หากเปรียบสถานการณ์บ้านเมืองตั้งแต่มีการรัฐประหารในปี 2549 เป็นต้นมา กับการเกิดภัยพิบัติแผ่นดินไหว ก็นับได้ว่ามีระดับความรุนแรงสั่นสะเทือนหลายริกเตอร์ ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงมากมายและเกิดปรากฏการณ์อาฟเตอร์ช็อกน้อยใหญ่ตามมานับครั้งไม่ถ้วน อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็จะเข้าที่เข้าทางปรับตัวเข้าสู่สมดุลตามกลไกแห่งธรรมชาติ
ณ ตอนนี้ อาจจะมีอาฟเตอร์ช็อกหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ก็เชื่อว่าคงไม่รุนแรงอะไรมากนักและอีกไม่ช้าไม่นานก็คงจะเข้าสู่ภาวะปรกติ ปัญหาก็คือว่าเมื่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวสิ้นสุดลง เราจะกอบกู้ฟื้นฟูบูรณะซ่อมแซมบ้านเมืองกันอย่างไร ? ก็คงจะมีอะไรต่อมิอะไรเยอะแยะมากมายที่ประชาชนคนไทยจะต้องร่วมกันคิดร่วมกันทำเพื่อสร้างบ้านแปงเมือง ให้อยู่ร่วมกันอย่างร่มเย็นเป็นสุข ไม่เป็นทุกข์เดือดร้อนแตกแยกขัดแย้งสบสนวุ่นวายเหมือนเช่นที่ผ่านมา
ผลย่อมเกิดแต่เหตุ “เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ย่อมมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป” นี่คือกฎธรรมชาติที่เรียกว่า อิทัปปัจจยตา ถึงตอนนี้ สังคมไทยน่าจะตกผลึกชัดเจนแล้วว่า เหตุแห่งวิกฤตปัญหาน้อยใหญ่ทั้งหลายปวงที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ
พระอาจารย์ประยุทธ์ ปยุตฺโต กล่าวไว้ว่า ทฤษฎีต่าง ๆที่มนุษย์คิดค้นขึ้นมานั้น แท้จริงแล้วก็คือการพยายามที่จะเข้าถึงซึ่งความจริงที่เรียกว่า ธรรมชาติ จากทฤษฎีก็จะไปจัดโครงสร้างวางระบบกฎเกณฑ์ขึ้นในสังคมเรียกว่า กฎหมาย ซึ่งหากทฤษฎีนั้นไม่เข้าถึงธรรมคือแก่นแท้แห่งความจริงแล้ว ระบบที่จัดตั้งขึ้นมาบนฐานของทฤษฎีนั้นก็จะไม่สามารถให้ประโยชน์ที่แท้จริงยั่งยืนตามความต้องการของมนุษย์ได้และจะก่อให้เกิดผลตามมาคือ ความวิปลาสทั้งของชีวิตและสังคม โจทย์ใหญ่สำคัญเร่งด่วนของบ้านเมือง ณ ตอนนี้ จึงได้แก่ การแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญให้ถูกต้องตามธรรม
เนื่องจากขณะนี้กำลังมีประเด็นถกเถียงกันเกี่ยวกับเรื่องวิกฤตปัญหาผู้นำ จึงขอหยิบยกเรื่องที่มาของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะอย่างยิ่งนายกรัฐมนตรีมาวิเคราะห์แลกเปลี่ยน เพื่อเป็นการจุดประกายให้เกิดการตื่นตัวเตรียมการเข้าสู่บรรยากาศของการระดมความคิดความเห็นในการสังคายนารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยครั้งใหญ่ ซึ่งคาดว่าคงจะเกิดมีขึ้นเร็วๆ นี้เสียแต่เนิ่นๆ
