Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • บทสัมภาษณ์ของ Chicago Council on Global Affairs สถาบันคลังสมองด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ได้พูดคุยกับสองนักวิชาการผู้เขียนหนังสือ Dictating the Agenda: The Authoritarian Resurgence in World Politics ร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างฟุตบอลโลก 2026 กับภูมิรัฐศาสตร์และการเมืองโลกในปัจจุบัน
  • ฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐฯ แคนาดา และเม็กซิโกร่วมเป็นเจ้าภาพ ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงสุญญากาศทางการเมือง นักวิชาการชี้ว่าทัวร์นาเมนต์ครั้งนี้กำลังถูกจัดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงคราม ความขัดแย้งระหว่างรัฐ ไปจนถึงนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่อาจกระทบแฟนบอลและผู้เข้าร่วมงาน
  • บทสัมภาษณ์ตั้งคำถามต่อความสัมพันธ์ระหว่าง FIFA กับรัฐบาลรัฐอำนาจนิยม โดยชี้ให้เห็นว่าการเป็นเจ้าภาพหรือการลงทุนในวงการฟุตบอลระดับโลกมักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ เพิ่มอำนาจอ่อน และเสริมความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐในสายตานานาชาติ
  • ผู้เชี่ยวชาญมองว่าฟุตบอลโลกไม่ใช่เพียงการแข่งขันกีฬา แต่เป็นพื้นที่ที่ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ การทูต และสิทธิมนุษยชนมาบรรจบกัน บทสัมภาษณ์ชวนสำรวจว่าบทบาทของ FIFA ในยุคปัจจุบันกำลังถูกกำหนดโดยคุณค่าด้านกีฬาหรือแรงกดดันจากอำนาจการเมืองโลกมากกว่ากัน


ภาพจาก: Wikipedia

ฟุตบอลโลก 2026 ไม่ได้เป็นเพียงมหกรรมกีฬาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังเป็นเวทีที่สะท้อนความสัมพันธ์ทางการเมือง เศรษฐกิจ และอำนาจระหว่างประเทศอย่างเข้มข้น บทสัมภาษณ์ที่เผยแพร่โดย Chicago Council on Global Affairs สถาบันคลังสมองด้านนโยบายต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ก่อนการแข่งขัยเริ่มไม่กี่วัน ชวนมองฟุตบอลโลกนอกเหนือจากผลการแข่งขันในสนาม

Chicago Council on Global Affairs ได้พูดคุยกับอเล็กซานเดอร์ คูลีย์ (Alexander Cooley) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาร์นาร์ด (Barnard College) และนักวิจัยอาวุโสของ Chicago Council รวมถึงอเล็กซ์ ดูคัลสกีส (Alex Dukalskis) รองศาสตราจารย์ด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน (University College Dublin) ผู้ศึกษาเรื่องรัฐอำนาจนิยมและสิทธิมนุษยชน

ทั้งสองวิเคราะห์ว่าฟุตบอลโลก 2026 ซึ่งจัดร่วมกันโดยสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก กำลังเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ตั้งแต่สงครามในยูเครนและตะวันออกกลาง นโยบายตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ ไปจนถึงข้อถกเถียงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง FIFA กับผู้นำประเทศต่าง ๆ รวมถึงการเติบโตของอิทธิพลซาอุดีอาระเบียในวงการกีฬาโลก บทสนทนาชิ้นนี้จึงชวนตั้งคำถามว่า ฟุตบอลโลกในศตวรรษที่ 21 ยังเป็นเพียงการแข่งขันกีฬา หรือได้กลายเป็นสนามแข่งขันทางการเมืองระดับโลกไปแล้วด้วยเช่นกัน

โฆษณา - Advertising

0 0 0

ขณะที่การแข่งขันกำลังจะเริ่มขึ้นในช่วงที่ภูมิรัฐศาสตร์ตึงเครียด รัฐอำนาจนิยมก็กำลังคว้าโอกาสจากเวทีนี้

ฟุตบอลโลก 2026 ของ FIFA จะเป็นการแข่งขันที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา การแข่งขันที่จัดร่วมกันโดยสหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา ซึ่งจะดำเนินตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายนถึง 19 กรกฎาคม 2026 จะมีทีมเข้าร่วมแข่งขัน 48 ทีม และดึงดูดแฟนฟุตบอลหลายล้านคนสู่สนามกีฬา 16 แห่ง ทั่วอเมริกาเหนือ

