ย้อนไปเมื่อปลายเดือน พ.ค. 2568 มีข่าวการระบาดของโรค ‘ไข้ดิน’ ในจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ขณะนั้นมีรายงานผู้ป่วย 147 ราย เสียชีวิต 5 ราย นั่นทำให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์ไม่รู้จักโรคนี้เลย บางส่วนก็คิดว่าเป็นโรคที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่
ต่อมาเมื่อวันที่ 2 ส.ค. ที่ผ่านมา เว็บไซต์รัฐบาลไทยระบุว่า ตามข้อมูลจากกรมควบคุมโรค มีประชาชนป่วยเป็น“โรคเมลิออยโดสิส (Melioidosis)” หรือ โรค ‘ไข้ดิน’ แล้ว จำนวน 2,036 ราย เสียชีวิต 92 ราย อัตราป่วยตายอยู่ที่ 4.52% โดยผู้ป่วยพบมากในอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป และพบได้ทั่วประเทศ แต่สูงสุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุเฉลี่ย 58 ปี ส่วนผู้เสียชีวิตมักมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ไตวาย และพิษสุราเรื้อรัง อาการคือไข้สูง หายใจหอบเหนื่อย โดยปัจจัยรับเชื้อเกิดจากการสัมผัสพื้นดิน พื้นน้ำโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข มีการทำคู่มือสำหรับโรคไข้ดิน ในปี 2564 และได้ระบุข้อมูลพื้นฐานส่วนหนึ่งเกี่ยวกับโรคไข้ดินไว้ดังต่อไปนี้
- โรคเมลิออยด์มีรายงานพบในคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อมในไทย ในทุกภูมิภาคทั่ว ประเทศไทย
- จำนวนผู้ป่วยด้วยโรคเมลิออยด์ที่มีผลเพาะเชื้อยืนยัน มีไม่ต่ำกว่า 1,700 รายต่อปี ทั่วประเทศ
- จำนวนผู้เสียชีวิตด้วยโรคเมลิออยด์ที่มีผลเพาะเชื้อยืนยัน มีไม่ต่ำกว่า 700 รายต่อปี ทั่วประเทศ
- ปัจจุบันโรคเมลิออยด์เป็นด์เป็นโรคติดเชื้อในคนและสัตว์ที่เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขในเกือบทุกประเทศเขตร้อนชื้น โดยเฉพาะทางแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทางเหนือของทวีปออสเตรเลีย และมีรายงานโรคนี้ในไต้หวัน ฮ่องกง ตอนใต้ของประเทศจีน อินเดีย บังคลาเทศ และหลายๆ ประเทศในทวีปแอฟริกา อเมริกากลาง และอเมริกาใต้
- ผู้ป่วยโรคเมลิออยด์ถูกรายงานครั้งแรกในโลกเมื่อปี พ.ศ. 2455 ณ เมืองย่างกุ้ง ประเทศพม่า
- ผู้ป่วยเมลิออยด์ถูกรายงานครั้งแรกในไทยเมื่อปี พ.ศ.2498 ณ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า
อย่างไรก็ตาม การสื่อสารเรื่องโรคไข้ดินของรัฐยังมีลักษณะเป็นมาตรการเชิงรับ ไม่ได้มีแคมเปญรณรงค์ให้เห็นเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ และไม่ปรากฏว่าทางการมีการทำงานเชิงรุกอย่างไร ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกที่คนส่วนใหญ่จะยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้อย่างเพียงพออยู่ดี
เพราะเหตุใด ‘ไข้ดิน’ จึงมีข่าวการระบาดที่ภาคอีสานมาก ?
ชื่อโรค ‘ไข้ดิน’ มีที่มาอย่างไร ? ทำไมบางทีก็ถูกเรียกว่า ‘เมลิออยด์’
โรคไข้ดินมีอัตราการตายที่ค่อนข้างสูง แต่ทำไมแทบไม่มีคนรู้จัก ?
ในเมื่อโรคนี้ก็ไม่ใช่โรคใหม่ แต่ทำไมภาครัฐจึงสื่อสารกับประชาชนน้อยมาก ?
เพื่อหาคำอธิบายเกี่ยวกับโรคนี้ให้มากขึ้น ทั้งในแง่มุมของตัวโรคและความรับรู้ของสาธารณะเกี่ยวกับโรคนี้ในประเทศไทย ประชาไทพูดคุยกับ ดร.อาภาลักษณ์ ปาติยเสวี จากคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา สาขามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่อง ‘โรคที่ลึกลับซับซ้อน: การทำให้โรคเมลิออยโดสิสเป็นที่รู้จักในประเทศไทย’ (An enigmatic disease: Making melioidosis visible in Thailand) โดยงานวิจัยชิ้นนี้ถือเป็นงานวิจัยในทางมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ครั้งแรกที่ศึกษาเกี่ยวกับโรคเมลิออยโดซิส ชี้ให้ว่าโรคนี้มีความซับซ้อนทั้งในด้านการแพทย์และทางด้านสังคม
ย้อนไปก่อนเป็นอาจารย์ที่ธรรมศาสตร์ อาภาลักษณ์ที่เป็นคนชอบอ่านชอบเขียนเคยทำงานมาแล้วหลายอย่าง เริ่มต้นจากการเป็นนักข่าวที่สำนักข่าวบางกอกโพสต์ประมาณ 10 ปี โดยสนใจทำข่าวเรื่องสาธารณสุขเป็นพิเศษ
จากความสนใจด้านนี้ อาภาลักษณ์ได้เข้าไปทำงานกับองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ประเทศไทย และสำนักงานใหญ่ที่นครเจนีวา นั่นทำให้อาภาลักษณ์ได้ลงพื้นที่ไปทำงานกับชุมชนที่เกิดโรคระบาด อาทิ ชุมชนที่ห่างไกลของประเทศ ‘แองโกลา’ ในช่วงที่เกิดการระบาดของโรคไข้เลือดออกแอฟริกัน (Hemorrhagic Fever) และชุมชนในประเทศไลบีเรีย ช่วงปี 2014 (พ.ศ.2557) ที่เกิดการระบาดของโรคอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก
นอกจากนี้ อาภาลักษณ์ยังเคยทำงานเป็นที่ปรึกษาให้กับองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO (Food and Agriculture Organization of the United Nations) เกี่ยวกับประเด็นโรคติดต่อในสัตว์ โดยได้ประจำที่สำนักงานในเวียดนาม อินโดนีเซีย และกรุงเทพฯ
การได้ไปทำงานด้านสาธารณสุขในหลายที่-หลายวัฒนธรรมทำให้อาภาลักษณ์เห็นว่า การมีความรู้ด้านสาธารณสุขเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอที่จะจัดการโรคระบาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละประเทศ แต่ละชุมชนก็มีบริบททางประวัติศาสตร์ สังคมวัฒนธรรมที่ต่างกัน ความรู้ด้านมานุษยวิทยาจึงเป็นเครื่องมือที่มีความจำเป็นมาก เพราะมันเป็นข้อมูลที่ช่วยให้ทีมควบคุมโรคระบาดนำไปทำงานได้สอดคล้องกับบริบททางสังคมของชุมชนนั้นๆ
ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้อาภาลักษณ์ตัดสินใจเรียนต่อปริญญาโท ด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ที่มหาวิทยาลัย Geneva Graduate Institute และปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยาการแพทย์ มหาวิทยาลัยเอดินบะระ สหราชอาณาจักร
ทำไมจึงเรียก ‘ไข้ดิน’ ว่าเป็นโรคที่ซับซ้อนลึกลับ
