กอช. เตือนวิกฤตประชากรปี 2569 คนไทยตายมากกว่าเกิดต่อเนื่องปีที่ 5 แรงงานนอกระบบ “เลิกหวังพึ่งลูกหลาน” เร่งสร้างบำนาญพึ่งตนเอง
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เผยข้อมูลสถานการณ์ประชากรไทยปีล่าสุด พบสัญญาณอันตราย “เกิดน้อยกว่าตาย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 โดยเฉพาะจังหวัดสมุทรสงครามที่มีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 600 คนต่อปี สะท้อนโครงสร้างสังคมเปลี่ยนผ่านสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ เร่งรณรงค์แรงงานนอกระบบและอาชีพอิสระทั่วประเทศ วางแผนการเงินผ่านการออมกับ กอช. เพื่อสร้างหลักประกันบำนาญให้ตัวเองในยุคที่พึ่งพาลูกหลานได้ยากขึ้น
วิกฤตเด็กเกิดใหม่ เมื่อ “ที่พึ่งในอนาคต” มีจำนวนลดลง จากข้อมูลสถิติประชากรทางการทะเบียนราษฎรของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2568 พบว่าประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน ซึ่งถือเป็น ตัวเลขที่ต่ำกว่า 5 แสนคนต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 สวนทางกับจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีถึง 559,684 คน ส่งผลให้ไทยอยู่ในภาวะ “ตายมากกว่าเกิด” สูงถึง 143,110 คน นอกจากนี้ ข้อมูลจาก สารประชากรมหาวิทยาลัยมหิดล ปี 2569 ระบุว่า อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนบุตรเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ ลดลงเหลือเพียง 0.86 คน ซึ่งต่ำกว่าระดับที่สากลยอมรับอย่างมาก
เปิดลิสต์จังหวัดเกิดน้อย สมุทรสงครามครองแชมป์ ข้อมูลรายจังหวัดระบุว่า จังหวัดสมุทรสงคราม มีจำนวนเด็กเกิดใหม่น้อยที่สุดในประเทศ เพียง 598 คนในปีที่ผ่านมา ตามมาด้วยชัยนาท (986 คน) และสิงห์บุรี (1,010 คน) ซึ่งสะท้อนถึงการลดลงของประชากรวัยแรงงานในพื้นที่และการย้ายถิ่นฐาน สถานการณ์นี้กำลังส่งสัญญาณว่า ในอนาคตอันใกล้ “แรงงานวัยทำงาน” หนึ่งคน จะต้องรับภาระดูแล “ผู้สูงอายุ” มากขึ้นหลายเท่าตัว
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เปิดเผย อัตราเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขสถิติ แต่มันคือสัญญาณเตือนแรงงานนอกระบบทุกคนว่า โมเดล “พึ่งพิงลูกหลาน” ในวัยเกษียณกำลังมีความเสี่ยงสูงขึ้น เมื่อเด็กเกิดใหม่น้อยลง ตัวเลขผู้เสียชีวิตสูงกว่าเด็กเกิดใหม่ ทำให้แรงงานหดตัว ส่งผลให้สวัสดิการรัฐถูกกดดัน และบีบให้ทุกคนต้อง “พึ่งพาตนเอง” ด้วยการวางแผนการออมเงิน เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ถือเป็นทางรอดเดียวที่มั่นคง
กอช. ทางออกของแรงงานอิสระในยุคประชากรหดตัว เพื่อรับมือกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป กอช. ขอเชิญชวนให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ แรงงานนอกระบบ พ่อค้าแม่ค้า เกษตรกร และนักเรียน นักศึกษา ที่มีอายุ 15-60 ปี เร่งสร้าง “เงินบำนาญ” ด้วยตัวเองผ่านจุดเด่นของ กอช.
1. รัฐช่วยออม เมื่อออมเงิน รัฐบาลจะสมทบเพิ่มให้สูงสุด 100% ตามช่วงอายุ ไม่เกิน 1,800 บาทต่อปี (เงื่อนไขตาม พ.ร.บ. กอช.)
2. ลดหย่อนภาษี เงินออมนำไปลดหย่อนภาษีได้เต็มจำนวนสูงสุด 30,000 บาทต่อปี
3. ความมั่นคงสูง รัฐบาลค้ำประกันผลตอบแทน
4. เริ่มต้นง่าย ออมขั้นต่ำเพียง 50 บาทต่อครั้ง สูงสุด 30,000 บาทต่อปี ไม่ต้องออมเท่ากันทุกเดือน มีมาก ออมมาก มีน้อยออมน้อย
สำหรับผู้ที่สนใจสมัครเป็นสมาชิก กอช. สามารถตรวจสอบสิทธิ์ สมัครและส่งเงินออมผ่านแอปพลิเคชัน กอช., myAIS, TrueMoney หรือที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง (ธ.ก.ส., ธอส., ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย) รวมถึงเคาน์เตอร์เซอร์วิส (7-Eleven) ทั่วประเทศ
“ออมเงินกับ กอช. วันนี้ เพื่อวันที่คุณเกษียณอย่างภาคภูมิใจ ไม่เป็นภาระใครในอนาคต”
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม มาเป็นครอบครัวเงินออมได้ที่ : Line @nsf.th
ฝากติดตามข่าวสารและกิจกรรมของกองทุนการออมแห่งชาติได้ที่ :
• Facebook: กองทุนการออมแห่งชาติ-กอช. • แอปพลิเคชัน กอช.• เว็บไซต์: www.nsf.or.th
• สายด่วนเงินออม 02-0499000 ได้ทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.30-17.30 น.
