112WATCH พูดคุยกับ เก่งกิจ กิตติเรียงลาภ รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถึงขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มองเห็นปัญหาความเหลื่อมล้ำในมุมมองที่กว้างมากขึ้น ทำให้เกิดกลุ่มเคลื่อนไหวด้านแรงงานในอุตสหากรรมใหม่ๆ ที่เชื่อมโยงปัญหาความเหลื่อมล้ำกับปัญหาระบบการปกครองของไทยในทุกมิติชีวิต แต่พื้นที่การแสดงความคิดเห็นแบบเสรีกลับกำลังหดหายไปจากสังคม แม้ว่าเรื่องราวจะถูกแบ่งปันกันมากขึ้นขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่การตีความกฎหมายมาตรา 112 ก็ขยายไปจากตัวบทกฎหมายมากขึ้นด้วยเช่นกัน
ในฐานะที่อาจารย์ศึกษาเรื่องชนชั้นและมาร์กซิสต์ อาจารย์มองว่าการเรียกร้องประชาธิปไตยและการปฏิรูปสถาบันของคนรุ่นใหม่ในวันนี้ แท้จริงแล้วมันคือการต่อสู้เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมไปพร้อม ๆ กันด้วยหรือไม่? และการเคลื่อนไหวนี้กำลังบอกอะไรเกี่ยวกับอนาคตของประเทศไทย?
เก่งกิจ - ผมคิดว่าเรื่องนี้ชัดเจนมากขึ้นในช่วงหลังรัฐประหารปี 2557 เป็นต้นมา โดยเฉพาะการเกิดขึ้นของม็อบคนรุ่นใหม่ในปี 2563 ที่ข้อเรียกร้องหรือประเด็นที่ถูกยกขึ้นมาในม็อบมีการแพครวมกันหลายประเด็น ที่ไม่ใช่แค่ขับไล่เผด็จการเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของสิทธิทางเพศ รัฐสวัสดิการ ความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา ความไม่มั่นคงในชีวิตในอนาคต หรือแม้แต่กระแสการย้ายประเทศก็ชัดเจนว่า เต็มไปด้วยมิติความเหลื่อมล้ำที่กินความไปถึงการไม่มีอนาคตด้วย เนื้อหาสำคัญมากๆ ของเรื่องนี้ก็คือ ผู้เรียกร้องประชาธิปไตยชัดเจนว่า ภายใต้ระบอบเผด็จการ ประเทศไทยเหลื่อมล้ำมากขึ้น ไม่มีโอกาสในการยกระดับพัฒนาชีวิตเลย และหากไร้ซึ่งประชาธิปไตย การสร้างสังคมที่เสมอก็เป็นไปได้ยาก และในทางกลับกัน ความเหลื่อมล้ำที่มหาศาลขนาดนั้นก็บ่อนเซาะการสร้างประชาธิปไตยและการทำให้ประชาธิปไตยมีความมั่นคงด้วย
ผมนึกถึงเมื่อช่วงก่อนรัฐประหารปี 2549 นักกิจกรรมแนวสังคมนิยมและแนวรัฐสวัสดิการเริ่มก่อตัวขึ้น สมัยนั้น อาจารย์ษัษฐรัมย์เป็นนักกิจกรรมในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับผม เราทำงานด้านแรงงานและเรียกร้องรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นประเด็นที่จุดติดมากในหมู่นักกิจกรรมสายแรงงานและแรงงานในสายสหภาพเอกชน แต่สำหรับนักกิจกรรมในแวดวงอื่น ๆ ที่สนับสนุนประชาธิปไตยนั้น พวกเขามองว่า รัฐสวัสดิการไม่เกี่ยวกับประชาธิปไตย มันเป็นปัญหาปากท้อง และในสายที่ปฏิเสธรัฐก็จะมองว่า รัฐสวัสดิการคือการเพิ่มอำนาจให้รัฐมากเกินไป ทำให้การเรียกร้องหรือประเด็นรัฐสวัสดิการไม่ค่อยได้รับการพูดถึง
แต่การที่ประเด็นรัฐสวัสดิการได้รับการพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลังนี่คือความก้าวหน้าสำคัญที่มิติความเหลื่อมล้ำทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการเมืองกลายมาเป็นเรื่องเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ความหมายของประชาธิปไตยมันครอบคลุมและขยายไปคลุมทุกมิติของชีวิต ซึ่งผมว่าน่าสนใจ
ในโลกยุคใหม่ที่คนทำงานส่วนใหญ่ใช้ความรู้และความคิดสร้างสรรค์ (แรงงานอวัตถุ) แต่อาจารย์ก็เห็นว่าคนยังถูกกดขี่ คิดว่าคนทำงานกลุ่มนี้ควรจะได้รับสวัสดิการหรือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่แตกต่างจากเดิมอย่างไร เพื่อให้พวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้จริง?