แต่การเตรียมการก่อนการแข่งขันไม่ได้ราบรื่นเลย ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงสั่นคลอนเศรษฐกิจโลก สงครามของรัสเซียในยูเครนดูเหมือนจะยังห่างไกลจากการสิ้นสุด และข่าวที่ว่าเจ้าหน้าที่ ICE (Immigration and Customs Enforcement) จะเข้าร่วมงานทำให้เกิดความกังวลเรื่องการปราบปราม ในขณะเดียวกัน FIFA ก็เผชิญกับความท้าทายภายในของตัวเอง รวมถึงมรดกจากเรื่องอื้อฉาวการคอร์รัปชันในปี 2015 การวิจารณ์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างประธาน FIFA จานนี อินฟานติโน (Gianni Infantino) กับประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) และการร้องเรียนเรื่องการเลือกซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพการแข่งขันในปี 2034

"เหตุการณ์กีฬาระหว่างประเทศมักผูกพันกับภูมิรัฐศาสตร์เสมอ" อเล็กซานเดอร์ คูลีย์ (Alexander Cooley) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบาร์นาร์ด (Barnard College) กล่าวกับ ลิบบี เบอร์รี (Libby Berry) จาก Chicago Council on Global Affairs "สิ่งที่แตกต่างในตอนนี้คือความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกับลัทธิอำนาจนิยมและองค์กรอย่าง FIFA"

คูลีย์ กับอเล็กซ์ ดูคัลสกีส (Alex Dukalskis) รองศาสตราจารย์ด้านการเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน (University College Dublin) ผู้ศึกษาเรื่องรัฐอำนาจนิยมและสิทธิมนุษยชน ได้เขียนหนังสือ Dictating the Agenda: The Authoritarian Resurgence in World Politics ร่วมกัน เพื่อวิเคราะห์บทบาทของ FIFA ในระดับโลก ความสำคัญของฟุตบอลโลกปีนี้ และสิ่งที่ควรจับตามองนอกสนาม

ฟุตบอลโลกของ FIFA ที่กำลังจะมาถึงดึงดูดความสนใจมากมาย ความสำคัญของการแข่งขันในปีนี้คืออะไร?

ดูคัลสกีส: ฟุตบอลเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ทุกภูมิภาค โดยพื้นฐานแล้วทุกประเทศในโลก ตั้งแต่อิตาลีไปจนถึงสหรัฐอเมริกา เกาหลีเหนือ และออสเตรเลีย ต่างก็รักฟุตบอล มันจึงเป็นแม่เหล็กดึงดูดมหาศาลทุกครั้ง ปีนี้แตกต่างออกไปเล็กน้อย ตรงที่การแข่งขันได้ขยายจากบรรทัดฐานเดิม 32 ทีมเป็น 48 ทีม ประมาณ 1 ใน 4 ของประเทศในโลกกำลังเข้าร่วม

อีกสิ่งที่แตกต่างเล็กน้อยในปีนี้คือมันถูกจัดใน 3 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดขึ้น ในปี 2002 การแข่งขันถูกจัดในญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ แต่ค่อนข้างหายากที่จะเป็นการจัดแบบแบ่งกัน

แล้วก็แน่นอน มีการเมืองอยู่เบื้องหลัง?

คูลีย์: เหตุการณ์กีฬาระหว่างประเทศมักผูกพันกับภูมิรัฐศาสตร์เสมอ สิ่งที่แตกต่างในตอนนี้คือความเชื่อมโยงที่ชัดเจนระหว่างการเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกกับลัทธิอำนาจนิยมและองค์กรอย่าง FIFA

เรามีฟุตบอลโลก 2 ครั้ง ติดต่อกัน ในปี 2018 และ 2022 ที่ถูกจัดในประเทศอำนาจนิยม ได้แก่ รัสเซียและกาตาร์ตามลำดับ และทั้ง 2 ได้รับการมอบสิทธิ์เป็นเจ้าภาพในช่วงเวลาเดียวกันกับกระบวนการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพที่ฉ้อโกงและมีการคอร์รัปชัน FIFA ได้นำตัวเองเข้าสู่จุดสนใจเพราะกระบวนการฉ้อโกงเหล่านี้ คนทั่วไปได้รับรู้ว่าพวกเขาทำแค่เพื่อให้ได้เงินและกำลังเข้าหาระบอบอำนาจนิยม

ประธาน FIFA อินฟานติโน ได้สร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้นำโลกหลายคน รวมถึงทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งได้รับ "รางวัล FIFA Peace Prize" ครั้งแรก สิ่งนี้บ่งบอกอะไรเกี่ยวกับตำแหน่งของ FIFA ในโลก?