ที่มา: กรมประชาสัมพันธ์, 12/7/2569
รัฐบาลเผยคืบหน้าผลิต “อาสาพยาบาลชุมชน” เริ่มเปิดรับ ก.ค. คัดเลือก ส.ค ประกาศผลคัดเลือก ก.ย. เริ่มอบรม ต.ค ตั้งเป้าผลิตรุ่นแรก 7,256 คน
นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดยกระทรวงสาธารณสุขเดินหน้านโยบายอาสาพยาบาลชุมชน (อสพ.) ซึ่งมีความคืบหน้าตามลำดับอย่างชัดเจน ผ่านการขับเคลื่อนการทำงานของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ตั้งเป้าผลิตอาสาพยาบาลฯ ทำงานในชุมชน จำนวน 7,256 คน เข้าไปทำหน้าที่ดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย เชื่อมโยงการทำงานกับ รพ.สต. เพื่อเสริมสุขภาพในระดับปฐมภูมิให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ความคืบหน้าล่าสุด การดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ จะเริ่มจากเดือนกรกฎาคม 2569 และจะมีการประกาศเปิดรับสมัครคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ อย่างเป็นทางการ ในช่วงระหว่างวันที่ 13 – 27 ก.ค. 2569 โดยจะประกาศรับสมัครพร้อมกันทั่วประเทศ ทั้งนี้ ในวันที่ 31 ก.ค. 2569 อนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะตรวจสอบคุณสมบัติ และประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกเป็นอาสาพยาบาลฯ
จากนั้น ในเดือน ส.ค. 2569 จะมีการดำเนินการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระหว่างวันที่ 3 – 14 ส.ค. 2569 ต่อจากนั้นคณะอนุกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ระดับจังหวัด จะส่งผลการคัดเลือกไปยังคณะกรรมการคัดเลือกอาสาพยาบาลฯ ภายในเดือน ก.ย. 2569 และจะประกาศผลการคัดเลือก ในวันที่ 1 ก.ย. 2569 โดยจะประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ในเดือน ต.ค. 2569 ต่อจากนั้น จะเป็นช่วงเวลาของการเริ่มอบรมหลักสูตรอาสาพยาบาลฯ ต่อไป
นางสาวพลอยทะเล กล่าวต่อว่า กระทรวงสาธารณสุขคาดว่าจะผลิตอาสาพยาบาลฯ จำนวน ทั้งหมด 7,256 คน จัดสรรไปยัง 12 เขตสุขภาพทั่วประเทศ โดยให้ยึดฐานตำบลเป็นหลักในการ กระจายจำนวนอาสาพยาบาลฯ เพื่อที่จะได้เติมเต็มกำลังคนสุขภาพปฐมภูมิในระดับชุมชน ดังนี้ เขตสุขภาพที่ 1 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 769 คน เขตสุขภาพที่ 2 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 426 คน เขตสุขภาพที่ 3 จะได้อาสาพยาบาลฯ 420 คน เขตสุขภาพที่ 4 จะได้อาสาพยาบาล 713 คน เขตสุขภาพที่ 5 จะได้อาสาพยาบาลฯ 635 คน เขตสุขภาพที่ 6 จะได้อาสาพยาบาลฯ 531 คน เขตสุขภาพที่ 7 จะได้อาสาพยาบาลฯ 660 คน เขตสุขภาพที่ 8 จะได้อาสาพยาบาลฯ 664 คน เขตสุขภาพที่ 9 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 762 คน เขตสุขภาพที่ 10 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 613 คน เขตสุขภาพที่ 11 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 518 คน และเขตสุขภาพที่ 12 จะได้อาสาพยาบาลฯ จำนวน 565 คน
รัฐบาลยืนยันนโยบายผลิต "อาสาพยาบาลชุมชน" (อสพ.) ตั้งเป้าผลิตบุคลากรเพื่อเพิ่มกำลังคนในระบบสาธารณสุข ไม่ได้ทำงานซ้ำซ้อนกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือ Care Giver ที่มีอยู่เดิม ซึ่งจะปฏิบัติงานเชิงรุกร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการดูแลสุขภาพ ส่งเสริมคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย โดยมุ่งเน้นการดูแล 4 กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ 1)ผู้สูงอายุ/ติดเตียง 2)ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) 3)แม่และเด็ก และ 4)ผู้ป่วยจิตเวช/ยาเสพติด
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 11/6/2569
ลูกเรือมยุรีนารี 3 ราย ยื่นฟ้องเจ้าของเรือต่อศาลแรงงานกลาง ปมถูกเลิกจ้าง ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สู้รบที่ช่องแคบฮอร์มุซ