ช่วงปี 2563-2564 ที่เรามาเก็บข้อมูลด้านมานุษยวิทยาการแพทย์ในเรื่องโรคเมลิออยโดสิสเพื่อทำธีสิสปริญญาเอก ในตอนนั้นเขาก็ยังถกเถียงกันอยู่ว่าควรจะเรียกโรคนี้ว่า ‘ไข้ดิน’ หรือเปล่า ในรายงานการประชุมของกระทรวงสาธารณสุขกับกับผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคเมลิออยโดสิส มีการเถียงกันเรื่องนี้ แล้วก็มีนักวิชาการคัดค้านว่าไม่ควรเรียกว่า ‘ไข้ดิน’ เพราะว่าโรคนี้เป็นโรคระบาดจากดินและน้ำ ประชาชนสามารถติดเชื้อจากการบริโภคน้ำ หรือการสูดฝุ่นละอองที่อาจจะมาจากดิน เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะเรียกว่า ‘ไข้ดิน’ แต่พอมาสักปีหรือสองปีมานี้ เพิ่งเห็นว่าเขามีการใช้คำว่า ‘ไข้ดิน’ อย่างเป็นทางการ ก็คิดว่าเขาคงมีการเปลี่ยนนโยบาย
จากการอ่านรายงานการประชุม ประเด็นหนึ่งที่มีการเสนอในที่ประชุมตอนนั้นก็คือ คนไม่เข้าใจว่าโรคเมลิออยด์คืออะไร แล้วจากประสบการณ์ที่เราไปเก็บข้อมูลที่ จ.อุบลราชธานี มันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ
ตอนเก็บข้อมูลคือช่วงที่โควิด-19 ระบาด เราได้ไปประจำอยู่ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ต้องมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครสาธารณสุขพาเข้าไปในชุมชน เคยคุยกับคนไข้ คนไข้ก็บอกเราว่าชื่อโรค “ออยๆ” อะไรสักอย่าง หรือคนไข้บางคนก็ไม่อยากจะพูดถึงโรคนี้เพราะว่าเขาไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับโรค
เจอคนไข้อีกคนหนึ่งที่ยังกินยาปฏิชีวนะอยู่ โรคนี้เป็นโรคที่ถ้าตรวจแล้วรักษาคนไข้เลยก็มียาปฏิชีวนะที่รักษาได้หายขาดได้ สรุปก็คือกินยาระยะสั้นเพื่อที่จะฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดโรค แล้วก็กินยาระยะยาวไปอีกประมาณ 5 เดือนกว่าเพื่อที่จะให้ให้ตัวเชื้อหมดไปจากร่างกาย ต้องกินยาระยะยาวเหมือนวัณโรค
แต่ว่าการเป็นโรคนี้ไม่ได้สร้างภูมิให้คนไข้ หมายความว่า แม้ว่าคนไข้จะกินยาระยะยาวให้ให้เชื้อโรคหมดไปจากร่างกายแล้ว ถ้าไปสัมผัสก็อาจจะติดโรคได้อีก โดยเฉพาะบางคนอยู่ในพื้นที่การระบาดที่เขาอาจจะมีเชื้ออยู่ในร่างกายแต่มันไม่ปรากฏอาการ ถ้าเมื่อไรที่เขามีโรคแทรกซ้อนหรือภูมิต้านทานต่ำก็อาจจะเกิดการปรากฏของโรคได้
จากงานวิจัยพบว่าตัวเชื้อโรคอยู่ในดิน ในน้ำ ในนาที่แฉะๆ ที่อากาศร้อนชื้น และดินในภาคอีสานมีปริมาณแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei (เชื้อเมลิออยด์) มากกว่าดินในนาข้าวที่อยู่ในภาคกลาง
งานวิจัยที่เราทำเป็นงานวิจัยชิ้นแรกที่ศึกษาโรคไข้ดินในแง่มุมมานุษยวิทยาและสังคมศาสตร์ ชี้ให้เห็นว่าโรคนี้มีความซับซ้อนทั้งในด้านการแพทย์และทางด้านสังคม
ความซับซ้อนทางด้านการแพทย์คือ คนที่ติดเชื้ออาจจะไม่มีอาการ หรือบางคนก็มีอาการที่รุนแรงเลย แล้วอาการของโรคนี้ก็จะคล้ายๆ โรคทั่วไป เช่น ไข้หวัด ปอดบวม วัณโรค และจากอาการที่คล้ายๆ กันนี้ก็ทำให้นักวิชาการบางคนก็เรียกว่าเป็นโรคเลียนแบบโรคปอด หรือเลียนแบบวัณโรค เชื้อโรคจะไปทำลายทุกส่วนของร่างกายได้ ทำลายสมอง กระดูก เลือด เซลล์ และปอด ถ้าตัวเชื้อเข้าไปในกระแสเลือดก็จะแพร่กระจายได้เร็วมาก การติดเชื้อในกระแสเลือดอาจทำให้คนไข้ช็อกและเสียชีวิตได้เร็ว ขึ้นอยู่กับว่าคนๆ นั้นว่ามีโรคอะไรอยู่แล้วแต่เดิม