ดูคัลสกีส: ควรจำไว้ว่ารางวัล FIFA Peace Prize ถูกสร้างขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ และมันเกิดขึ้นหลังจากที่ ทรัมป์ ได้กดดันนักการเมืองทั่วโลกอย่างหนักเพื่อให้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพด้วยตัวเอง ข้อสรุปที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือนี่คือรางวัลที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นการปลอบใจในแบบหนึ่ง

ผมคิดว่านี่แสดงให้เห็นว่า อินฟานติโน เป็นนักการเมืองตัวยง เขาดูแลกระบวนการของฟุตบอลโลกในกาตาร์และในรัสเซีย เขาใกล้ชิดมากกับ มกุฎราชกุมาร โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน (Mohammed bin Salman) ผู้ปกครองตามพฤตินัยของซาอุดีอาระเบีย เขาคุ้นเคยกับการคบหากับ ปูติน และ ทรัมป์ และผู้นำของกาตาร์ เป็นต้น เขาดูมีความสุขในการนำทางวงสังคมเหล่านี้ และตอบสนองความต้องการและความปรารถนาของผู้นำประเทศแบบนี้

รัฐบาลทรัมป์ระบุว่าเจ้าหน้าที่ ICE อาจปรากฏตัวที่สถานที่จัดงานในสหรัฐฯ ปฏิกิริยาระดับโลกต่อเรื่องนี้เป็นอย่างไร และอาจส่งผลต่อการเข้าชมอย่างไร?

คูลีย์: ปัญหาเรื่องคนเข้าเมืองได้กลายเป็นเรื่องสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มีการรับรู้ว่าแฟน ๆ ที่เดินทางอาจถูกควบคุมตัวหรือแม้แต่ตกเป็นเป้าหมาย และมีความกังวลเกี่ยวกับกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งหมดนี้ ประกอบกับเรื่องราวที่การท่องเที่ยวจากต่างประเทศลดลง ได้เพิ่มความวิตกกังวลในระดับหนึ่ง

ในแง่ของการปรากฏตัวของ ICE จริง ๆ ในงาน ผมคิดว่านี่จะเป็นเรื่องของการเมืองท้องถิ่นและการเล่นการเมืองท้องถิ่น มีบางเมืองที่คนทำงานได้ประกาศว่าจะไม่ไปทำงานหากมี ICE อยู่ ความซับซ้อนเกี่ยวกับว่ากฎกติกาคืออะไร การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองจะดำเนินการอย่างไร และนักท่องเที่ยวมีทางออกอะไรบ้าง เป็นเรื่องที่มีอยู่จริง

เราเคยเห็นอะไรแบบนี้กับเจ้าภาพในอดีตหรือไม่?

ดูคัลสกีส: บ่อยครั้งมีการโต้แย้งว่าควรเข้าร่วมหรือไม่ หรือผู้คนรู้สึกปลอดภัยในการเข้าร่วมหรือไม่ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ฟุตบอลโลกและโอลิมปิกถูกจัดในรัสเซีย 2 ครั้ง จีน 2 ครั้ง กาตาร์ 1 ครั้ง และย้อนกลับไปไกลกว่านั้น คือ เกาหลีใต้ในปี 1988 และอาร์เจนตินาในยุคทศวรรษ 1970 แต่ในความเป็นจริง แฟนกีฬาจำนวนมากเลือกที่จะแยกเรื่องการเมืองออกไป และยังคงเดินทางไปร่วมชมการแข่งขันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม

ฟุตบอลโลกดึงดูดความสนใจระดับโลกอย่างมีนัยสำคัญ อะไรเป็นแรงจูงใจให้ประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพหรือลงทุนในอีเวนต์กีฬาขนาดใหญ่เช่นนี้? มีความเสี่ยงอะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการอยู่ในจุดสนใจ?