ที่ศาลแรงงานกลาง เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ค. นายกัณต์พัศฐ์ สิงห์ทอง ทนายความ นำนายปณิธิ ตุ้มแก้ว อายุ 42 ปี นายนพดล วงศ์สุวรรณ อายุ 33 ปี และนายสุรเดช แม่นปืน อายุ 32 ปี ลูกเรือมยุรีนารี 3 คน เดินทางมายื่นฟ้อง บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) (PSL), บริษัท พรีเชียส ฟลาวเวอร์ส จำกัด เจ้าของเรือมยุรี นารี (M/V Mayuree Naree), บริษัท เกรท เซอร์เคิล ชิปปิ้ง เอเยนซี่ จำกัด และนายสถาพร หกสี่ กัปตันเรือ ฐานละเมิด เมื่อนำลูกจ้างไปสู่ภาวะอันตรายและเรียกร้องค่าเสียหายจากการเจ็บป่วยและค่าเสียหายที่ไม่สามารถทำงานได้ในอนาคต ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420, 425
กรณีละเมิดจากการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อยู่ในสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกา และสาธารณะรัฐอิสลามอิหร่าน เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 โดยที่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือ ไออาร์จีซี (IRGC) ได้ออกประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ และห้ามมิให้เรือต่างชาติ เรือของรัฐต่างประเทศ ห้ามเรือทุกประเภทที่ไม่ได้รับอนุญาต เดินเรือผ่านช่องแคบ ทำให้ถูกเรือมยุรี นารี ถูกโจมตีและมีผู้เสียชีวิตและการฟ้องคดีแรงงานกรณีเลิกจ้างลูกเรือโดยไม่เป็นธรรม โดยละเลยไม่ดูแลจ่ายค่าชดเชย หรือค่ารักษาพยาบาลให้กับลูกเรือ “มยุรี นารี” ที่ปัจจุบันหลายรายป่วยด้วยโรค PTSD (โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ) ทำให้ปัจจุบันไม่อาจใช้ชีวิตปกติได้
นายกัณต์พัศฐ์ กล่าวว่า กลุ่มลูกเรือมายื่นฟ้องบริษัทชิปปิ้งวันนี้ เนื่องจากไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งเรื่องของผลกระทบจากการที่นำเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แล้วก็มีผู้เสียชีวิต ลูกเรือทั้ง 3 คนที่มาวันนี้ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้วว่า ป่วยเป็นโรค PTSD (Post-Traumatic Stress Disorder) หรือโรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ เป็นภาวะป่วยทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังเผชิญเหตุการณ์รุนแรง คงใช้เวลาพอสมควรกว่าจะรักษาหายได้ ก่อนหน้านี้มีการพูดคุยเจรจากับบริษัทชิปปิ้งแล้ว ทางบริษัทปฏิเสธความรับผิดชอบ จึงจำเป็นต้องให้ศาลวินิจฉัย ว่าลูกเรือสมควรจะได้รับความคุ้มครองอย่างไร ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ผลกระทบที่เขาได้รับ
นายกัณต์พัศฐ์ กล่าวว่า เท่าที่ตนดูอาการทั้ง 3 คน คงไม่อาจทำอาชีพคนประจำเรือได้อีก เนื่องจากมีความเครียดจากการถูกยิงของเรือวันที่ 21 มี.ค. ที่ผ่านมา และมีความหวาดกลัวต่อเสียงดัง ทำให้อาจสูญเสียอาชีพคนทำงานประจำเรือได้เนื่องจากมีความหวาดกลัวว่าจะได้รับอันตราย ที่ผ่านมาจะได้มีการพูดคุยกับทางบริษัทนายจ้างเขาได้จ่ายชดเชยรายได้มาให้ลูกเรือทั้ง 3 คนละ เป็นเวลา 2 เดือน คือช่วงเดือนกุมภาพันธ์และมีนาคมและมีการบอกเลิกสัญญาจ้างในช่วงเดือนเมษายน ซึ่งทางบริษัทนายจ้างเห็นว่าเป็นการจ่ายค่าชดเชยแล้ว แต่สัญญาจ้างการเดินเรือมีสัญญาระยะเวลา 9 เดือน หางลูกเรือควรได้รับเงินชดเชยตามสัญญา
นายปณิธิ กล่าวว่า คนทำงานกับบริษัทนายจ้างแห่งนี้มานานตั้งแต่ 2015 เป็นเวลา 11 ปี โดยได้รับเงินเดือนตามสัญญาจ้างทุกครั้ง ส่วนเหตุผลในการเลิกจ้างนั้น ทางบริษัทต้องการให้ตนได้พักผ่อนรักษาอาการป่วย เพราะโรค PTSD ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิต มีภาวะกังวลแล้วก็ตกใจกับเสียงดัง มีความหวาดกลัวและยังไม่หายต้องอยู่ในความติดตามของแพทย์ผู้ให้การรักษาอย่างต่อเนื่อง ตนไม่สามารถเริ่มงานใหม่ได้
ภายหลังศาลได้รับคำฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำที่ ร 2990/2569 และกำหนดประเด็นข้อพิพาท วันที่ 28 ก.ย.2569 เวลา 09.00 น.
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 10/7/2569
ขอ รมว.แรงงาน ขยายเวลาลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม หลังผู้ลงทะเบียนไม่ถึง 8 แสนคน
นางสาวธนพร วิจันทร์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายผู้ใช้แรงงาน ตั้งกระทู้ถามทั่วไปถึง นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ต่อกรณีความล่าช้าในการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม และความชัดเจนในการใช้ระเบียบการเลือกตั้งเดิม
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานติดภารกิจ จึงได้มีการเลื่อนการตอบกระทู้ออกไปก่อน แต่นางสาวธนพรขอใช้โอกาสหารือถึงความสำคัญของกระทู้ดังกล่าว โดยระบุว่า ขณะนี้มีผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ประมาณ 11-12 ล้านคน แต่มีผู้ลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงประมาณ 800,000 คนเท่านั้น และเหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันก่อนปิดรับลงทะเบียนวันที่ 15 กรกฎาคม จึงเป็นเรื่องสำคัญที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานต้องตัดสินใจว่าจะขยายเวลาการลงทะเบียนหรือไม่ หากรัฐมนตรีไม่สามารถมาตอบกระทู้ได้ ก็ควรมอบหมายรัฐมนตรีคนอื่นมาตอบแทน เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อผู้ประกันตน
บอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันหมดวาระตั้งแต่วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 แต่กำหนดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 27 กันยายน 2569 ใช้เวลารวมเกือบ 210 วัน ทั้งที่วาระของบอร์ดมีเพียง 2 ปี และเป็นเรื่องที่ทราบล่วงหน้า จึงไม่ควรเกิดความล่าช้าเช่นนี้ พร้อมเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหลังการยุบสภาที่ใช้เวลาเพียง 45 วัน
นางสาวธนพร กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะต้องมีการลงทะเบียนทั้งฝั่งนายจ้างและฝั่งผู้ประกันตน แต่ระบบลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน SSO Plus ก็มีความยุ่งยาก แม้สำนักงานประกันสังคมจะระบุว่าเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพและมีผู้ใช้งานกว่า 5 ล้านคน แต่กลับมีผู้ลงทะเบียนเลือกตั้งไม่ถึง 800,000 คน จึงตั้งคำถามว่า สำนักงานประกันสังคมจะเร่งรัดการประชาสัมพันธ์และพิจารณาขยายเวลาลงทะเบียนหรือไม่
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2566 มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 900,000 คน แต่มีผู้มาใช้สิทธิจริงเพียง 100,000 คน สำนักงานประกันสังคมเคยประเมินหรือทบทวนสาเหตุหรือไม่ว่าทำไมผู้ประกันตนจึงไม่มาใช้สิทธิ ทั้งเรื่องความยุ่งยากของการลงทะเบียนและจำนวนหน่วยเลือกตั้งที่มีจำกัด แม้ล่าสุดจะมีการแก้ระเบียบให้มีหน่วยเลือกตั้งระดับอำเภอแล้วก็ตาม
นางสาวธนพร กล่าวว่า สำหรับการเลือกตั้งที่กำหนดจัดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 27 กันยายน นี้ หลายโรงงานหลายบริษัทไม่ได้หยุด ลูกจ้างจำนวนมากยังต้องทำงานในวันดังกล่าว จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานกำหนดมาตรการอำนวยความสะดวก และประสานสถานประกอบการให้ลูกจ้างสามารถออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ ทั้งนี้ ขอความชัดเจนจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานใน 2 ประเด็น ได้แก่ การขยายเวลาลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และมาตรการอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกันตนและนายจ้างสามารถไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้ พร้อมเชิญชวนผู้ประกันตนและนายจ้างที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนให้รีบดำเนินการและออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ได้คณะกรรมการประกันสังคมที่เข้ามาบริหารกองทุนประกันสังคมอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นตัวแทนของผู้ประกันตนอย่างแท้จริง
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/10/2569
พนักงานบริษัทผู้ผลิตสื่อโฆษณาร้องถูกบริษัทค้างจ่ายค่าจ้างหลายเดือน จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบ
นายวุฒากร นุตยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาชน รับหนังสือร้องเรียนจากประชาชน กรณีถูกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งค้างจ่ายค่าจ้าง โดยระบุว่า ผู้ร้องเรียนได้ติดต่อหน่วยงานด้านแรงงานมาแล้ว แต่การดำเนินการยังมีความล่าช้า ขณะที่มีผู้ได้รับผลกระทบหลายสิบราย