ส่วนความซับซ้อนทางด้านสังคมก็คือ คนไม่ค่อยรู้จักโรคนี้ ไม่ว่าจะเป็นคนไข้หรือว่าคนที่เป็นชาวนาในพื้นที่ที่มีการระบาด หรือแม้กระทั่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทั้งในและนอกโรงพยาบาล ไม่ค่อยมีข้อมูลเกี่ยวกับโรค และไม่มีความชัดเจนในแนวทางการป้องกัน
คนที่รู้จักโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นแพทย์ เพราะว่าเขาได้เรียนในวิทยาลัยแพทย์ แต่ว่าพยาบาลบางคนรู้จัก บางคนก็จะไม่รู้จัก ขึ้นอยู่กับว่าเขาเคยดูแลคนไข้ที่เป็นโรคนี้หรือไม่ อย่างเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพชุมชนก็จะไม่ได้ยินเกี่ยวกับโรคนี้เลย
ตอนที่ไปเก็บข้อมูลที่อุบลฯ มีคนไข้คนหนึ่งที่เขารู้สึกสับสน เขาถามว่า โรคนี้กับโควิดอันไหนอันตรายกว่ากัน เพราะว่าสำหรับเขาในตอนนั้น แม้ว่าประเทศมีการล็อกดาวน์ แต่ในหมู่บ้านเขาไม่ได้พบคนติดโควิดเลย แล้วเขาก็บอกว่า เขาไม่ค่อยได้พบคนที่เป็นโรคเมลิออยด์ในหมู่บ้านเขา ทั้งๆ ที่คนเกือบทุกคนในหมู่บ้านนี้ก็ทำนากันหมด แล้วทำไมต้องเป็นเขาคนเดียวที่เป็นโรคเมลิออยด์ เขาไม่เคยได้ยินเกี่ยวกับโรคนี้เลยจนกระทั่งหมอบอก ถ้ามันเป็นโรคที่มาจากนาและเป็นโรคที่ร้ายแรงจริงๆ กระทรวงสาธารณสุขก็คงจะมีการรณรงค์ให้ข้อมูลแล้ว เหมือนกับโรคชนิดอื่นๆ
มีคนที่เคยเป็นโรคเมลิออยด์อีกคนหนึ่งบอกว่า พอเขาไปโรงพยาบาลเพื่อติดตามอาการ เป็นการ follow up หลังจากที่เขาหายแล้ว เขาถึงได้รู้ว่ามีคนอื่นที่เป็นโรคนี้ด้วย
ความลึกลับของโรคนี้ยังมีอีกแง่หนึ่งคือ ตัวแบคทีเรียและตัวโรคถูกจัดอยู่ในหมวดอาวุธชีวภาพด้วยเพราะว่าตอนสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เคยมีประเทศหนึ่งดัดแปลงเอาตัวเชื้อแบคทีเรียมาฆ่าม้า ฆ่าสัตว์ในของศัตรูในการรบ หลังจากนั้นก็เลยมีการจัดหมวดหมู่ว่าแบคทีเรียชนิดนี้อยู่ในหมวดอาวุธชีวภาพ
พอเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม 9/11 ในสหรัฐฯ ก็มีการพิจารณากฎหมายที่เข้มงวดขึ้น โรคนี้ก็ถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่เดียวกับอีโบลาและแอนแทรกซ์ (Anthrax) โดยมีการเฝ้าระวังเชื้อโรคที่อาจจะถูก manipulate ในห้องปฏิบัติการเพื่อที่จะมาเป็นอาวุธ แต่ในขณะเดียวกันคนที่ติดเชื้อโดยธรรมชาติถูกละเลย ความรุนแรงที่เกิดจากธรรมชาติไม่ได้รับความสนใจ ในขณะที่ความรุนแรงที่เกิดจากการใช้เชื้อในห้องปฏิบัติการเพื่อที่จะทำลายหรือว่าเพื่อที่จะใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้รับการให้ความสำคัญ
ทีนี้นักวิทยาศาสตร์เขาก็บอกว่าในยุคสมัยนี้คงไม่มีใครเอาตัวเชื้อนี้มาทำเป็นอาวุธชีวภาพหรอกเพราะว่ากว่าจะออกฤทธิ์ก็ช้า ไม่เหมือนอาวุธชีวภาพที่มีในปัจจุบัน