ดูคัลสกีส: หลายประเทศต้องการเป็นเจ้าภาพจัดงานลักษณะนี้เพื่อสร้างชื่อเสียงและเกียรติยศในระดับสากล รวมถึงใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารภาพลักษณ์ทางการเมืองและสังคมของตนเอง เช่น ในปี 1988 เกาหลีใต้ได้ใช้มหกรรมโอลิมปิกเพื่อแสดงให้โลกเห็นถึงการเปิดเสรีและการเปลี่ยนแปลงทางสังคมการเมืองภายในประเทศ นอกจากนี้ การเป็นเจ้าภาพยังช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวอย่างเห็นได้ชัด และยังมีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาพร้อมทั้งยกระดับวงการกีฬาในท้องถิ่นอีกด้วย

การเปิดบ้านต้อนรับคนนอกย่อมมีความเสี่ยงตามมาเสมอ เพราะเมื่อนักข่าวเข้ามาทำข่าวในประเทศ พวกเขาสามารถลงพื้นที่สืบสวนและเปิดโปงเรื่องราวต่าง ๆ ที่รัฐบาลอาจไม่อยากให้คนทั่วโลกเห็นได้ ทำให้ที่ผ่านมา หลายประเทศพยายามควบคุมและจำกัดการทำงานของสื่อมวลชนอย่างเข้มงวดเพื่อปิดบังบางประเด็น หรือแม้กระทั่งเคยมีกรณีในอดีตที่บางประเทศถึงขั้นตัดสิทธิ์การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเซ็นเซอร์โทรศัพท์ของตัวนักกีฬาเองด้วย

ผ่านมามากกว่าทศวรรษแล้วนับตั้งแต่เรื่องอื้อฉาวการคอร์รัปชันของ FIFA ในปี 2015 ที่ผู้บริหารจาก FIFA และองค์กรฟุตบอลในเครือ ถูกตั้งข้อหารับสินบน รวมถึงอาชญากรรมอื่น ๆ การโต้เถียงประเภทนี้เป็นเรื่องเฉพาะของ FIFA หรือไม่?

คูลีย์: สิ่งที่น่าตกใจที่สุดเกี่ยวกับคดีทุจริตในปี 2015 คือขนาดของความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง เพราะนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาพฤติกรรมมิชอบของเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน แต่เป็นการทุจริตอย่างเป็นระบบผ่านโครงสร้างองค์กรและคณะกรรมการระดับภูมิภาค เงินสนับสนุนมหาศาลที่ควรจะนำไปใช้พัฒนาวงการกีฬาและสร้างสนามกีฬา กลับถูกนำไปใช้อย่างไม่โปร่งใส ขาดการตรวจสอบ และถูกบิดเบือนผลประโยชน์ในทุกขั้นตอน โดยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา มีการจ่ายเงินสินบนรวมแล้วมากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มีผู้ถูกกล่าวหามากกว่า 50 คน และมีการยอมรับสารภาพผิดในชั้นศาลอีกกว่า 24 คดี

แม้แผนการทุจริตครั้งนี้จะถูกเปิดโปงและมีผู้ต้องรับผิดชอบ แต่โครงสร้างหลักที่มีปัญหาก็ยังคงอยู่ โดยเฉพาะคณะกรรมการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ต้องรับผิดชอบต่อใคร ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสัญญาสื่อ เงินสนับสนุนจำนวนมหาศาล รวมถึงกระบวนการคัดเลือกเจ้าภาพทั้งหมด

เรื่องราวนี้จึงสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาด้านวัฒนธรรมองค์กรของ FIFA รวมถึงองค์กรอื่น ๆ ที่มีหน้าที่ดูแลการแข่งขันกีฬาที่แฟนบอลทั่วโลกชื่นชอบ แต่ในความเป็นจริง องค์กรเหล่านี้กลับมีบทบาทขับเคลื่อนทางการเมืองอย่างสูง และเม็ดเงินจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐที่หมุนเวียนอยู่นั้น ก็ส่งผลกระทบต่อทั้งประเด็นระดับโลกและระบบเศรษฐกิจการเมืองโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

FIFA ได้เลือกซาอุดีอาระเบียเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2034 คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการโต้เถียงเกี่ยวกับการแข่งขันในรัสเซียปี 2018 และกาตาร์ในปี 2022?

ดูคัลสกีส: เบื้องหลังของเรื่องนี้เกิดจากการที่ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ได้ขับเคลื่อนให้กีฬาและความบันเทิงเป็นนโยบายหลักในการบริหารประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ที่มุ่งเปลี่ยนความมั่งคั่งจากน้ำมันของซาอุดีอาระเบียไปสู่การลงทุนรูปแบบอื่นเพื่อกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

ภายใต้แผนการนี้ กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติซาอุดีอาระเบีย (PIF) ได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อดึงตัวนักฟุตบอลระดับท็อปเข้าสู่ลีกในประเทศ ซึ่งคนที่โด่งดังที่สุดคือ คริสเตียโน โรนัลโด (Cristiano Ronaldo) นอกจากนี้ PIF ยังได้เข้าซื้อสโมสรฟุตบอล Newcastle Football ซึ่งเป็นสโมสรใหญ่ในอังกฤษ รวมถึงลงทุนในเกมระดับโลก และซาอุดีอาระเบียกำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกในปี 2034 อีกด้วย

แม้ โมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน จะกล่าวว่าการลงทุนทั้งหมดทำไปเพื่อเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) กระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ และสร้างรายได้ ซึ่งนั่นอาจเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีเหตุผลทางการเมืองแฝงอยู่ด้วยอย่างชัดเจน เห็นได้จากงานใหญ่ที่ทำเนียบขาวเมื่อ 6 เดือนก่อน ซึ่งมีทั้งตัวแทนจากซาอุดีอาระเบีย รัฐบาลของรัมป์ และมี คริสเตียโน โรนัลโด ไปร่วมงานด้วย สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่ได้ทำสิ่งนี้เพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวแน่นอน

คุณจะจับตามองอะไรตลอดการแข่งขัน?

คูลีย์: หากเกิดการประท้วงหรือมีข่าวเชิงลบเกี่ยวกับการแข่งขัน สิ่งที่ต้องจับตาดูคือสถานการณ์จะบานปลายไปจนถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่ในรัฐบาลของทรัมป์ รู้สึกว่าจำเป็นต้องส่งสัญญาณถึงอินฟานติโน เพื่อให้จัดการควบคุมหรือไม่ เพราะถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น ประเด็นหลักของเรื่องจะกลายเป็นภาพของ FIFA ที่ยอมทำตามคำสั่งของรัฐบาลนี้มากกว่าเรื่องอื่น ๆ

อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดสำหรับรัฐบาลคือการปล่อยผ่านเรื่องเหล่านี้ไป เนื่องจากสหรัฐฯ กำลังจะเป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิกฤดูร้อนในปี 2028 ซึ่งการแข่งขันครั้งนี้ถือเป็นก้าวแรกที่จะทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นศูนย์กลางของวงการกีฬาระดับโลกในช่วงระยะเวลา 2 ปี

ดูคัลสกีส: อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตาดูอย่างยิ่งคือ กระแสการต้อนรับและการพูดถึงทีมชาติอิหร่านที่เข้าร่วมการแข่งขันในครั้งนี้ ซึ่งน่าสนใจว่าไม่ใช่แค่รัฐบาลสหรัฐฯ เท่านั้น แต่ประชาชนทั่วไปจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อทีมนี้ รวมถึงมุมมองของสังคมต่อการปรากฏตัวของพวกเขา และผลงานของทีมว่าจะสามารถผ่านเข้ารอบลึก ๆ ในการแข่งขันได้หรือไม่

ในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ มันสำคัญไหมว่าใครจะชนะ?

ดูคัลสกีส: มีคำกล่าวที่มีชื่อเสียงว่า "ฟุตบอลเป็นเกมที่เรียบง่ายมาก แข่งกัน 11 ต่อ 11 ในเวลา 90 นาที และสุดท้ายเยอรมนีก็ชนะ 2 ต่อ 0" แม้ว่าในปีนี้แชมป์อาจจะไม่ใช่เยอรมนี แต่ก็น่าจะเป็นหนึ่งในทีมเต็งหน้าเดิมที่จะคว้าชัยชนะไป ครั้นจะหวังให้ทีมอย่างอิหร่านพลิกล็อกชนะทัวร์นาเมนต์ก็คงเป็นไปได้ยาก แต่ถ้าเกิดขึ้นจริง แน่นอนว่าจะต้องกลายเป็นข่าวใหญ่ระดับโลกอย่างแน่นอน

คูลีย์: เมื่อ 4 ปีก่อน โมร็อกโกสร้างประวัติศาสตร์เป็นทีมแรกจากทวีปแอฟริกาที่ทะลุเข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก ทำให้พวกเขาแบกรับความรู้สึกของการเป็นตัวแทนคนทั้งทวีป

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า มักจะมีประเทศนอกสายตาที่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมติดต่อกัน และเมื่อถึงจุดนั้น ไม่ว่าพวกเขาจะเต็มใจหรือไม่ ประเด็นทางการเมืองก็มักจะถูกโยงเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ ทั้งที่ตัวนักกีฬาเองเพียงแค่ตั้งใจลงไปแข่งขันในสนามเท่านั้น


ที่มา:
The 2026 FIFA World Cup is a Pitch for Global Politics (Alexander Cooley and Alex Dukalskis, The Chicago Council on Global Affairs, 9 June 2026) 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising