโดยดุษฎีแม้จะเป็นฝ่ายแพ้ก็ตาม ผู้เขียนจะไม่เลือกใช้วิธีการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้กำลังบังคับข่มขู่ต่อสู้ทำร้ายกันอย่างแน่นอน เพราะถึงแม้อีกฝ่ายจะยินยอมทำให้ได้ที่ดินมาครอบครอง แต่ก็คงจะสูญเสียอะไรต่อมิอะไรในชีวิตที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินไม่ได้อีกหลายอย่าง อาจกล่าวได้ว่าเป็นชัยชนะท่ามกลางความพ่ายแพ้ก็ว่าได้
หากเราใช้แว่นขยายทางจิตหรือความคิดส่องดูปัญหาข้อพิพาทดังกล่าวให้ใหญ่ขึ้นเป็นปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ วิธีการขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาก็น่าที่จะเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ตัวอย่างเช่น การแก้ไขปัญหาเรื่องเขตแดนไทยกัมพูชาที่กระทบกระทั่งขัดแย้งสืบต่อเนื่องกันมาอย่างยาวนานและปะทุขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งในตอนนี้ ซึ่งหากไม่หาวิธีจัดการแก้ไขให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดก็คงจะยืดเยื้อเรื้อรังกันต่อไปอีกนานเท่านาน ในอดีตกรณีเรื่องเขาพระวิหาร เราตัดสินใจนำข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลโลกให้ตัดสินชี้ขาดและเป็นฝ่ายแพ้ ก็คงต้องยอมรับคำตัดสินนั้นโดยดุษฎีไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บเก็บมาพูดให้เจ็บปวดหัวใจกันอีก เพราะเป็นหนทางที่เราเลือกเอง ส่วนปัญหาเรื่องเขตพื้นที่ทับซ้อนที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ณ ขณะนี้ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาในอดีตและสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการเจรจาต่อรองคงเป็นไปได้ยากที่จะหาข้อยุติตกลงกันได้ด้วยดี ดีที่สุดตอนนี้น่าจะได้แก่ การนำข้อพิพาทเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยโดยมีคนกลางคอยช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้
คำว่า “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า “Mediation”นั้น เป็นถ้อยคำภาษาที่สังคมไทยรู้จักคุ้นเคยกันมาอย่างยาวนาน แต่จากการที่ผู้เขียนได้มีโอกาสศึกษาวิจัยในเรื่องนี้กลับพบว่า สังคมไทยยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทดีพอ โดยแม้เพียงแค่ความหมายของคำว่า “การเจรจาต่อรอง”กับ “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท” ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เข้าใจความแตกต่าง
นึกย้อนถึงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อปี 2553 ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นกับแกนนำ นปช. 3 คน คือ นายวีระกานต์ มุกสิกะพงศ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ตั้งโต๊ะเจรจาออกทีวีร่วมกันเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาการชุมนุมทางการเมืองที่แยกราชประสงค์ จะว่าเป็นการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก็ไม่ใช่ เพราะไม่มีคนกลางคอยช่วยเหลือไกล่เกลี่ยให้ จะว่าเป็นการเจรจาต่อรองก็คงไม่ใช่ เพราะปกติของการเจรจาต่อรองโดยเฉพาะเรื่องใหญ่สำคัญของชาติบ้านเมืองเช่นนี้ ต้องอยู่ในสถานที่มิดชิด มีสภาพแวดล้อมบรรยากาศที่ดี ปลอดจากผู้คน รู้เห็นเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่ปรากฏว่ามีการถ่ายทอดสดออกทีวีให้ผู้คนได้ยินได้ฟังกันทั่วโลก อาจกล่าวได้ว่าเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่ไม่มีอยู่ในตำราก็ว่าได้ ผลลัพธ์ที่ออกมาจึงล้มเหลวไม่เป็นท่าอย่างที่ทราบกันอยู่