ผมคิดว่า แนวโน้มของโลกก็คือ คนทำงานหรือแรงงานทั้งโลกกำลังเดินเข้าไปสู่การผลิตที่เน้นความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และอารมณ์ความรู้สึก แรงงานประเภทนี้ไม่ได้จำกัดแค่คนทำงานในเศรษฐกิจสร้างสรรค์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงแรงงานในภาคบริการซึ่งกลายมาเป็น sector ทางเศรษฐกิจที่ใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทยด้วย
อย่างไรก็ดี สถานะของแรงงานในประเทศไทยก็กำลังง่อนแง่นอย่างมาก การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมอุตสาหกรรมในช่วงหนึ่งทำให้สหภาพแรงงานและขบวนการแรงงานขยายตัว แต่การเปลี่ยนผ่านระลอกใหม่ที่แรงงานถูกจ้างงานแบบยืดหยุ่น รวมถึงงานในภาคบริการที่ขยายตัวมากขึ้นในช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมาก็กำลังบั่นทอนความเข้มแข็งของขบวนการแรงงาน ลองนึกถึงว่า คนที่มีบทบาทออกมาต่อต้านรัฐประหารปี 2534 ก็คือ ขบวนการแรงงาน คุณทนง โพธิ์อ่าน ผู้นำแรงงานคือคนแรกที่ถูกอุ้มหายเพราะออกมาคัดค้านรัฐประหารในปีนั้น แต่พอมาปี 2549 ผู้นำแรงงานอย่างสมศักดิ์ โกศัยสุข กลับเป็นแกนนำของขบวนการเสื้อเหลือง เราจะเห็นกรเปลี่ยนแปลงนี้ได้อย่างชัดเจนจากกรณีข้างต้น
ความน่าสนใจเกิดขึ้นหลังปี 2557 เป็นต้นมา ที่แรงงานรุ่นใหม่ ๆ หน่อย (คือไม่ใช่รุ่นสมศักดิ์) กลายมาเป็นพลังของฝ่ายประชาธิปไตย หลายคนที่เคยมีส่วนเรียกร้องรัฐสวัสดิการ ซึ่งเป็นแรงงานจากภาคเอกชน กลายมาเป็นนักกิจกรรมคัดค้านรัฐประหารอย่างแข็งขัน และหลายคนอยู่ในปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคอนาคตใหม่และพรรคก้าวไกล เช่น คุณเซีย จำปาทอง ซึ่งเป็นนักสหภาพแรงงานที่ผมมีโอกาสทำงานด้วยตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา ตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร 2549 จนร่วมกันต่อต้านรัฐประหาร และเรียกร้องรัฐสวัสดิการ
แม้ว่าขบวนการแรงงานจะดูอ่อนแอลงไป แต่ผมเห็นการเกิดใหม่ที่มาพร้อมกับการเกิดระลอกการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนี้ เช่น สหภาพไรเดอร์ สหภาพคนทำงาน และสหภาพบาริสต้า ซึ่งเป็นสหภาพของคนรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและรูปแบบการจ้างงานใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สหภาพเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในวิพากษ์ระบอบเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตย รวมถึงการเรียกร้องรัฐสวัสดิการในช่วงที่ผ่านมา หากปราศจากการรวมกลุ่มใหม่ๆ ของแรงงานเหล่านี้ การเรียกร้องรัฐสวัสดิการก็อาจจะเป็นแค่ชายขอบอยู่
อาจารย์คิดว่าการที่รัฐใช้กฎหมายที่เข้มงวด เช่น มาตรา 112 กับประชาชนและนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก เป็นวิธีที่รัฐใช้เพื่อปกป้องตัวเองจากความเปลี่ยนแปลงอย่างไร? และการใช้กฎหมายแบบนี้ส่งผลเสียต่อการพัฒนาประเทศและสังคมในระยะยาวแค่ไหน?
