Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อนุ กมธ.สิทธิมนุษยชนฯ วุฒิสภา ติดตามความคืบหน้าคดีลักพากรณี 'อโนชา ปันจ้อย' ชาวเชียงใหม่ ไปเกาหลีเหนือ กว่า 40 ปี พร้อมหารือกฎหมายป้องกันคดีเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิและประชาชน ผู้แสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ


ภาพจาก: Charles Jenkins (อ้างใน NK News) 

สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา รายงานเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 ว่า  นายวีระศักดิ์ วิจิตร์แสงศรี ประธานอนุกรรมาธิการ (กมธ.) สิทธิมนุษยชน สิทธิ และเสรีภาพ ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าคดีลักพาตัวชาวไทยโดยรัฐบาลเกาหลีเหนือ กรณีนางสาวอโนชา ปันจ้อย ชาวสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ โดยเชิญนายโทโมฮารุ เอบีฮาระ ประธานกลุ่มช่วยเหลือผู้ถูกลักพาตัวโดยเกาหลีเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมให้ข้อมูล โดยระบุว่า นางสาวอโนชา ได้เดินทางไปทำงานที่เขตบริหารพิเศษมาเก๊า สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนจะถูกรัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลีลักพาตัว ซึ่งเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมากว่า 40 ปี และส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ เพื่อให้ปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปรรรมและจริงจัง รัฐบาลควรผลักดันให้มีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเสริมความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลเกาหลีเหนือให้เร่งแก้ไขปัญหา และคืนสิทธิให้ครอบครัวผู้สูญหายอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาศึกษาร่างพระราชบัญญัติป้องกันการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์เพื่อระงับการมีส่วนร่วมของสาธารณชน พ.ศ. .... หรือร่าง พ.ร.บ.ป้องกัน SLAPP การฟ้องคดีเพื่อปิดปาก รวมถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งเสนอโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยเชิญนางสาวชลธิชา แจ้งเร็ว และนายอนุสรณ์ แก้ววิเชียร สส. พรรคประชาชน เข้าร่วมให้ข้อมูล ซึ่งร่างกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ เป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้มีการนำประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(หรือที่เรียกว่ากฎหมายสี่มุมเมือง) ป้องกันการถูกนำมาใช้ฟ้องร้องเพื่อข่มขู่ ปิดปาก หรือสกัดกั้นการทำงานของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และประชาชนที่แสดงความคิดเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ลดภาระในกระบวนการยุติธรรม และปรับเปลี่ยนโทษในการรับผิดที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ ที่ประชุม อนุ กมธ.ได้แสดงความคิดเห็นและมีข้อเสนอแนะว่า การแก้ปัญหาเชิงระบบและการบูรณาการร่วมกันเพื่อพัฒนาระบบยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ จะตอบโจทย์ได้มากกว่าการแก้ไขกฎหมายเพียงฉบับเดียว พร้อมเสนอให้พิจารณาแนวทางเสริมสร้างกลไกคุ้มครองผู้ใช้สิทธิอย่างรอบด้าน เพื่อระบบยุติธรรมของประเทศไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง