'อนุทิน' ระบุรัฐบาลยกปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์เป็นวาระแห่งชาติ ตั้งคณะอนุกรรมการ 5 ชุด ยังไม่ได้ตั้ง 'วรภัค ธันยาวงษ์' เป็นประธานคณะทำงาน เผยพบคนถือสัญชาติไทยและสัญชาติมีความเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์
NBT Connext รายงานเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2569 ว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แถลงผลการประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ครั้งที่ 1/2568 ว่า เป็นการประชุมร่วมกัน เพื่อให้ทุกหน่วยรับทราบ ว่า ขณะนี้ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาอาชญากรรมระดับโลก ดังนั้น รัฐบาลถือว่าเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อจะได้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ และให้ทุกกระทรวง ทุกหน่วยงาน ได้บูรณาการร่วมมือแก้ปัญหานี้ และทราบว่าแต่ละหน่วยงานได้ทำงานอย่างเต็มที่ ทั้งการจับกุม ยึดทรัพย์ ผู้กระทำความผิดจำนวนมากระดับหมื่นล้านแต่ขาดการประชาสัมพันธ์ จึงอยากให้ความมั่นใจกับประชาชน ว่า รัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย สั่งการให้ดำเนินการอย่างเข้มข้นมากขึ้น
ส่วนกระแสข่าวสแกมเมอร์บางส่วนมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ทราบอยู่ทั่วไป แต่ฐานหลักยังอยู่อีกฝั่งหนึ่งของไทย วันนี้เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ เลขาธิการ กสทช. ยืนยันว่า สัญญาณที่ส่งไปทางตรงได้ปิดหมดแล้ว ส่วนจะมีการส่งสัญญาณทางอ้อมหรือไม่อย่างไรนั้น ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องขอความร่วมมือกับประเทศต้นทาง ซึ่งจะต้องแจ้งไปกัมพูชา เพราะเป็นหนึ่งในเงื่อนไขการเจรจาสันติภาพ ว่า จะต้องดำเนินการปราบปรามสแกมเมอร์อย่างเป็นรูปธรรม
นายอนุทิน ยังยืนยันว่า ที่ประชุมไม่ได้แต่งตั้งนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะทำงานจัดการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ มีเพียงการตั้งคณะอนุกรรมการประมาณ 5 ชุด ที่มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงยุติธรรม สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ สำนักงาน ปปง. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดีอี และกระทรวงมหาดไทย ดำเนินการร่วมกัน ส่วนประธานนั้นยังไม่มีชื่อใคร ซึ่งอธิบดีกรมการปกครอง ที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการชุดนี้ จะไปรวบรวมรายชื่อ เพื่อส่งให้ตนเองพิจารณาแต่งตั้งก่อน
นายกฯ ยังกล่าวถึงมาตรการขั้นรุนแรง หรือ ยาแรง ในการปราบสแกมเมอร์ ว่า เลขาสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือ เลขา สมช. จะต้องทำการตัด หรือ ปิดสัญญาณระบบการสนับสนุนสัญญาณอินเตอร์เน็ต ซึ่งมีมติครอบคลุมดูแลเรื่องนี้ไว้อยู่แล้ว โดยมี 9 หน่วยงานในสังกัด สามารถดำเนินการหยุดให้บริการ หรือ การให้สนับสนุนสิ่งที่จะนำไปให้คนทำผิดกฎหมายนำไปกระทำผิด ซึ่งพื้นที่ตัดเน็ตหลัก ๆ คือ ฝั่งชายแดนไทย - กัมพูชา
