คณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคอีสาน (คปอ.ภาคอีสาน) ออกแถลงการณ์ "คัดค้าน ประกาศกำหนดกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการสรรหาประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน" ชี้ไม่โปร่งใส-รอนสิทธิ์องค์กรชุมชน ขอให้คืน "อำนาจหน้าที่" ในการสรรหาตามขั้นตอนการ "ช่วยพิจารณากลั่นกรอง" ในระดับภาค ให้กับ "อนุกรรมการภาค" ตามเดิมที่เคยปฏิบัติมา
19 ตุลาคม 2568 คณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคอีสาน (คปอ.ภาคอีสาน) ออกแถลงการณ์ ฉบับที่ 1/2568 "คัดค้าน ประกาศกำหนดกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการสรรหาประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน" ระบุว่าตามที่ ประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ "บอร์ด พอช." ภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ครบวาระการดำรงตาแหน่ง 4 ปี เมื่อวันที่ 26 กันยายน 2568 นั้น
ทาง “คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน” (องค์การมหาชน) จึงได้แต่งตั้ง "คณะอนุกรรมการสรรหาประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิฯ" จานวน 5 คน โดยให้คณะอนุกรรมการสรรหาฯ ดังกล่าว มีอำนาจหน้าที่ในการสรรหาฯ โดยให้เป็นไปด้วย "ความถูกต้อง เรียบร้อย เปิดเผย" ตามคาประกาศดังกล่าว ต่อมา ตาม "มติ" ของที่ประชุมคณะอนุกรรมการสรรหาฯ ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568 จึงได้ออก "ประกาศกาหนดกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการสรรหาประธานกรรมการ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน" ลงนามโดย "หม่อมราชวงศ์ปรีดิยาธร เทวกุล" ประธานคณะอนุกรรมการสรรหาฯ เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2568 และมีการเผยแพร่ตามสื่อสาธารณะไปแล้วนั้นทาง "คณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคอีสาน" (คปอ.ภาคอีสาน) ซึ่งเป็น "องค์กรประชาชน" ที่มีสมาชิกมาจาก "องค์กรชุมชน" ทั่วทั้ง 20 จังหวัดในภาคอีสาน ไม่เห็นด้วยและคัดค้าน "ประกาศกำหนดกระบวนการฯ" ดังกล่าวของคณะอนุกรรมการสรรหาฯ เนื่องเพราะเห็นว่า คาสั่งประกาศฯนี้ มี "ปัญหา" ที่ไม่ชอบมาพากลอยู่หลายประการ ซึ่งอาจจะทำให้กระบวนการขั้นตอน และวิธีการสรรหาฯ นั้น "ไม่ถูกต้อง ไม่เรียบร้อย ไม่เปิดเผย" กล่าวคือ
1.) ที่ผ่านมา กระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการสรรหาฯ ในระดับภาค นั้น อำนาจหน้าที่ของการเป็นผู้ช่วยพิจารณา กลั่นกรองการสรรหาฯ ในสัดส่วน "ผู้แทนองค์กรชุมชน" เป็นของ"อนุกรรมการภาค" ซึ่งเป็นกลไกการทำงานของ พอช.กับขบวนองค์กรชุมชนและหน่วยงานภาคีอื่น ๆ และอนุกรรมการภาค มีที่มาจากการคัดเลือกจากขบวนการประชาชน, ขบวนองค์กรชุมชนทั้งในเชิงพื้นที่และเชิงประเด็นงาน, แต่ในคำประกาศฯ ให้มี "คณะทำงานช่วยพิจารณา กลั่นกรองการสรรหาฯ" กำหนดให้มาจากผู้แทนเพียงไม่กี่ประเด็นงานที่มีลักษณะเฉพาะของขบวนแถวภายใต้การอุปถัมป์ของ พอช.เท่านั้น, จึงเป็นการละเลย ไม่เห็นหัว และเป็นการใช้อำนาจบาทใหญ่ "รอนสิทธิ์" อันชอบธรรมของขบวนการประชาชน, ขบวนองค์กรชุมชนอื่นๆ ด้วย
2.) การที่คณะอนุกรรมการสรรหาฯ และฝ่ายบริหาร พอช.บางคน ได้ลดจานวนสัดส่วน "ผู้แทนองค์กรชุมชน" ที่สมัครใจเข้ารับการสรรหาฯ จากเดิมที่เคยกลั่นกรองแล้วส่งรายชื่อ "ผู้แทนองค์กรชุมชน" ไปยังคณะอนุกรรมการสรรหาฯ ภาคละ 3 คน ให้เหลือเพียง 2 คนเท่านั้น และมี "ข้อเท็จจริง" ที่ว่า ฝ่ายบริหาร พอช.บางคน ได้ "ล๊อบบี้" ต้องการกลั่นกรองให้เหลือเพียงภาคละ 1 คนด้วยซ้า, การกระทำดังกล่าว ก็เพียงเพื่อต้องการ "จิ้ม" เอาคนของตนเองไปเป็นบอร์ด พอช. อันจะนำไปสู่การ “เสวยอานาจ” ต่อเนื่องของฝ่ายบริหาร พอช.บางคน ที่เป็น "ไอ้โม่ง" คอยชักใยอยู่เบื้องหลัง "กระบวนการสรรหาสัปปะรังเค" ในครั้งนี้
3.) กระบวนการทั้งหมด เป็นการออกแบบวางแผนของคณะอนุกรรมการสรรหาฯ และฝ่ายบริหาร พอช. ที่ใช้เล่ห์กลแบบแยบยล เพื่อ "ล็อคสะเป๊ค" คนของตนเองให้ได้เป็น คณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (บอร์ด พอช.) ในสัดส่วนของ "ผู้แทนองค์กรชุมชน" ให้ได้คนในการ “อุปถัมป์” ของฝ่ายตนเอง ซึ่งจะนำไปสู่การรักษาอำนาจของฝ่ายบริหาร พอช.บางคนและถือเป็นการส่อเจตนารมย์ที่ไม่บริสุทธิ์ ทาให้กระบวนการสรรหาบอร์ด พอช.ในครั้งนี้ต้องมีมลทินมัวหมอง "ไม่ถูกต้อง ไม่เรียบร้อย ไม่เปิดเผย" ด้วยประการทั้งปวง
4.) ในส่วนของ "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" นั้น, ในสมัยที่ผ่านมา "ภาคประชาสังคม" ไม่ได้รับการสรรหาเป็นบอร์ด พอช.แต่อย่างใด, ซึ่งเป็นการลดทอนบทบาท ความสำคัญของขบวนการ "ภาคประชาสังคม" ลงอย่างสิ้นเชิง, และถือเป็นการทรยศต่อข้อตกลงร่วมของกลุ่มที่ร่วมเคลื่อนไหว ผลักดัน ผู้ให้กำเนิด พอช.ขึ้นมานั่นเอง
ด้วยเหตุดังนั้น "คณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคอีสาน" (คปอ.ภาคอีสาน) จึงไม่เห็นด้วย และขอคัดค้าน "ประกาศกำหนดกระบวนการ ขั้นตอน และวิธีการสรรหาฯ" และมีข้อเสนอ ดังนี้
1. ให้คืน "อำนาจหน้าที่" ในการสรรหาตามขั้นตอนการ "ช่วยพิจารณากลั่นกรอง" ในระดับภาค ให้กับ "อนุกรรมการภาค" ตามเดิมที่เคยปฏิบัติมา
2. ให้คงไว้ซึ่ง "ผู้แทนองค์กรชุมชน" จาก 5 ภาค ๆ ละ 3 คนตามเดิม เพื่อให้มีตัวเลือกในการสรรหาที่เหมาะสมมากขึ้น
3. ให้ "กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ" มาจากภาคประชาสังคมเท่านั้น หรือให้เพิ่มองค์ประกอบให้มีสัดส่วนของ "กรรมการภาคประชาสังคม" ในคณะกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน หรือ "บอร์ด พอช." ในอนาคต
4. ให้ "ประธานกรรมการ" มาจากภาคประชาชน หรือ ภาคประชาสังคม หรือนักวิชาการที่มีประสบการณ์ความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาองค์กรชุมชน ไม่เอานักธุรกิจการเงิน, ไม่เอาอดีตข้าราชการเกษียณที่มีแนวความคิดแบบรัฐราชการรวมศูนย์
นับจากนี้ไป ถ้าไม่ได้รับการตอบสนองตามข้อเรียกร้องดังกล่าวทาง "คณะประสานงานองค์กรชุมชนภาคอีสาน" (คปอ.ภาคอีสาน) จะประสานความร่วมมือ ผนึกพลังกับพี่น้อง คปอ.ทั่วประเทศและภาคีองค์กรแนวร่วม เพื่อกำหนดมาตรการในการเคลื่อนไหว ผลักดัน ให้บรรลุเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของขบวนการประชาชนและภาคประชาสังคมต่อไป