โอกาสนี้จึงขอนำกระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยวิธีการที่เรียกว่า “การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท” ในบางแง่มุมมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับท่านผู้อ่าน เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองได้บ้าง
การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท หมายถึง วิธีการระงับข้อพิพาทซึ่งมีคนกลางที่ไม่มีส่วนได้เสียกับข้อพิพาทเรียกว่า “ผู้ไกล่เกลี่ย (Mediator)”ทำหน้าที่คอยประสานความเข้าใจระหว่างคู่กรณีที่พิพาทกัน เพื่อเสาะแสวงหาหนทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยมีหลักการที่สำคัญคือ การตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นสิทธิของคู่กรณีทั้งสองฝ่ายว่าจะตกลงกันหรือไม่ อย่างไร ผู้ไกล่เกลี่ยไม่มีอำนาจบังคับหรือกำหนดผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นให้เป็นไปในแนวทางหนึ่งแนวทางใดโดยเฉพาะได้
ในทางวิชาการการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทจะมีเทคนิควิธีการต่าง ๆมากมาย แต่มีวิธีการหนึ่งที่น่าสนใจและเป็นที่ยอมรับกันในระดับสากลเรียกว่า “การไกล่เกลี่ยแบบเน้นความต้องการที่แท้จริง (Interest – based Mediation)” ซึ่งมีแนวทางสำคัญคือ หลังจากทำให้คู่กรณีทุกฝ่ายได้รับรู้และเข้าใจถึงสภาพปัญหาข้อพิพาทที่เกิดขึ้น รวมทั้งทราบถึงเหตุปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาอย่างครบถ้วนรอบด้านแล้ว สิ่งที่จะต้องดำเนินการต่อไปคือ การพยายามค้นหาความต้องการที่แท้จริงของคู่พิพาทว่าจริง ๆแล้วแต่ละฝ่ายต้องการอะไร เมื่อทราบถึงความต้องการที่แท้จริงแล้ว ย่อมสามารถคิดหาหนทางแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุดตรงประเด็น
ตัวอย่างเช่น นาย ก. ฟ้องนาย ข. กล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 พร้อมกับเรียกให้ชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 เป็นเงิน 1 ล้านบาท แต่หลังจากเจรจาไกล่เกลี่ยกันแล้วกลับพบว่าแท้จริงแล้ว นาย ก.ไม่ได้ต้องการให้นาย ข.ติดคุกหรือต้องการเงินเลย เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นญาติพี่น้องกันและนาย ก.ก็มีฐานะร่ำรวยอยู่แล้ว อีกทั้งยังรู้ดีว่าแม้ศาลจะพิพากษาให้ชนะคดีตามฟ้อง นาย ข.ก็ไม่มีเงินชำระให้อยู่ดีเพราะมีฐานะยากจน สิ่งที่นาย ก.ต้องการอาจมีเพียงแค่การกล่าวคำขอโทษหรือการแสดงออกซึ่งความสำนึกผิดอย่างแท้จริงของนาย ข. เท่านั้น เป็นต้น