การใช้กฎหมาย 112 นี่นอกจากจะใช้เพื่อปกป้องระบอบเผด็จการที่มียอดสุดเป็นสถาบันเก่าแก่แล้ว ยังใช้เพื่อกดปราบเสรีภาพในภาพรวมของประชาชนของรัฐไทยด้วย การใช้ 112 แบบหว่านแห ใครฟ้องก็ได้ และศาลก็ไม่กล้าปฏิเสธนั้นกลายมาเป็นบรรทัดฐานที่รัฐและชนชั้นนำไฟเขียว การขยายตัวของ 112 ยังทำให้การฟ้องปิดปาก เช่น คดีหมิ่นประมาท คดีคอมพิวเตอร์ และอื่น ๆ ขยายตัวขึ้น พูดง่าย ๆ ก็คือ หลายเรื่องถูกทำให้รุนแรงมากขึ้นด้วยการเมืองที่เป็นเผด็จการ กล่าวอีกอย่างก็คือ การทำให้ความขัดแย้งและความเห็นต่างกลายเป็นคดีการเมือง
ทั้งหมดนี้เป็นการร่วมมือกันของชนชั้นนำไทย ที่รวมทั้งชนชั้นนำจารีต กองทัพ และชนชั้นนำทางเศรษฐกิจ พวกเขาได้ประโยชน์จากการที่ระบอบการเมืองมีลักษณะเช่นนี้และไม่มีการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน ยิ่งข้อเรียกร้องของการเปลี่ยนแปลงของฝ่ายประชาธิปไตยขยายออกไปครอบคลุมมิติที่กว้างขวางมากขึ้นเท่าไร ชนชั้นนำยิ่งกลัว และยิ่งอาศัยข้ออ้างว่าด้วยการล้มล้างสถาบันฯ เป็นข้ออ้างในการปราบปรามและผลักฝ่ายประชาธิปไตยออกไป
ในแง่ภาพลักษณ์นั้นแน่นอนว่า ประเทศไทยดูเป็นเผด็จการในสายตาชาวโลก และในสายตาของคนไทย โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่เองที่โตมากับบรรยากาศทางความคิดและเงื่อนไขทางเทคโนโลยีที่ควรจะรองรับเสรีภาพทางการแสดงความเห็น ผมว่าในระยะไม่นาน (ไม่ต้องระยะยาว) ความขัดแย้งนี้จะรุนแรงมากขึ้น และการใช้ 112 หรือข้ออ้างว่าด้วยการปกป้องสถาบันฯ อย่างบ้าคลั่งจะกลายเป็นเรื่องน่าสมเพชและเรื่องตลกสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ไม่อินกับสถาบันฯ ซึ่งจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ช่วงนี้เราเห็นอาจารย์หลายท่านออกมาพูดเรื่องการเมืองอย่างเปิดเผย อาจารย์มองว่าบทบาทของนักวิชาการในสังคมที่ความคิดเห็นยังไม่เป็นอิสระเต็มที่ ได้เปลี่ยนไปแล้วหรือยัง? และการที่อาจารย์ออกมาพูดอย่างตรงไปตรงมามีความสำคัญอย่างไรต่ออนาคตของการศึกษาและประชาธิปไตย?
เอาจริง ๆ ผมว่าสัก 20 ปีก่อน เราพูดกันได้เยอะกว่านี้ หมายความว่า เราพูดอะไรกันได้เปิดเผยกว่านี้ เช่น ในเว็บบอร์ด หรือพื้นที่อื่น ๆ แต่การพูดก็ยังเหมือนการซุบซิบเม้ามอยหรือแชร์เอกสารข้อมูล ซึ่งก็มีคนไม่มาก แล้วก็ไม่ได้พูดเปิดหน้า แต่ตอนนี้หลายเรื่องถูกรับรู้มากขึ้นจากความพยายามขยายพื้นที่ของคนรุ่นก่อน โดยมีคนมากขึ้นเข้ามามีบทบาทในการพูดในที่สาธารณะ นักวิชาการก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศนี้ที่ออกมาเปิดหน้ามากขึ้น แต่ผมว่าก็ยังไม่เรียกว่าสังคมเราก้าวหน้าไปมากนัก เพราะในความเป็นจริง เพดานหรือขอบเขตของการพูดของเราหดลงอย่างมาก หลายเรื่องที่เราเคยพูดกันก็พูดไม่ได้แล้ว เพราะการตีความกฎหมายตอนนี้มันกว้างขวางและบ้าคลั่งมาก
ผมคิดว่า นักวิชาการซึ่งใช้ชีวิตและหากินกับการเขียน คำพูด และการใช้ภาษาในภาพรวมน่าจะช่วยกันมากขึ้นกว่านี้ บางทีผมก็เข้าใจว่า ด้วยความเป็นวิชาชีพ เราไม่ถนัดเรื่องไหน เราก็จะไม่อยากแสดงความเห็น แต่ผมว่าพื้นที่แบบโซเชียลมีเดียทุกวันนี้มันไม่ได้เรียกร้องให้เราต้องเชี่ยวชาญทุกเรื่อง บางทีเราทำอะไรได้หลายๆ อย่าง หลาย ๆ ช่องทางในการสนับสนุนขบวนการประชาธิปไตย การพูดอะไรแบบไม่ซีเรียส ไม่อยู่ในมาดแบบวิชาการมาก ๆ ก็เป็นเรื่องที่เราอาจะทำได้มากขึ้น และน่าทำ
โอกาสของการเปลี่ยนแปลง: ในสถานการณ์ที่การเมืองยังคงตึงเครียดและคนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก อาจารย์มองเห็น "ทางออก" หรือ "ความเป็นไปได้" ที่จะทำให้สังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปในทางที่ดีขึ้นและเป็นธรรมได้อย่างไรบ้าง? อะไรคือพลังสำคัญที่จะนำไปสู่สิ่งนั้นได้จริง?
ผมมั่นใจตลอดมาว่า เรามีทางออกและเป็นไปได้อย่างมากที่ประชาชนจะชนะ สังคมไทยเป็นส่วนหนึ่งของโลก ในขณะนี้ โลกมันเปลี่ยนไวมาก โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยี ซึ่งมันไปปรับเปลี่ยนขยับขยายมุมมองโลกทัศน์ของผู้คน รวมถึงมันไปเสริมให้การเชื่อมต่อกันเกิดขึ้นได้ มันจะกลายเป็นเรื่องตลกมากขึ้นเรื่อย ๆ ที่รัฐหรือชนชั้นนำจะอ้างได้ว่า ตนเองเป็นเทวดา หรือประเทศไทยดีที่สุดในโลก หรือแม้แต่การปลุกกระแสคลั่งชาติ ผมว่าคนรุ่นใหม่ ๆ ที่โตมาในบรรยากาศการเปลี่ยนแปลงนี้ไม่อิน และมองว่าไร้สาระ
กระแสคลั่งชาติของกัน จอมพลัง นี่นักศึกษาผมไม่อินด้วยเลย ถามใครก็บอกว่าไม่ชอบ คำถามคือ คนที่เอากับการคลั่งชาติอยู่ตรงไหน ผมว่าส่วนมากคือพวกคนรุ่น 40 ขึ้นไป โดยเฉพาะพวกที่โตมากับสื่อแบบเก่า และเคยชินกับเรื่องเล่าแบบเก่า ที่คนรุ่นหลังๆ ไม่อินแล้ว
ทว่า ปัญหาใหญ่ก็คือ แม้ว่าความคิดคนจะเปลี่ยนแปลงไปด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ มันเปลี่ยน แต่โอกาสการรวมกลุ่มกันเป็น “ขบวนการ” มันเกิดยาก และผมว่าเกิดยากขึ้นเรื่อย ๆ เราอาจจะเห็นม็อบ หรือแม้แต่พรรคการเมืองใหม่ ๆ ที่เข้ามานำการขับเคลื่อน แต่เราจะไม่เห็นขบวนการที่ยืนระยะและรวบรวมคนเข้ามา ผมไม่มั่นใจว่า ในสถานการณ์ที่ม็อบเกิดง่าย ขบวนการยังจะเกิดได้หรือไม่ หรือเรายังจำเป็นต้องมีขบวนการหรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องคุยกันซีเรียสมากขึ้น หรือเราจะให้พรรคเป็นตัวนำไปเลย ซึ่งผมคิดว่า ถ้าเราฝากความหวังให้พรรคนำโดยไม่มีการเมืองนอกสภา โอกาสเปลี่ยนอะไรก็ยาก และพรรคการเมืองก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเกมรัฐสภาที่มองไปไกลมากไม่ได้
ส่วนตัวผมยังเชื่อว่า เราต้องมีขบวนการเคลื่อนไหวที่เข้มแข็ง แต่มันจะมีหน้าตาอย่างไร อันนี้อยากให้เราริเริ่มคุยกัน