นายวุฒากร กล่าวว่า บริษัทที่ถูกร้องเรียนคือ บริษัท โมค่า ครีเอทีฟ มีเดีย ตั้งอยู่บริเวณถนนสามัคคี ตำบลท่าทราย จังหวัดนนทบุรี ประกอบธุรกิจผลิตสื่อโฆษณาและสตูดิโอไลฟ์ขายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยจากข้อมูลที่ได้รับ บริษัทมีความเชื่อมโยงกับธุรกิจจากประเทศจีน และมาตั้งสาขาในประเทศไทย ทั้งนี้ ผู้ร้องเรียนให้ข้อมูลว่า ปัญหาเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เมื่อบริษัทแจ้งว่าไม่สามารถโอนเงินจากฮ่องกงเข้ามาจ่ายเงินเดือนได้ เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลตรุษจีน ส่งผลให้พนักงานเกิดข้อสงสัยว่า เหตุใดบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจึงต้องรอเงินโอนจากต่างประเทศเพื่อใช้จ่ายค่าจ้าง
นายวุฒากร กล่าวต่อว่า ได้ประสานข้อมูลกับสถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ และทราบว่าเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นบริษัทตามหมายศาล โดยมีข้อมูลเกี่ยวกับการว่าจ้างชาวจีนบางส่วนที่ใช้วีซ่านักศึกษา ซึ่งบริษัทชี้แจงว่าเป็นนักศึกษาฝึกงาน ไม่ใช่พนักงานที่ได้รับค่าจ้าง อย่างไรก็ตาม เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะตรวจสอบพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงต่อไป นอกจากนี้ ยังได้รับข้อมูลว่า ตั้งแต่ประมาณเดือนพฤษภาคมเป็นต้นมา พนักงานหลายกลุ่มเริ่มไม่ได้รับการจ่ายค่าจ้าง จึงนำผู้ร้องเรียนเข้ายื่นหนังสือต่อ สส.ที่ทำงานด้านแรงงาน เพื่อประสานกระทรวงแรงงานหาแนวทางช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ และเร่งหาข้อยุติกรณีการค้างจ่ายค่าจ้าง
ด้านตัวแทนผู้ร้องเรียน เปิดเผยว่า เริ่มรับงานกับบริษัทดังกล่าวตั้งแต่ปีที่ผ่านมา แต่หลังเดือนมีนาคมปีนี้ บริษัทเริ่มจ่ายค่าจ้างล่าช้า และเมื่อทวงถามก็ได้รับคำชี้แจงเพียงว่าอยู่ระหว่างดำเนินการของฝ่ายบัญชี โดยไม่ระบุระยะเวลาการจ่ายที่ชัดเจน ผู้ร้องเรียนระบุอีกว่า จากการรวบรวมข้อมูล พบผู้ได้รับผลกระทบแบ่งเป็น 2 กลุ่ม รวมกว่า 100 คน โดยมียอดค่าจ้างที่ยังไม่ได้รับแตกต่างกันไป ตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาทต่อคน ทั้งยังได้รับข้อมูลจากบริษัทเจ้าของแบรนด์ที่ว่าจ้างว่า ได้ชำระเงินให้บริษัทผู้รับงานครบถ้วนแล้ว แต่เงินดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาจ่ายให้ผู้ปฏิบัติงาน และเคยเข้าแจ้งความกับตำรวจ แต่ได้รับคำชี้แจงว่า กรณีดังกล่าวเข้าลักษณะข้อพิพาทเกี่ยวกับการค้างชำระหนี้ค่าจ้าง มากกว่าจะเป็นคดีฉ้อโกง จึงตัดสินใจยื่นเรื่องต่อ สส.เพื่อขอให้ช่วยประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย
ขณะที่นายวุฒากร ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจของบริษัท โดยระบุว่า พนักงานส่วนใหญ่เป็นชาวจีน และมีผู้ประสานงานชาวไทยทำหน้าที่สื่อสารกับพนักงานไทย จึงขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบว่าการดำเนินธุรกิจดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายไทยหรือไม่ พร้อมส่งต่อหนังสือร้องเรียนให้ผู้แทนที่ทำงานด้านแรงงานเพื่อประสานการช่วยเหลือผู้เสียหายและติดตามการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/10/2569
กยศ. แจงกรณีหักบัญชีอัตโนมัติ เฉพาะผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ ตามเงื่อนไขในสัญญากู้ยืมเงิน
กรณีที่มีผู้กู้ยืมเงินโพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับการหักบัญชีออมทรัพย์อัตโนมัติเพื่อชำระหนี้ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขอชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto Debit) สำหรับผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน
นางอัญชลี ภูริวิทย์วัฒนา รองผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา รักษาการแทน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “เนื่องจากวันที่ 5 กรกฎาคมของทุกปีเป็นวันครบกำหนดชำระหนี้ประจำปีของผู้กู้ยืมเงิน กยศ. ซึ่ง กยศ. ให้ผู้กู้ยืมเงินดำเนินการชำระหนี้ด้วยตนเอง หากพบว่าผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้หรือชำระหนี้ไม่ครบ กยศ. จึงจะดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ (Auto debit) ของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในสัญญากู้ยืมเงิน โดยหักจากบัญชีออมทรัพย์ที่ใช้ในการรับโอนเงินค่าครองชีพ โดยในปีนี้กยศ. ได้ดำเนินการหักบัญชีอัตโนมัติ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2569 จำนวน 74,337 บัญชี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้กู้ยืมเงินที่ครบกำหนดชำระหนี้และมียอดหนี้ค้างชำระ
ทั้งนี้ เงินที่หักบัญชีเพื่อชำระหนี้ดังกล่าว กยศ. จะนำกลับมาเป็นทุนหมุนเวียน เพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษารุ่นต่อไป ช่วยให้เยาวชนไทยที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงการศึกษาและสร้างอนาคตที่มั่นคงได้อย่างต่อเนื่อง หากมีข้อสงสัยผู้กู้ยืมเงินสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กยศ. Call Center โทร. 0 2016 4888 ในวันทำการวันจันทร์ - ศุกร์ (ยกเว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์) โดยให้บริการตั้งแต่เวลา 08.30 – 20.00 น. หรือไลน์บัญชีทางการ กยศ. และอีเมล info@studentloan.or.th