จากเทคนิคแนวทางดังกล่าว หากนำมาปรับใช้กับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทปัญหาเรื่องเขตแดนไทยกัมพูชา ผู้เขียนเชื่อว่า ผลที่สุดความต้องการที่แท้จริงของทั้งสองประเทศไม่น่าจะใช่การทำสงครามหรือต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บล้มตายหรือวิบัติล่มจมอย่างแน่นอน สิ่งที่ทั้งสองฝ่ายต้องการน่าจะได้แก่ ความสัมพันธ์อันดีต่อกันและกัน เพราะนั่นย่อมหมายถึง ความสงบสุขและประโยชน์ในด้านต่าง ๆของผู้คนทั้งสองประเทศซึ่งมีอยู่มากมาย เมื่อทราบถึงความต้องการที่แท้จริงแล้ว สิ่งที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือว่า จะมีวิธีการในทางปฏิบัติอย่างไรเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาและให้ได้มาซึ่งความต้องการร่วมกันดังกล่าว สมมุติว่า ผู้เขียนได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเรื่องนี้ ประเด็นที่คิดว่าคงจะหยิบยกขึ้นมาพูดเพื่อเสนอเป็นข้อมูลหรือเป็นแง่คิดสำหรับการตัดสินใจของทั้งสองฝ่าย คือ
1. หากพิจารณาแก้ไขปัญหาตามแนวทางวิถีแห่งพุทธ คำว่า “รักชาติ” คำว่า “ชาตินิยม” หรือวาทกรรมที่ว่า “เราจะไม่ยอมสูญเสียแผ่นดินให้ใครแม้แต่ตารางนิ้วเดียว” นั้น ถือเป็นแนวคิดที่เพิ่มอัตตาตัวตนหรือที่ท่านพุทธทาสภิกขุเรียกว่า “ตัวกู ของกู” ทั้งสิ้น ซึ่งขัดแย้งสวนทางกับหลักธรรมคำสอนในศาสนาพุทธอย่างสิ้นเชิง เพราะพระพุทธองค์ทรงสอนว่า ตัวตนทำให้เกิดทุกข์ ยิ่งสร้างตัวตนให้ใหญ่โตมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็จะยิ่งเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงควรที่พยายามก้าวข้ามอัตตาตัวตน แล้วมองให้เห็นถึงประโยชน์อันแท้จริงร่วมกันที่อยู่เหนือขึ้นไปให้ได้ นอกจากนั้น ยังเห็นว่าแท้จริงแล้วการแบ่งเขตแดนก็มีประโยชน์เพียงเพื่อเป็นการสมมุติหรือกำหนดให้เป็นเครื่องหมายรู้ร่วมกันว่า เราจะอยู่อาศัยบนโลกผืนนี้อย่างสงบสุขร่วมกันได้อย่างไรเท่านั้น เพราะโลกไม่ใช่สมบัติของใครที่จะมีสิทธิอ้างเป็นเจ้าของได้ ทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายจากไปทั้งสิ้น
2. ผู้เขียนนึกถึงเหตุการณ์สมัยเด็ก ๆที่มีหัวโจกขีดเส้นแบ่งบนพื้นดินแล้วให้เด็กสองกลุ่มยืนอยู่คนละฟาก จากนั้นก็ยุให้ทั้งสองฝ่ายพยายามข้ามเส้นแบ่งแล้วทะเลาะชกต่อยกัน ถามว่าในยุคสมัยก่อนเกิดรัฐชาติ ประเทศต่าง ๆในโลกรวมทั้งไทยกับกัมพูชามีเส้นแบ่งเขตแดนกันหรือไม่ คำตอบคือไม่มี วันร้ายคืนไม่ดีปรากฏว่ามีอาคันตุกะจากแดนไกลข้ามน้ำข้ามทะเลมา แล้วเอากระดาษมากางวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็ขีดเส้นแบ่งว่าฝั่งนี้ของไทยฝั่งนี้ของกัมพูชาโดยไม่คำนึงถึงภูมิประเทศภูมิสังคมที่เป็นจริง จากนั้นเขาก็กลับบ้านไป กาลเวลาผ่านมากว่าร้อยปีแล้วท่านยังจะเอ่ยอ้างเอาแผนที่เหล่านั้นมาทะเลาะถกเถียงกันอีกหรือ ทำไมท่านไม่หันหน้ามาพูดคุยกันด้วยเหตุด้วยผลด้วยสติปัญญา มองไปข้างหน้าเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน โดยคำนึงถึงเหตุปัจจัยสถานการณ์สิ่งแวดล้อมข้อมูลที่เป็นจริงในปัจจุบันเล่า
3. ทิศทางแนวโน้มสังคมโลกในยุคปัจจุบัน จะพยายามลดความสำคัญของคำว่า “เขตแดน”ให้น้อยลงเรื่อย ๆเพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมามนุษย์ได้เรียนรู้ว่า การให้ความสำคัญกับเขตแดนมากเกินไปเป็นอุปสรรคปัญหาอย่างมากต่อการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างกันและไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาประเทศในหลาย ๆด้าน ตัวอย่างที่เห็นชัดเจน คือ กลุ่มประเทศสหภาพยุโรปซึ่งปัจจุบันผู้คนในประเทศกลุ่มสมาชิกสามารถเดินทาง ประกอบอาชีพหรือกระทำกิจกรรมอื่นใดตามที่ตกลงกันได้อย่างอิสระเสรีเสมือนหนึ่งว่าเป็นคนประเทศเดียวกัน บางประเทศตกลงกันอย่างชัดเจนว่า จะไม่ปักปันเขตแดนในบางพื้นที่ เช่น ทะเลสาบ โดยให้สิทธิประชาชนทั้งสองประเทศใช้ประโยชน์ร่วมกัน บางประเทศ เช่น เนเธอร์แลนด์กับเบลเยี่ยม ประชาชนสามารถปลูกสร้างบ้านคร่อมเขตแดนพื้นที่ทั้งสองประเทศได้โดยไม่มีปัญหาใด คำถามก็คือว่าการที่ประเทศของท่านกำลังคิดจะรบราฆ่าฟันเรื่องเขตแดนกันอยู่ในปัจจุบัน ไม่รู้สึกอับอายชาวโลกเขาบ้างหรืออย่างไร
4. จากแนวคิดความเห็นตามข้อ 1 – 3 ดังกล่าว ทางออกที่เป็นไปได้น่าจะมีอยู่ 2 ทาง คือ ทางแรก ทั้งสองฝ่ายน่าจะตกลงแบ่งเขตแดนกันใหม่โดยไม่ต้องไปสนใจแผนที่ฉบับไหนหรือเหตุการณ์ใด ๆในอดีตทั้งสิ้น มองและเดินไปข้างหน้าเพื่อมุ่งสู่อนาคตที่สดใส อย่าจมปลักอยู่กับอดีตที่ข่มขื่นและก้าวเดินถอยหลัง โดยแนวทางในการแบ่งควรที่จะยึดถืออ้างอิงสิ่งที่ธรรมชาติสร้างขึ้นเป็นหลักในการพิจารณา นั่นก็คือ การใช้แนวสันปันน้ำหรือแนวร่องน้ำนั่นเอง ทางที่สอง กำหนดให้พื้นที่ทับซ้อนทั้งหมดเป็นพื้นที่สันติภาพ ไม่ให้ตกเป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แล้วเจรจาตกลงกำหนดเงื่อนไขหลักเกณฑ์ในการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างเหมาะสมสร้างสรรค์ เช่น อาจสร้างให้เป็นศูนย์กลางการประชุมหรือการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศต่าง ๆที่เกิดขึ้นในเอเชียหรือทั้งโลก จัดเป็นศูนย์กลางการติดต่อค้าขาย การท่องเที่ยว หรือศิลปวัฒนธรรมร่วมกันของทั้งสองประเทศ เป็นต้น ซึ่งหากสามารถทำเช่นนี้ได้ก็คงจะเป็นตัวอย่างของการแก้ไขปัญหาที่ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์เป็นที่ยกย่องสรรเสริญของนานาอารยประเทศทั่วโลก
5. หากผู้นำหรือตัวแทนของทั้งสองฝ่ายที่เข้าร่วมกระบวนการไกล่เกลี่ยยังลังเลหรือไม่มั่นใจว่า ประชาชนในประเทศของตนเองจะเห็นด้วยกับแนวทางข้อเสนอตามข้อ 4 หรือไม่ ก็คงจะแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายไปจัดทำประชามติกันก่อน ซึ่งถึงแม้จะทำให้เสียเวลาและค่าใช้จ่ายไปบ้าง แต่ก็คิดว่าน่าจะคุ้มเกินคุ้ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเชื่อว่าผลที่ออกมาน่าจะทำให้ประชาชนในทั้งสองประเทศรู้สึกภาคภูมิใจว่า แท้จริงแล้วเพื่อนผองน้องพี่ส่วนใหญ่ของตนเองไม่ได้โง่อย่างที่ใครคิด
ศึกภายนอกไม่เท่าไหร่ ศึกภายในช่างใหญ่หลวงยิ่งนัก โลกนี้ไม่มีชัยชนะอะไรที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการชนะใจตัวเอง ชัยชนะที่เกิดจากการใช้วิชชา สัมมาทิฏฐิ เป็นอาวุธในการต่อสู้ ขอจบบทความนี้ ด้วยการฝากบทกลอนของท่านพุทธทาสภิกขุ เป็นแง่คิด
เมื่อรบสู้กับศัตรูสู้ด้วยธรรม จะปลุกปล้ำกันเท่าใดไม่เสียหาย
ถ้าสู้กันอย่างนี้ไม่มีตาย ในสุดท้ายจะปรองดองต้องใจกัน
เมื่อป้องกันศัตรูรู้ใช้ธรรม เป็นกำแพงเพชรล้ำเลิศมหันต์
ป้องกันได้สารพัดน่าอัศจรรย์ ป้อมค่ายมั่นกว่าสิ่งใดในโลกคน
เมื่อหลบซ่อนจากศัตรูอยู่กับธรรม ไม่ระกำทุกข์เห็นสักเส้นขน
ช่วยปลุกปลอบชื่นชอบฉ่ำกมล ขอทุกคนจงมีธรรมประจำกาย.