อยากให้อาจารย์ขยายความหน่อย จากงานวิจัยที่ทำเห็นว่ามีการเชื่อมโยงความลึกลับของโรคนี้กับคุณค่าของการปลูกข้าว รวมทั้งเรื่อง 'บารมี'
ในงานวิจัยระบุว่า ข้าวมีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย ไม่ว่าจะในแง่การเมือง เศรษฐกิจ ศาสนา ความเชื่อทางด้านวัฒนธรรม เหล่านี้อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้โรคเมลิออยด์เป็นโรคที่ซับซ้อนที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับการทำนาข้าว ชาวบ้านที่คุยด้วยเขาก็ไม่อยากจะ associated (ผูกโยง) ว่าโรคเมลิออยด์เกิดจากการที่เขาดำนาปลูกข้าว เพราะว่าเขากับคนในชุมชนก็ทำมาตั้งนานแล้วจนเป็นวิถีชีวิต เขาก็เลยมองว่ามันไม่น่าจะเกี่ยวข้องกันนะ ชาวบ้านหลายคนที่คุยก็บอกว่าอาจจะเป็นเพราะสารเคมีที่ใช้ในนาในไร่อื่น อย่างเช่นในไร่มันสำปะหลัง เขาก็พยายามโยงไปกับเรื่องอื่น อันนี้คือในส่วนของชุมชน
ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลเบื้องต้นพบว่าโรคนี้มีการระบาดอยู่ทุกที่ในประเทศไทย ส่วนปริมาณจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับฤดูกาล มีงานวิจัยที่พบว่าหลังจากที่ฝนตกมาสัก 2-3 สัปดาห์ จะพบคนไข้ที่เข้ามาในโรงพยาบาลมากขึ้น แล้วก็จะต้องบอกด้วยว่าการตรวจวินิจฉัยโรคนี้ส่วนใหญ่จะเป็นในโรงพยาบาลในภาคอีสาน เพราะว่าในข้อมูลวิชาการ เขามีการระบุว่าคนในภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็น แต่ว่าเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมาเริ่มมีรายงานผู้ป่วยในภาคใต้มากขึ้น อย่างโรงพยาบาลสงขลาก็มีการรายงานมากขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่อง ‘บารมี’ ในบริบทของประเทศไทย ‘บารมี’ ในความหมายว่า “ทุนทางสังคม” (social capital) มีส่วนสำคัญจริงๆ ที่ทำให้เรื่องแต่ละเรื่องได้รับความสนใจหรือไม่
ในประเทศอื่นๆ ก็จะมีรูปแบบของทุนทางสังคมที่คล้ายๆ กัน เช่น ในตะวันออกกลาง จะมีสิ่งที่เรียกว่า ‘Wasta’ เป็นรูปแบบของทุนทางสังคมที่หมายถึงการใช้สายสัมพันธ์-เครือข่ายส่วนตัวเพื่อเข้าถึงทรัพยากร แต่ว่าจะเป็นในเชิงการคอร์รัปชัน
แต่ในเมืองไทย บารมีเป็นอะไรที่ค่อนข้างพิเศษ ในงานวิจัยพบว่าบารมีของนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมีส่วนในการทำให้โรคนี้ได้รับความสำคัญในระดับชาติได้ เพราะว่าพอเราคุยกับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ก็จะบอกว่า “เป็นเพราะว่าอาจารย์ท่านนี้มี ‘บารมี’ ไม่งั้นก็ไม่ได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องโรคนี้มาหลายปีหรอก” อะไรทำนองนี้
‘บารมี’ ก็เหมือนกับต้นทุนทางสังคม มันจึงไม่ใช่แค่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ แต่ต้องพึ่งต้นทุนทางสังคมของนักวิจัยและเจ้าหน้าที่ที่ทำเรื่องนี้ด้วย
สามารถคาดการณ์ได้ไหมว่า การที่มีรายงานผู้ป่วยน้อย เป็นเพราะว่าไม่ได้ตรวจ?