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 9/7/2569
สปส.แจงงบประชาสัมพันธ์เลือกตั้งบอร์ดฯ เพียง 35 ลบ. ชี้เพิ่งได้งบกลางปี เร่งเดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก
น.ส.นิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวมติชนถึงประเด็นการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม กรณีความยุ่งยากในด้านต่างๆ ว่า ขณะนี้สำนักงานประกันสังคม ก็พยายามช่วยอำนวยความสะดวก แต่เนื่องจากว่ามันเป็นระเบียบของกระทรวงแรงงาน ตั้งแต่มีการประกาศออกไปเมื่อปี พ.ศ.2564 เกี่ยวกับเรื่องเอกสารที่ต้องใช้ ว่าต้องใช้อะไรบ้าง และในเรื่องของตัวข้อมูลเองที่เชื่อมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กระทรวงพานิชย์ ก็สามารถดูได้ แต่ว่าเราอยากได้ตัวรับรองล่าสุด เพราะบางครั้งมันเป็นข้อมูลส่วนบุคคล เราจะดูได้บางส่วนไม่สามารถดูได้ทั้งหมด
ฉะนั้นเลยต้องใช้ตัวหนังสือรับรองของทางนายจ้างเขาต้องรับรองมา กับหนังสือมอบหมาย ที่เราต้องใช้ เนื่องจากพอจดทะเบียนนิติบุคคลแล้ว กรรมการอ่านมากกว่า 1 ท่าน แต่ในบรรดากรรมการทั้งหมด อาจจะมีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามไม่กี่ท่านเท่านั้น เพราะฉะนั้น การที่เป็นตัวแทนนิติบุคคล กรรมการต้องมอบหมายมา เพื่อให้คุณเป็นตัวแทนของนิติบุคคลในการมาลงทะเบียนหรือจะมาสมัครเป็นตัวแทนฝั่งนายจ้าง แต่ว่าทางสำนักงานประกันสังคม ก็พยายามดูเหมือนกัน ว่าเราจะอำนวยความสะดวกให้กับนายจ้างได้อย่างไร และในส่วนของตัวเลขผู้ประกันตนที่มาเปลี่ยนแปลงข้อมูลหน่วยเลือกตั้ง เดี๋ยวต้องเช็คข้อมูลก่อนเพราะยังไม่ได้รับรายงาน แต่คิดว่าไม่เยอะมาก ยังไม่ได้บอกไม่สามารถบอกจำนวนได้
นางนิยดา กล่าวว่า ตอนนี้เราก็รณรงค์อยู่ เมื่อวานนี้ (8ก.ค.) ก็ออกไปเดินรณรงค์เชิงรุก ซึ่งมีการแบ่งรีไซด์จังหวัดขนาดใหญ่ก่อน ต้องชี้แจงในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ว่าเนื่องจากงบเรื่องประชาสัมพันธ์เลือกตั้งแยกจากงบประชาสัมพันธ์ปกติ ซึ่งทางบอร์ดเองก็อนุมัติงบมากลางปี ไม่ได้อนุมัติงบมาตั้งแต่ต้นปีเหมือนงบประชาสัมพันธ์ปกติ แต่ก่อนที่เราจะได้งบมา เราก็พยายามจะมีการประชาสัมพันธ์มาโดยตลอด แต่พอได้งบประชาสัมพันธ์เลือกตั้งแล้ว ต้องพยายามใช้ตามระเบียบ ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร เพราะฉะนั้น ตรงเชิงรุกเราก็เพิ่งได้ผู้ชนะราคาไปและได้ลงนามสัญญาเนะมื่อต้นสัปัปดาห์ที่ผ่านมา หลังจากลงนามสัญญา เราก็รีบดำเนินการประชาสัมพันธ์เลย
“ทำให้เมื่อวานนี้ (8ก.ค.) มียอดผู้เข้าลงทะเบียนเพิ่มขึ้นเยอะกว่าวันทีผ่านมา เพิ่มขึ้นประมาณ 58,000 ราย เราก็คิดว่าจะมีเชิงรุกต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนในช่วงสัปดาห์โค้งสุดท้ายก่อนปิดลงทะเบียน จะมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในพื้นที่ และจะไปเชิงรุกอีกครั้งใกล้ๆ กับวันที่จะใช้สิทธิเลือกตั้ง เพราะต้องไปรณรงค์ว่าคนที่ลงทะเบียนไว้แล้ว อย่าลืมไปใช้สิทธิ” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวว่า ในส่วนของเรื่องงบประมาณประชาสัมพันธ์ ปกติมีแผนอยู่แล้วว่าจะต้องใช้ในเรื่องของการประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์ทั่วไป แต่ก่อนที่จะได้รับงบประมาณในส่วนของการประชาสัมพันธ์ เฉพาะเรื่องเลือกตั้ง ซึ่งงบประชาสัมพันธ์เรื่องเลือกตั้งจะไปอยู่ในโครงการใหญ่ของของงบประมาณเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง ประมาณ 275 ล้านบาท งบส่วนนี้จะมีงบส่วนของประชาสัมพันธ์แค่ 35 ล้าน ซึ่งจะแบ่งเป็นการประชาสัมพันธ์เชิงรุก ที่เริ่มดำเนินการไปแล้วหลังจากที่ลงนามสัญญาเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และการเดินรณรงค์รณรงค์ไปในสถานประกอบการหรือในพื้นที่ ที่มีผู้ประกันตนค่อนข้างเยอะ และกระจายไปในส่วนของจังหวัดด้วย รวมถึงการทำป้ายดิจิทัลต่างๆ ตามสถานีรถไฟฟ้า และตามในเมืองใหญ่ ทุกจังหวัดที่มีป้ายดิจิทัลเราจะลงทั้งหมด และอีกส่วนหนึ่ง ก็เอาไว้ทำในเรื่องของสื่อโทรทัศน์ วิทยุ และสื่อออนไลน์ ซึ่งตรงนี้ลงนามสัญญาไปเช่นเดียวกัน
เพราะเป็นงบที่เพิ่งได้มากลางปีพร้อมกับโครงการเลือกตั้งใหญ่ และส่วนที่เหลือ อีกหนึ่ง จะไว้สำหรับทำเอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร ซึ่งมีการแพลนเอาไว้ว่าจะเป็นทั้งอีบุ๊ค ดิจิทัล และจะต้องทำเอกสารประชาสัมพันธ์ที่จะต้องไปแปะแต่ละสำนักงานและในแต่ละคูหา ในวันเลือกตั้งด้วย นี่ก็จะเป็นงบประชาสัมพันธ์ที่ได้มาเฉพาะของเรื่องการเลือกตั้งจริง
“ไม่ใช่ว่าเราได้งบประชาสัมพันธ์มา 300 กว่าล้าน สำหรับเรื่องเลือกตั้งอย่างเดียว ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ไม่ใช่” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวว่า เรื่องของงบเลือกตั้ง ที่ได้ประชาสัมพันธ์ช้า เวลาจะประชาสัมพันธ์เต็มรูปแบบได้นั้น มันต้องทราบกำหนดเวลา วันเลือกตั้ง ทราบไทม์ไลน์การเลือกตั้งต่างๆ เราก็ได้เตรียมการและเกลี่ยงบปกติบางส่วนมาดำเนินการก่อน แต่ถ้าจะประชาสัมพันธ์แบบจริงจังได้ ก็ต้องรอประกาศคณะกรรมการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตน เรื่องที่จะให้มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ซึ่งทางท่านปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและก็ผู้แทนฝ่ายประกันตน ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ.2569 เพื่อที่จะกำหนดว่าวันที่ 27 กันยายน เป็นวันเลือกตั้ง และกำหนดระยะเวลาการลงทะเบียน หลังจากนั้น เราถึงจะเริ่มดำเนินการที่เป็นรูปธรรมที่มีไทม์ไลน์ที่ชัดเจนได้
“มติในเรื่องกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เงินประชาสัมพันธ์ ที่ได้มาตามโครงการเลือกตั้งใหญ่ มันก็ต้องมาดำเนินการหลังจากที่มีการประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง และระยะเวลาก่อนการลงทะเบียนแล้ว แต่ก่อนหน้านี้เราก็พยายามใช้งบปกติเกลี่ยมาใช้ และใช้สื่อที่เราไม่ต้องเสียสตางค์ ช่องทางของเราเองประชาสัมพันธ์ก่อน เพราะด้วยความที่เป็นระบบราชการต้องใช้การดำเนินการเอกสารนานพอสมควร ซึ่งพยายามเร่งที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวต่อว่า ในการลงทะเบียนใช้สิทธิ ผู้ประกันตนสามารถลงได้ 3 ช่องทาง คือ ในเว็บไซต์, แอปพลิเคชัน และสำนักงานประกันสังคม แต่ของนายจ้างสามารถลงได้แค่ 2 ช่องทาง คือ ผ่านเว็บไซต์ ระบบ E-Service และสำนักงานประกันสังคม ซึ่งถ้าเทียบกับเมื่อเลือกตั้งครั้งที่แล้ว นายจ้างต้องเดินทางมาที่สำนักงานอย่างเดียว แต่ครั้งนี้เราก็อำนวยความสะดวกโดยผ่านระบบ E-Service ดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ ได้ แต่ที่มีปัญหาอุปสรรค เราก็พยายามดูและแนะนำว่าควรจะต้องทำอย่างไร ซึ่งส่วนนี้พอมันอยู่ในระเบียบเดิมที่เราไม่ได้แก้ไข ซึ่งขอแก้ไขแล้วแต่ยังต้องใช้ระเบียบเดิมตัวนี้อยู่
“ในการปรับแก้ไข ในอนาคตถ้าบอร์ดใหม่เข้ามา ก็อาจจะต้องถอดบทเรียนของการเลือกตั้ง 2 ครั้งนี้อีกครั้ง เป็นเรื่องของบอร์ดชุดใหม่ว่าท่านจะว่าจะอย่างไร จะแก้หรือไม่แก้ หรือมีแนวทางอย่างไร แต่พอเป็นข้อกฎหมายหลายๆ อย่างที่เป็นเอกสาร มันไประบุอยู่ในข้อระเบียบ ฉะนั้นเจ้าหน้าที่ก็พยายามที่จะอำนวยความสะดวกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ก็ต้องไม่ไปผิดจากระเบียบ” นางนิยดา กล่าว
นางนิยดา กล่าวว่า สุดท้ายเหตุที่เราจะต้องมีการลงทะเบียนล่วงหน้า เนื่องจาก เราให้ผู้ประกันตนสามารถที่จะเลือกพื้นที่ที่สะดวกไปใช้สิทธิได้ ถ้าไม่มีการลงทะเบียนล่วงหน้าเลย เราไม่สามารถจัดหน่วยได้สอดคล้องกับความต้องการ และไม่เบียดเสียด จะได้ไม่มีปัญหาตามมา ที่สำคัญ คือ ถ้าเราบอกให้ไปใช้สิทธิเหมือนเลือกตั้งทั่วไป ที่ต้องไปตามไปตามทะเบียนบ้าน แต่ว่ากำลังแรงงานของเรา ลูกจ้างส่วนมากไม่ได้ทำงานในพื้นที่จังหวัดของบ้านตัวเองเยอะมาก
เพราะฉะนั้น การที่ให้ลงทะเบียนใช้สิทธิ เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเลือกพื้นที่ที่สะดวกในการไปใช้สิทธิได้ และใน 6 วันสุดท้ายนี้ ท่านใดที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน ก็เชิญชวนไม่ว่าจะเป็นผู้ประกันตนหรือนายจ้าง ให้มาลงทะเบียนใช้สิทธิ ฝั่งนายจ้างถ้าเกิดว่ามีข้อสงสัยหรือมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเอกสารที่ต้องยื่น สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ 02-956-2929 เปิดบริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ แต่ขอให้เป็นในเวลาราชการ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยรับสายและให้คำปรึกษา
วินรถรับจ้าง EV ร้อง ก.แรงงาน จี้รัฐคุมแพลตฟอร์ม ขอความเป็นธรรม-ยกระดับความปลอดภัย
นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ นำคณะเข้าพบ ว่าที่ ร.ต.สมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน ในฐานะได้รับมอบหมายจาก พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน หารือและติดตามความคืบหน้าแนวทางการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะจากการให้บริการผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณีสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ และสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย ตลอดจนชมรมต่างๆ รวมทั้งสมาคมไรเดอร์ไทย ได้รับความเดือดร้อนจากบริษัทแพลตฟอร์มที่นำแรงงานที่ผิดกฎหมายมาวิ่งรับส่งคนผ่านแพลตฟอร์ม ทำให้รถรับจ้างในระบบทั่วประเทศ