นายกฯ ยังระบุถึงกระแสข่าวเกาหลีใต้ ให้ข้อมูลมีนักการเมืองไทยอย่างน้อย 7 คน เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ ว่า เมื่อวานได้นั่งรอรายชื่อว่าเมื่อไหร่จะมา แต่วันนี้ก็มีการปฏิเสธ ซึ่งถือว่าตรงนั้นเป็นข่าวที่ไม่จริง และสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีก็เป็นคนออกมาปฏิเสธแล้ว แต่มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง ถ้ามีข้อมูล หรือ มีหลักฐานเส้นทางการเงินอยู่แล้ว ยืนยันว่า ไม่ว่าจะชื่ออะไร ตำแหน่งอะไร ถ้าพฤติกรรมเข้าข่ายการกระทำความผิดชัดเจน และมีหลักฐานของการกระทำผิดก็จะดำเนินการทั้งหมด
นายกฯ ยังเปิดเผยอีกว่า มีคนกระทำผิดที่ถือสัญชาติไทย และถือสัญชาติอื่นอยู่ด้วย มีความเชื่อมโยงกับสแกมเมอร์ ซึ่งได้สั่งการให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย และอธิบดีกรมการปกครองไปดำเนินการตรวจสอบคนที่ขอสัญชาติ โดยเฉพาะการขอสัญชาติไทย แต่ยังถือสัญชาติอื่นอยู่ ซึ่งจะดำเนินการถอนสัญชาติ รวมถึง หากพบว่า มีบุคคลสำคัญ หรือ บริษัทต่าง ๆ หากเชื่อมโยงถึงใครก็จะต้องดำเนินคดี โดยดูที่พฤติกรรม ไม่ว่าใคร หรือ เครือข่ายไหน ก็ต้องถูกดำเนินคดี เพราะวันนี้เป็นเรื่องของวาระแห่งชาติ เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญ ถ้าไม่ดำเนินการอย่างเด็ดขาด หรือ เข้มงวด เวลาไปเจรจาต่าง ๆ ทั้งการทูต การลงทุน รวมถึงเจรจาความเมือง เรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ทำให้ไทยเสียเปรียบ หรือ ถูกกดดัน ดังนั้น ต้องดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด
ขณะเดียวกัน หากฝ่ายค้านมีข้อมูลสามารถเปิดเผยได้เลย เพื่อที่รัฐบาลจะดำเนินการได้ง่าย ไม่ต้องคาดเดาว่าเป็นใคร หรือ ดำเนินคดีใครผิด ๆ ถูก ๆ ซึ่งฝ่ายตรวจสอบหากมีข้อมูล ไม่ต้องรออภิปราย สามารถดำเนินการเปิดเผย หรือ ส่งรายชื่อมาได้อย่างเป็นทางการ เพราะรัฐบาลต้องดำเนินการอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า คณะกรรมการชุดนี้ สามารถตรวจสอบได้เลย ว่า ใครที่มีความเชื่อมกับสถาบันทางการเมืองหรือไม่ ซึ่งวันนี้ที่ประชุมได้ร้องขอให้เพิ่มอัยการสูงสุด อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ปลัดกระทรวง และอีกหลายหน่วยงาน เข้ามาร่วมด้วยนั้น ตนเองได้ให้เลขานุการไปดำเนินการยกร่างคำสั่งใหม่ เพื่อที่จะให้การลงนามแต่งตั้งต่อไป
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องการสั่งให้ตัดไฟตัดเน็ตนั้น ที่ผ่านมาเคยคุยเรื่องนี้กันแล้ว นายกรัฐมนตรี จึงสั่งการให้ไปตรวจสอบดู ถ้ามีการลักลอบ ก็ขอให้ตัดไฟตัดเน็ตในพื้นที่เลย โดยเฉพาะพื้นที่ปอยเปต ที่แม้จะเคยดำเนินการไปในช่วงที่เกิด สถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา และบริเวณใกล้เคียง รวมถึงฝั่งเมียนมาที่มีกรณีร้องเรียนเรื่องสแกมเมอร์ ซึ่งครั้งก่อนที่ตัดล่าช้า เพราะต้องรอมติของ สมช. แต่ สมช. แจ้งว่ามติครั้งนั้นมีผลสามารถดำเนินการได้เลย นายกรัฐมนตรี จึงขอให้ กสทช. ไปตรวจสอบเป็นหลัก และเอาข้อมูลมารายงานต่อไป พร้อมย้ำว่า ต้องไม่มีการจำหน่ายให้กลุ่มสแกมเมอร์ หรือ ในพื้นที่ที่มีมีการเฝ้าระวัง
ส่วนกลุ่มคนที่เข้าข่ายเกี่ยวพันกับสแกมเมอร์ ปปง. และตำรวจ ได้เสนอนายกรัฐมนตรีมาแล้ว และได้ให้กรมการปกครองไปถอนสัญชาติบุคคลเหล่านั้น