ใช่ อันนั้นคือเหตุผลหลักเลย ถ้าไม่ตรวจเร็วคนไข้ก็จะไม่รู้ และก็จะไม่สามารถช่วยชีวิตคนไข้ได้ เพราะว่า อัตราการตาย 0-35% เลยนะ เท่ากับว่าในคนไข้ 100 คน จะมีคนตายประมาณ 30 คนซึ่งสูงมาก ทั้งๆ ที่เป็นโรคที่รักษาได้
ทางกระทรวงสาธารณสุขเคยร่วมงานกับมหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อที่จะรณรงค์ แต่เขาก็จะรณรงค์กับกลุ่มเฉพาะคือคนไข้เบาหวาน โดยให้คนไข้ใส่รองเท้าบูทเมื่อเข้าไปในนา ในงานวิจัยเขาก็พบว่าการรณรงค์มันไม่ได้สัมพันธ์กับปริมาณของคนไข้ที่ลดลงหรือเพิ่มขึ้น
หมายความว่า คนไข้อาจจะบอกว่าใส่รองเท้าบูทลงไป แต่ว่าไม่รู้ว่าจริงๆ ใส่หรือเปล่า ใส่ทุกครั้งหรือเปล่าหรือว่าการใส่รองเท้าลงดำนามันช่วยป้องกันโรคได้จริงหรือเปล่า เพราะว่าก็มีความเป็นไปได้ที่คนไข้อาจจะมีแผลที่มือซึ่งเชื้อก็อาจเข้าไปทางนั้นเวลาที่เกี่ยวข้าว หรือติดเชื้อจากฝุ่นละอองที่กระเด็นขึ้นมา อาจจะเข้าทางจมูกหรือปาก หรือว่าอาจจะติดเชื้อจากการกินน้ำ เพราะว่าเคยมีการสำรวจแล้วพบว่าน้ำประปาในจังหวัดอุบลราชธานีมีตัวเชื้อแบคทีเรียตัวนี้อยู่ ซึ่งตัวแบคทีเรียตัวนี้สามารถที่จะฆ่าได้โดยการใช้คลอรีน แต่เราก็ไม่รู้ว่าประปาหมู่บ้านหรือประปาจังหวัดเอาน้ำใส่คลอรีนไว้นานขนาดไหนก่อนที่จะปล่อยน้ำให้ประชาชนดื่ม
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ โรคนี้มีหลายมิติที่ซับซ้อนมากแต่กลับไม่ได้รับความสนใจ เพราะว่ามันเป็นโรคที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับคนเมืองสักเท่าไร ที่เราตั้งคำถามก็คือ ทั้งๆ ที่ข้าวมีความสำคัญมากสำหรับประเทศไทย ชาวนาถือว่าเป็น backbone (กระดูกสันหลัง) สำหรับเศรษฐกิจ การเมือง สังคมวัฒนธรรมของประเทศ แต่ทำไมเราละเลยเลยสุขภาพของชาวนา
มีงานวิจัยจากต่างประเทศที่พบว่าไม่เพียงคนติดเชื้อจากแค่ในนา ทั้งคนและสัตว์ก็สามารถติดโรคนี้ได้ แต่ว่ามันไม่ได้แพร่ระหว่างคนกับสัตว์ หรือสัตว์กับคน
กรณีของไต้หวัน มีรายงานว่าคนไข้มาที่โรงพยาบาลหลังจากมีพายุใต้ฝุ่น เขาอธิบายว่าพอฝนตกลงมาพื้นผิวดิน น้ำก็จะกระเด็น แล้วก็แบคทีเรียที่แข็งแรงที่อยู่บนผิวดินก็จะตาย แต่แบคทีเรียตัวที่ทำให้เกิดโรคไข้ดินซึ่งจัดว่าอ่อนแอกว่าแบคทีเรียอื่นก็จะขึ้นมาที่ผิวดิน
แบคทีเรียตัวนี้ นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์จะเรียกว่า ‘แบคทีเรียที่ดื้อ’ หรือเพราะว่ามันอ่อนแอแต่ดื้อ อ่อนแอแต่ในแง่ที่ว่ามันสามารถที่จะถูกกลบด้วยแบคทีเรียที่แข็งแรงกว่า อย่างเช่น อีโคไล (อีโคไลคือแบคทีเรียที่ทำให้เกิดท้องร่วง)