ก่อนอื่นขอแสดงทรรศนะไว้ในเบื้องต้นว่า ผู้เขียนเชื่อว่าคนไทยทุกคนทุกกลุ่ม ทุกสึ ทุกพรรค ฯลฯ รักชาติรักแผ่นดิน ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าทุกคนรักตัวเองด้วย อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาดูให้ดีก็จะพบว่าการรักชาติกับรักตัวเองนั้นเป็นสิ่งเดียวกัน เพราะองค์ประกอบสำคัญของรัฐชาติอย่างหนึ่งคือคน ถ้าไม่มีคนย่อมไม่มีชาติให้รักได้ แต่วิธีคิดวิธีการแสดงออกซึ่งการรักชาติรักตนเองนั้น อาจแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยเงื่อนไขต่าง ๆมากมาย บางคนมองแค่วันนี้วัน พรุ่งนี้ บางคนมองถึงสัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า บางคนมองไกลเกินกว่าสิบปี ยี่สิบปี บางคนอาจมองข้ามเลยไปถึงชาติหน้า ผู้เชียนไม่เชื่อว่าจะมีใครที่รักชาติอย่างเดียวโดยไม่รักตัวเองหรือรักตัวเองอย่างเดียว โดยไม่ห่วงใยชาติบ้านเมือง
โจทย์คือ เราจะทำอย่างไรให้การรักชาติกับรักตัวเองประสานกลมกลืนเข้าด้วยกันอย่างลงตัวไม่มีหรือไม่เหลือความขัดแย้ง พูดง่าย ๆก็คือจะทำอย่างไรให้ทั้งตนเองและทุกคนในชาติมีความสุขหรือได้รับประโยชน์อย่างเป็นธรรมถ้วนหน้า ไม่ใช่ตนเองได้ถ่ายเดียว แต่คนอื่นเดือดร้อนหรือยอมให้คนอื่นได้แต่ตนเองเดือดร้อน
แน่นอนว่า ผู้เขียนเชื่อว่านักการเมืองทุกคนรักชาติรักแผ่นดินและก็เชื่อว่านักการเมืองทุกคนรักตนเอง อยากมีเกียรติยศ ชื่อเสียง ทรัพย์สิน เงินทอง อยากมีอำนาจวาสนา อยากเป็นรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี แต่การเข้าดำรงตำแหน่งต้องไม่ทำให้ประเทศชาติเสียหายหรือเสียโอกาส ขอไม่กล่าวถึงกฎเกณฑ์กติกาอันเป็นที่มาของคณะรัฐมนตรีและสภาพปัญหาในรายละเอียด เพราะคิดว่าที่ผ่านมาสังคมไทยได้เรียนรู้มามากเกินพอแล้ว แต่ขอสรุปโดยรวดรัดว่า ด้วยกลไกของระบบที่ผ่านมาทำให้เราได้คณะรัฐมนตรีที่ไม่สอดคล้องเหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่ใช่นักบริหารรัฐกิจมืออาชีพอย่างแท้จริง จะเห็นได้ว่าหลายครั้งที่เราได้นักเลือกตั้ง นักธุรกิจการเมือง นักโต้วาที นักเจรจาต่อรอง เนติบริกร นักล็อบบี้ยิสต์ นักการพนัน พ่อค้ายาเสพติด ผู้มีอาชีพสีเทา ฯลฯ หรือบุคคลที่มีศักยภาพเหมาะสมกับการบริหารงานในระดับจังหวัดหรือท้องถิ่นมาเป็นรัฐมนตรี ผลก็คือนอกจากจะทำให้ส่วนรวมเสียหายแล้ว ตัวรัฐมนตรีเองก็อยู่ในตำแหน่งอย่างไม่มีความสุข ไร้เกียรติ ไร้ศักดิ์ศรี เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมหรือแม้กระทั่งผู้ใต้บังคับบัญชาเองก็ไม่ยอมรับนับถือ ลองคิดดูสิว่าการสั่งงานหรือการนั่งเป็นประธานที่ประชุมเพื่อพิจารณาถกเถียงกันในเรื่องที่ตนเองไม่มีความรู้หรือการติดต่อสัมพันธ์ประสานงานกับชาวต่างชาติ โดยที่ตนเองไม่มีภูมิความรู้ในระดับสากลหรือไม่มีความรู้เชี่ยวชาญเรื่องภาษาดีพอมันอึดอัดลำบากใจมากแค่ไหน เรียกว่าเป็นทุกขลาภ หลอกทั้งตัวเองและสังคมไปวัน ๆบางครั้งบางทีก็พลาดพลั้งถึงขั้นติดคุกติดตารางไปก็มี ดังปรากฏให้เห็นเป็นตัวอย่างกันมาแล้วหลายราย
หากกฎกติกาที่มาของคณะรัฐมนตรียังเป็นเหมือนเดิม ไม่ว่าจะมีการยุบสภา ลาออก หรือเลือกตั้งใหม่กันอีกกี่ครั้ง ก็เชื่อว่าคงไม่มีอะไรดีขึ้น ซ้ำร้ายสถานการณ์น่าจะยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปอีก จึงขอเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาโดยตั้งโจทย์ไว้ว่า เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่ดีมีประสิทธิภาพ ซึ่งแน่นอนว่าต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งประชาธิปไตย เพราะคงไม่มีใครที่จะพิจารณาแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีได้ดีที่สุดเท่ากับประชาชน
แนวทางวิธีการคือ กำหนดให้มีการจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่จะเสนอให้เป็นคณะผู้บริหารประเทศให้ชัดเจน (นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกกระทรวง) โดยบุคคลตามบัญชีจะสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่สังกัดก็ได้ แล้วให้ประชาชนตัดสินใจเลือกตั้งคณะผู้บริหารโดยตรงตามบัญชีรายชื่อที่เสนอต่อสาธาธารณชน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นรัฐต้องเป็นกลไกหลักในการช่วยเหลือดูแลหรือควบคุมการหาเสียงเลือกตั้งของคณะผู้สมัครให้อยู่ในขอบเขตที่เหมาะสม ถูกต้องเป็นธรรม มิให้มีการได้เปรียบเสียเปรียบซึ่งกันและกัน กิจกรรมใดที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก เช่น การหาเสียงทางโทรทัศน์ วิทยุ สื่อสิ่งพิมพ์หรือการจัดเวทีปราศรัย รัฐต้องเข้าไปช่วยเหลือและบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ มีหลักเกณฑ์กฎกติกาที่ชัดเจน โดยวิธีการช่วยเหลือไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปของตัวเงินเสมอไป อาจขอความร่วมมือไปยังสื่อสารมวลชลแขนงต่าง ๆให้ช่วยกันเสียสละหรือขอให้ประชาชนทุกหมู่เหล่าร่วมแรงร่วมใจกันคนละไม้คนละมือ ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าสถานการณ์ ณ ตอนนี้ คนไทยทุกคนพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาให้กับชาติบ้านเมือง
รูปแบบแนวทางตามที่เสนอดังกล่าว เชื่อว่ามีข้อดีหลายประการ คือ
1. เปิดโอกาสให้คนเก่งคนดีสามารถเสนอตัวให้ประชาชนเลือกเข้าไปบริหารชาติบ้านเมืองได้ง่ายขึ้น ผู้เชียนเชื่อว่าแท้จริงแล้วคงเก่งคนดีทั้งหลาย ซึ่งมีอยู่มากมายในสังคมไทย ก็อยากจะเสียสละด้วยการลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่เหตุผลสำคัญที่ไม่ลงส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะระบบที่เป็นอยู่ไม่เอื้ออำนวย ระบบที่ไม่ดีย่อมกีดกันไม่ให้คนเก่งคนดีมีโอกาสได้รับเลือก ระบบที่มีปัญหาย่อมเป็นอุปสรรคต่อการทำงานของคนเก่งคนดี หากมีการสร้างระบบการเลือกตั้ง สร้างระบบการบริหารราชการแผ่นดินที่ดีมีประสิทธิภาพ ก็เชื่อว่าจะมีคนเก่งคนดีมากมายที่พร้อมจะเสนอตัวอาสาเข้ามาช่วยเหลือรับใช้สังคม รูปแบบตามที่เสนอน่าจะเปิดโอกาสให้คนเก่งคนดี สามารถรวมตัวกันเพื่อเสนอตัวให้เป็นทางเลือกของประชาชนได้โดยง่ายกว่าที่ผ่านมา อันจะก่อให้เกิดคุณูปการต่อประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง เพราะหากเราได้ผู้นำสูงสุดที่เป็นคนเก่งคนดีมีคุณธรรมสูง ย่อมส่งผลทำให้เราได้ผู้นำระดับรองลงไปในทุกลำดับชั้นเป็นคนดีมีคุณภาพตามไปด้วย อาจกล่าวได้ว่าถ้าเราได้นายกรัฐมนตรีเป็นคนดี ท้ายที่สุดเราก็จะได้นักการภารโรงที่ดีตามไปด้วยเช่นกัน เพราะนายกรัฐนตรีที่ดีย่อมเลือกคณะรัฐมนตรีที่ดี รัฐมนตรีที่ดีย่อมเลือกปลัดกระทรวงที่ดีไล่เรียงลำดับลงไปจนถึงอันดับสุดท้าย ผลที่ตามมาคือ ความร่มเย็นเป็นสุขของเหล่าประชาราษฎรอย่างถ้วนหน้า ในทางตรงกันข้ามหากเราได้นายกรัฐมนตรีไม่ดี มีคณะรัฐมนตรีที่มีปัญหา เหล่าปวงประชาย่อมได้รับความเดือดร้อนกันทั่วทุกหย่อมหญ้า เพราะบ้านเมืองจะเต็มไปด้วยพวกกังฉินเรืองอำนาจ คนดีจะแอบเดินอยู่ตามตรอก พวกขี้ครอกจะเดินกร่างอยู่เต็มถนน
2. คณะผู้สมัครไม่ต้องใช้ทุนในการหาเสียงหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในทางการเมืองมากนัก เพราะรัฐให้การช่วยเหลือดูแลในเรื่องหลักๆ ไปแล้ว จึงน่าจะเป็นอิสระและไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลการครอบงำของกลุ่มทุนต่างๆ ระบบ ส.ส.บัญชีรายชื่อหรือปาร์ตี้ลิสพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมสนับสนุนคนเก่งคนดี เพราะท้ายที่สุดก็จะถูกครอบงำหรือถูกกดดันให้ออกไปจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่
3. ฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติจะเป็นอิสระจากกันอย่างชัดเจน โดยระบบคงเป็นไปได้ยากที่ฝ่ายบริหารจะเข้าไปครอบงำฝ่ายนิติบัญญัติได้โดยง่ายเหมือนเช่นที่ผ่านมา ผลก็คือการคานดุลตรวจสอบจะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้องตรงตามความต้องการของตนเอง เพราะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าคณะผู้บริหารที่เสนอตัวให้เลือกเป็นใครบ้าง มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความรู้ความสามารถมากน้อยแค่ไหน เพียงใด อีกทั้งหลังเลือกตั้งเสร็จจะไม่ปรากฎภาพที่น่าเบื่อหน่ายคือ การแย่งกันเป็นรัฐมนตรีของเหล่านักการเมืองอีกต่อไปเพราะแต่ละกลุ่มแต่ละพรรคได้มีการเจรจาตกลงหรือถกเถียงกันจนได้ข้อยุติก่อนที่จะมีการเลือกตั้งแล้ว
4. ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกได้อย่างถูกต้องตรงตามความต้องการของตนเอง เพราะรู้ล่วงหน้าแล้วว่าคณะผู้บริหารที่เสนอตัวให้เลือกเป็นใครบ้าง มีประวัติความเป็นมาอย่างไร มีความรู้ความสามารถแค่ไหน เพียงใด อีกทั้งหลังเลือกตั้งเสร็จจะไม่ปรากฏภาพที่น่าเบื่อหน่ายคือ การแย่งกันเป็นรัฐมนตรีของเหล่านักการเมืองอีกต่อไป เพราะแต่ละกลุ่มแต่ละพรรคได้มีการเจรจาตกลงหรือถกเถียงกันจนได้ข้อยุติก่อนที่จะมีการเลือกตั้งแล้ว
5. การจัดสรรงบประมาณจะถูกต้องเป็นธรรรมมากยิ่งขึ้นเพราะที่ผ่านมาสิ่งที่ฝ่ายบริหารมักจะถูกครหาเป็นประจำคือ เน้นการจัดสรรงบประมาณให้กับเขตหรือจังหวัดที่เป็นฐานเสียงของส.ส. ในพรรครัฐบาลเป็นสำคัญ ระบบใหม่ตามที่เสนอจะมีส่วนช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้ เพราะคณะผู้บริหารมาจากฐานเสียงของประชาชนในภาพรวมทั้งประเทศ อีกทั้งยังน่าจะช่วยสร้างความสมานฉันท์ให้กับผู้คนในชาติได้อีกทางหนึ่งด้วย
6. การเลือกตั้งในอดีตที่ผ่านมา มีพลังเงียบจำนวนมากที่ไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนชั้นกลางหรือคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้มีการศึกษาที่ดี เหตุผลสำคัญน่าจะเป็นเพราะว่า เขาไม่รู้จะเลือกใคร เนื่องจากเห็นว่าไม่มีผู้สมัครคนใดที่มีคุณสมบัติดีพอให้เลือกหรือเลือกไปคนที่ตัวเองลงคะแนนให้ก็คงไม่ได้รับเลือกอยู่ดี เพราะสู้อำนาจอิทธิพลเงินตราไม่ได้ รูปแบบตามที่เสนอน่าจะช่วยดึงพลังเงียบดังกล่าว ให้ออกมาใช้สิทธิ์ใช้เสียงได้ไม่น้อยเลยทีเดียว และน่าจะส่งผลต่อทิศทางการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าการเมืองไทยไปในทางที่ดีขึ้น เหตุผลเพราะว่ากลุ่มคนดังกล่าวส่วนใหญ่จะมีความเป็นอิสระและมีวิจารณญาณที่ดี จึงน่าจะลงคะแนนอย่างมีเหตุผลไปไนทิศทางเดียวกันอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน ขณะที่กลุ่มคนซึ่งเกิดจากการจัดตั้ง จากระบบอุปถัมภ์ หรือยอมให้มีการซื้อสิทธิ์ขายเสียง น่าจะมีการลงคะแนนในลักษณะกระจัดกระจายแบ่งกันไปตามฐานเสียงหรือกำลังเงินของแต่ละพรรคแต่ละกลุ่ม ซึ่งเมื่อพลังเงียบดังกล่าวรวมตัวกับพลังของคนส่วนใหญ่ที่เป็นกลาง อยากให้สังคมสงบสุข ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดอย่างสุดขั้ว ก็น่าจะส่งผลทำให้ประชาธิบไตยของไทยก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
7. ช่วยป้องกันการรัฐประหาร เหตุผลเพราะว่าหากยุคใดสมัยใดผู้คนส่วนใหญ่ในสังคมหลงผิดตัดสินใจเลือกคณะผู้บริหารที่ไม่ดี ไปสร้างวิกฤตปัญหาให้กับชาติบ้านเมือง โดยกลไกของระบบที่เสนอก็ยังพอมีช่องทางที่จะเพรียกหาคนเก่งคนดีให้เข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาได้ภายใต้กฎเกณฑ์แห่งระบอบประชาธิปไตย โดยไม่จ๋าต้องใช้วิธีการรัฐประหารแล้วเชิญคนเก่งคนดี (ตามความเห็นของคณะรัฐประหาร) มากอบกู้บ้านเมือง ถึงแม้คณะผู้บริหารที่สร้างปัญหาจะไม่ยอมยุบสภาหรือลาออกแต่เราก็คงอดทนรออย่างมากที่สุดไม่เกิน ๔ ปี
แน่นอนที่สุดว่า ทุกระบบย่อมมีทั้งจุดอ่อนจุดแข็ง ข้อดีข้อเสีย หลักการพิจารณาคือ นำจุดอ่อนจุดแข็ง ข้อดีข้อเสีย ของแต่ละระบบมาเปรียบเทียบกัน ระบบไหนมีข้อดีมากยิ่งกว่าก็ตัดสินใจเลือกระบบนั้น แล้วพยายามหาทางเสริมสร้างจุดแข็ง กำจัดจุดอ่อน แนวทางข้อเสนอดังที่กล่าวมาน่าจะมีจุดอ่อนน้อยกว่า จุดแข็งมากกว่าระบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องระบบอุปถัมภ์และความไม่มีเสถียรภาพของรัฐบาลซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อเรื้อรังมานมนาน.
