กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค รับหนังสือร้องเรียนลังชาวมุสลิมกว่า 100 คน ถูกลอยแพที่สนามบินหาดใหญ่ ความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ย้ำต้องตรวจสอบบริษัททัวร์อุมเราะห์ การชดเชยผู้เสียหาย และสร้างกลไกคุ้มครองผู้บริโภคให้โปร่งใสทั่วประเทศ
19 ตุลาคม 2568 รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานว่า นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ รองประธานคณะกรมมาธิการ(กมธ.) การคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร และคณะ รับการยื่นหนังสือร้องเรียนจาก นายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นตัวแทนยื่นหนังสือร้องเรียนให้กับกลุ่มผู้แสวงบุญอุมเราะห์ที่ถูกลอยแพ เพื่อให้คณะกรรมาธิการช่วยตรวจสอบและจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน สำหรับประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของการที่กลุ่มชาวมุสลิมกว่า 100 คน ที่มีกำหนดจะเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ที่ประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่ต้องตกค้างอยู่ที่สนามบินหาดใหญ่ เพราะบริษัทจัดทัวร์ไม่สามารถดำเนินการให้เดินทางได้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท นายรอมฎอน เห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้น รัฐจะต้องมีมาตรการหรือกลไกในการกำกับดูแล เพื่อให้ผู้บริโภคได้รับการบริการที่เป็นธรรมและโปร่งใสมีคุณภาพ
นายกันต์พงษ์ กล่าวภายหลังรับทราบปัญหาว่าจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาศึกษาหาข้อเท็จจริง ถึงการดำเนินการของบริษัทดังกล่าว และความถูกต้องทางกฎหมาย เพราะผู้บริโภคต้องได้รับความเป็นธรรม ต้องได้รับการชดเชยอย่างมีเหตุมีผล ต้องคืนความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคทุกพื้นที่ในประเทศ
ก่อนหน้านี้ สวท.ปัตตานี รายงานว่า เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 เวลา 13.30 น. กลุ่มผู้เสียหายจากจังหวัดปัตตานี นราธิวาส และสงขลา จำนวน 41 ราย ได้เดินทางเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองปัตตานี เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับบริษัท รุส ฮัจญ์ แอนด์ ทราเวล หลังจากเกิดกรณีหลอกลวงผู้แสวงบุญอุมเราะห์กว่า 170 คน เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ที่ผ่านมา ณ ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
โดยมี พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.เมืองปัตตานี, พ.ต.ท.ศักดิ์อนันต์ คำไสย รองผู้กำกับการท่องเที่ยวจังหวัดสงขลา (หาดใหญ่), พ.ต.ท.ณัฐวรรธน์ สงคง สารวัตรการท่องเที่ยวจังหวัดนราธิวาส และเจ้าหน้าที่จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมรับเรื่องร้องทุกข์และสอบสวนเบื้องต้น
จากการสอบสวนทราบว่า กลุ่มผู้เสียหายทั้งหมดได้ซื้อแพ็กเกจเดินทางไปประกอบพิธีอุมเราะห์ ณ ประเทศซาอุดิอาระเบีย กับบริษัทดังกล่าว โดยมีการชำระเงินค่าทัวร์รายละประมาณ 60,000 – 100,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่เป็นประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่เก็บเงินเป็นเวลานาน เพื่อเดินทางไปประกอบศาสนกิจสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ในวันเดินทาง 13 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้เสียหายพร้อมญาติได้เดินทางไปที่ท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ เพื่อเตรียมต่อเครื่องไปสนามบินสุวรรณภูมิ ก่อนบินไปยังประเทศซาอุดิอาระเบีย แต่เมื่อใกล้ถึงเวลาเดินทางกลับไม่พบเจ้าหน้าที่ของบริษัทมาดำเนินการใด ๆ อีกทั้งไม่สามารถติดต่อผู้จัดการบริษัทได้ จนกระทั่งมีข้อความในกลุ่มไลน์แจ้งว่า “ไม่สามารถเดินทางได้” ทำให้ทุกคนทราบว่าถูกหลอก
ผู้เสียหายหลายรายให้ข้อมูลตรงกันว่า ก่อนวันเดินทางหนึ่งวัน บริษัทได้แจ้งให้ผู้ร่วมเดินทางโอนเงินเพิ่มคนละ 15,000 บาท อ้างว่าแพ็กเกจเดินทางไม่เพียงพอ หากชำระเพิ่มจะสามารถเดินทางได้แน่นอน ด้วยความตั้งใจและศรัทธาในการแสวงบุญ ผู้เสียหายจึงยอมโอนเงินเพิ่ม แต่สุดท้ายกลับถูกปิดช่องทางการสื่อสารทั้งหมด และไม่มีผู้ใดจากบริษัทติดต่อกลับมาอีก
นางรอดีย๊ะ หนึ่งในผู้เสียหาย เปิดเผยว่า “ทุกคนตั้งใจจะไปแสวงบุญอย่างมาก แต่กลับถูกหลอกให้รอเก้อ บางคนเดินทางมาไกลตั้งแต่เช้ามืดเพื่อขึ้นเครื่อง สุดท้ายกลับต้องร้องไห้ด้วยความเสียใจ เงินที่หามาทั้งชีวิตต้องสูญไปโดยไม่ได้ไปทำอุมเราะห์ตามตั้งใจ” เช่นเดียวกับนางกุลยา เจะเลาะ ผู้เสียหายอีกราย กล่าวว่า ตนและเพื่อนร่วมกลุ่มรอที่สนามบินอยู่นานแต่ไม่มีเจ้าหน้าที่มาแจ้งความคืบหน้า เมื่อตรวจสอบรายชื่อผู้โดยสารกลับไม่พบชื่อตน ทำให้มั่นใจว่าไม่ได้ถูกจองตั๋วจริง พร้อมเผยว่า “เงินหามาใหม่ได้ แต่ความรู้สึกศรัทธาที่เสียไปนั้นยากจะกลับคืน”
พ.ต.ท.วินิตร อินสุวรรณ รองผู้กำกับการสืบสวน สภ.เมืองปัตตานี เปิดเผยว่า เบื้องต้นมีผู้เสียหายเดินทางมาแจ้งความแล้ว 41 ราย และคาดว่าจะมีผู้เสียหายเพิ่มเติมอีกหลายรายในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเจ้าหน้าที่ได้แนะนำให้ทุกคนรวบรวมหลักฐาน เช่น สลิปการโอนเงิน ข้อความแชท เอกสารยืนยันการจอง และกำหนดการเดินทาง เพื่อประกอบสำนวนการสอบสวนและรวบรวมหลักฐานส่งดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมาย
ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุหนึ่งวัน มีรายงานว่าบริษัท รุส ฮัจญ์ แอนด์ ทราเวล ได้โพสต์ข้อความขอโทษผ่านโซเชียลมีเดีย โดยอ้างว่าจะหาทางคืนเงินให้ผู้เสียหายภายใน 5 เดือน แต่หลังจากนั้นไม่มีการติดต่อหรือชี้แจงใด ๆ อีก ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการติดตามตัวผู้บริหารบริษัทมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