เวลาเขาเพาะเชื้อในห้องแล็บ จะเห็นอิโคไลชัดเจนเลยภายใน 1-2 วันแรก แต่สำหรับแบคทีเรียตัวที่ทำให้เกิดโรคไข้ดิน กว่ามันจะปรากฏขึ้นมาบางทีต้องใช้ 3-4 วัน แล้วบางทีแบคทีเรียตัวนี้จะถูกคุมโดยแบคทีเรียตัวอื่นที่โตเร็วกว่า เขาถึงมีการเรียกว่าแบคทีเรียตัวนี้อาจจะเป็นแบคทีเรียที่ขี้อาย หรือว่าอ่อนแอ เพราะว่ามันไม่สามารถที่จะมาอยู่บนผิวดินได้
แต่ว่าในขณะเดียวกันมันก็เป็นแบคทีเรียที่ดื้อ เพราะว่าทนทานกับอากาศ สามารถที่จะอยู่ใต้ผิวดิน และพอแบคทีเรียที่แข็งแรงกว่าที่อยู่บนผิวดินตายไปเพราะฝนตก ฝุ่นละอองหรือพายุมา แบคทีเรียตัวนี้ก็จะเริ่มขึ้นมา เวลาชาวนาเผาเพื่อเตรียมดินสำหรับฤดูปลูกข้าวใหม่ ขั้นตอนนี้ก็จะฆ่าแบคทีเรียอื่นๆ ที่อยู่บนพื้นผิวดินไป แล้วทำให้แบคทีเรียตัวนี้ที่เคยอยู่ใต้ดินขึ้นมาอยู่บนผิวดินได้
ถ้าเกิดมีแคมเปญรณรงค์ป้องกันโรคก็อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจ ?
อันนั้นก็เป็นคำถามหนึ่ง เพราะว่าคือในแง่สาธารณสุขมันไม่มีมาตรการเชิงป้องกัน สิ่งที่ทำได้ก็คือรณรงค์ให้ความรู้กับประชาชน แต่ว่ามันก็ไม่มีการรณรงค์ให้ความรู้ประชาชนมากเท่าไรนัก
ตอนนั้นที่มาเก็บข้อมูลวิจัย เคยคุยกับอดีตรัฐมนตรีสาธารณสุขคนหนึ่งว่าทำไมกระทรวง สธ.ไม่ได้ทำอะไร แล้วเขาก็บอกว่า มันทำอะไรไม่ได้ เพราะว่าถ้ากระทรวงฯ รู้ว่ามีปัญหาก็จะต้องเทคแอคชั่น แต่ตอนนี้มันไม่มีแอคชั่นที่จะทำได้ ในการป้องกันควบคุมแก้ปัญหาได้ เขาก็เลยไม่ได้อยากให้มันเอิกเกริก
แล้วอีกอย่างคือ ข้าวมีความสำคัญมาก ถ้าเกิดทำอะไรไปแล้วชาวนาไม่ปลูกข้าวจะเกิดอะไรขึ้น แต่ว่าพอไปคุยกับชาวนาเองเขาก็ไม่อยากจะเชื่อ ไม่อยากจะโยงการติดเชื้อกับการทำนา
จากที่อาจารย์เคยลงพื้นที่ในชุมชนของประเทศในแอฟริกาแล้วพบปัญหาเรื่องคนไม่ไว้ใจหน่วยงานของรัฐ เมื่อมองมาที่บริบทเมืองไทยแตกต่างจากประเทศในแอฟริกาไหม
กรณีนี้ประเทศไทยเป็นมุมกลับของประเทศอื่นๆ ที่เราเคยเจอ ประชาชนไทยไว้วางใจในหน่วยงานรัฐมากจนเกิดความสับสนจากการที่รัฐไม่ทำอะไร โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐทางด้านสาธารณสุข ได้รับความไว้วางใจเยอะมากจนคนไข้บอกว่าถ้าโรคนี้ร้ายแรงจริง กระทรวงสาธารณสุขก็คงจะทำอะไรไปแล้ว ความสับสนก็เลยกลับมาที่ตัวประชาชนว่าอาจจะเป็นเพราะตัวเราไม่รู้เรื่องเอง มันเป็นการ reverse หรือตั้งคำถามย้อนกลับมาที่ตัวเอง เขาไม่กล้าตั้งคำถามกับรัฐ
มีทางออกตรงกลางไหมในการรณรงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ในแบบที่ไม่ทำให้เกิดผลกระทบวงกว้าง
สิ่งที่เราเห็นชัดก็คือนโยบายสาธารณสุขมุ่งเน้นในการคุมโรคตอนที่คนไข้มาโรงพยาบาลแล้ว ซึ่งมันอาจจะสายไป ไม่มีการเอามุมมองทางด้านสังคม มุมมองของคนไข้หรือคนที่อยู่ในพื้นที่การระบาดเข้ามาเกี่ยวข้องเลย
เราเห็นตัวอย่างจากหลายประเทศในการควบคุมหลายๆ โรค แม้กระทั่งโควิด-19 การมีส่วนร่วมของประชาชน การเข้าใจบริบทของสังคม บริบททางเศรษฐกิจ บริบททางวัฒนธรรม มีความสำคัญมากในการป้องกันและควบคุมโรค แต่ในกรณีโรคไข้ดินนี่ไม่เห็นเลย ค่อนข้างเงียบมาก
หน่วยงานรัฐจะต้องมีการออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้น ไม่งั้นคนจะไปรู้ได้ยังไงว่าพอตัวเองไม่สบายแล้วจะต้องเข้าไปโรงพยาบาลแทนที่จะซื้อยาพาราเซตามอลกินเอง 2 วันแล้วก็ยังเป็นไข้สูงอยู่ถึงจะเข้าไปหาหมอ
ประเทศอื่นจัดการโรคนี้อย่างไร ? ทางออกของเมืองไทยเริ่มจากตรงไหนดี ?
ประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดีคือออสเตรเลีย มีการระบาดของโรคเมลิออยโดสิสทางตอนเหนือของออสเตรเลีย ส่งผลกระทบต่อคนพื้นเมืองออสเตรเลียที่ปลูกข้าวทำงานทางด้านสวนเกษตร แต่ที่ออสเตรเลียจะมีการให้ความรู้การรณรงค์เยอะ เจ้าหน้าที่ก็จะมีความตระหนักรู้ ซึ่งในเมืองไทยยังขาด
ถ้าไม่ได้เก็บข้อมูลเรื่องนี้และเข้าไปชุมชน เราก็จะไม่เคยคิดนะว่าเวลาลงไปในนาเราควรจะใส่รองเท้า แต่พอใส่รองเท้าเข้าไปในนาแฉะๆ ก็จะถูกดินดูดรองเท้า คนที่ทำนาก็จะไม่สามารถที่จะทำได้เร็ว แต่สมัยนี้มันก็มีเทคโนโลยีหลายอย่างเข้ามาเกี่ยวข้อง หลายๆ คนทางภาคอีสานก็ดำนาไปเพื่อความสนุก เพื่อสันทนาการ สังสรรค์กับเพื่อนๆ เพื่อให้เป็นกิจกรรมของชุมชน ในขณะที่หลายบ้านก็จ้างรถไถ-รถเกี่ยว
สิ่งที่รัฐควรรับผิดชอบคือการให้ข้อมูลเรื่องโรคนี้มากขึ้น เพราะว่าคนแทบจะไม่ได้ยินเกี่ยวกับโรคนี้เลย ทั้งๆ ที่เป็นโรคที่มีความร้ายแรงระดับต้นๆ สำหรับประเทศไทย รัฐจึงมีหน้าที่ในการให้ข้อมูลและมีความรับผิดชอบในการปกป้องชีวิตของประชาชนด้วย
อันดับแรกที่ทำได้ก็คือ ถ้ามีการป่วยก็ตรวจคนไข้เกี่ยวกับเรื่องโรคนี้ได้ อย่างตอนที่โควิด-19 ระบาด เราป้องกันได้เพราะว่าเราได้รับการตรวจ ถ้าเราเป็น เราถึงจะได้รับการรักษา ไข้ดินก็เหมือนโรคทั่วไป ยิ่งตรวจได้เร็วยิ่งได้รักษาเร็ว ถ้าไม่ได้รับการตรวจ คนไข้ก็จะอยู่ในความเสี่ยงไปตลอด ซึ่งในขณะนี้เรายังไม่มีชุดตรวจที่คนสามารถตรวจได้ด้วยตนเอง ก็จะต้องไปที่โรงพยาบาล