นายสันติ เปิดเผยว่า มีข้อกังวลและได้ผลกระทบจากการให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม รวมทั้งเสนอให้ภาครัฐเร่งพิจารณาแนวทางกำกับดูแลการประกอบกิจการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลักดันกฎหมายหรือมาตรการที่จำเป็น เพื่อคุ้มครองสิทธิและสร้างความเป็นธรรมแก่ผู้ประกอบอาชีพ รวมทั้งยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของผู้ใช้บริการได้รับความเดือดร้อน
“คนที่จะประกอบอาชีพนี้ต้องปฏิบัติอย่างไร และบริษัทแพลตฟอร์มต้องปฏิบัติอย่างไร เพราะมีกฎหมายออกมาบังคับใช้แล้ว แต่บริษัทแพลตฟอร์มก็ยังนำแรงงานที่ผิดกฎหมายมาให้บริการประชาชน ซึ่งทำให้ประชาชนที่เรียกใช้บริการไม่ได้รับการคุ้มครอง หรือเกิดความปลอดภัยเมื่อเกิดอุบัติเหตุตามที่เป็นข่าวมากมายก่อนหน้านี้” นายสันติ กล่าว
ด้าน ว่าที่ ร.ต.สมศักดิ์ กล่าวว่า รับข้อเสนอดังกล่าวของสมาคมฯ ไว้พิจารณา และจะรายงานผลการหารือต่อ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ด้วย เพื่อประกอบการพิจารณาในส่วนที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งประสานหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม เพื่อบูรณาการแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน รวมถึงศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนากฎหมายและมาตรการด้านแรงงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการคุ้มครองผู้ประกอบอาชีพในระบบแพลตฟอร์มอย่างเหมาะสมต่อไป
แนะ สปส. จัดทำตารางลงทะเบียนผู้ประกันตนใช้สิทธิเลือกตั้งบอร์ด ทั้ง 77 จังหวัด
นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงถึงการลงทะเบียนเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งจะหมดเขตในวันที่ 15 กรกฎาคม นี้
นางสาวรักชนก ชี้ว่า บอร์ดประกันสังคม ทำหน้าที่เป็นองค์กรระดับนโยบายที่มีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการกองทุนประกันสังคม เพื่อดูแลสิทธิประโยชน์และสวัสดิการของแรงงาน (ผู้ประกันตน) โดยเสนอแนะนโยบายและมาตรการเกี่ยวกับประกันสังคมแก่รัฐบาล วางแผนการบริหารงานและพัฒนาสิทธิประโยชน์ของกองทุนประกันสังคมให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้ประกันตน ออกระเบียบเกี่ยวกับการรับเงิน การจ่ายเงิน และการเก็บรักษาเงินกองทุน
ออกระเบียบเกี่ยวกับการจัดหาผลประโยชน์ของกองทุน เช่น การนำเงินกองทุนไปลงทุนต่อยอดอย่างปลอดภัยเพื่อสร้างรายได้กลับมาดูแลผู้ประกันตน กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน
ทั้งนี้ ช่วงลงทะเบียนใช้สิทธิเลือกตั้ง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ถึง 15 กรกฎาคม นี้ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างต้องลงทะเบียนก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถไปเข้าคูหาเลือกตั้งในวันจริงได้ จากข้อมูล มีผู้ประกันตนจำนวน 10 ล้านคน แต่ลงทะเบียนเลือกตั้งเพียง 750,000 คนเท่านั้น ในส่วนของผู้ประกอบการมีจำนวน 500,000 ราย แต่ลงทะเบียนเพียง 6,000 รายเท่านั้น จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานประกันสังคม (สปส.) และผู้ประกอบการรายใหญ่ ดำเนินการประชาสัมพันธ์และเชิญชวนเกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยมีการจัดทำตารางการลงทะเบียนของผู้ประกันตนทั้ง 77 จังหวัด เพื่อให้ผู้ประกันตนรับทราบ พร้อมทั้งขอเสนอให้ผู้ประกอบการประกาศให้วันเลือกตั้งเป็นวันหยุด เพื่อให้ลูกจ้างไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างพร้อมเพรียง
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/7/2569
เครือข่ายคนพิการยื่นขอ กมธ.สวัสดิการฯ ศึกษาและเสนอแนะนโยบายปลดล็อกญาติเป็นผู้ช่วยคนพิการ
นางสาวรัชนก สุขประเสริฐ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นหนังสือจาก นายสันติ รุ่งนาสวน ผู้แทนเครือข่ายชีวิตอิสระคนพิการ เกี่ยวกับข้อสังเกตและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อแนวทางการปรับหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ (กพช.) ที่มีแนวโน้มเปิดทางให้บุคคลในครอบครัวสามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ช่วยคนพิการได้ โดยขอให้คณะกรรมาธิการศึกษาประเด็นดังกล่าวและรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี เนื่องจากเห็นว่าแม้บุคคลในครอบครัวจะผ่านการอบรมและขึ้นทะเบียนเป็นผู้ช่วยคนพิการได้ แต่ยังมีความกังวลว่าบทบาทของผู้ดูแลและผู้ช่วยคนพิการ มีวัตถุประสงค์แตกต่างกัน การให้บุคคลคนเดียวทำหน้าที่ทั้งสองบทบาทอาจส่งผลต่อสิทธิในการกำหนดชีวิตด้วยตนเองและการใช้ชีวิตอย่างอิสระของคนพิการ ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของระบบผู้ช่วยคนพิการ
เครือข่ายชีวิตอิสระคนพิการ มีแนวทางในการเสนอให้แยกระบบผู้ช่วยคนพิการออกจากระบบผู้ดูแลอย่างชัดเจน พร้อมเสนอให้รัฐจัดสวัสดิการสนับสนุนผู้ดูแล (Caregiver Support Allowance) สำหรับผู้ดูแลที่ต้องลาออกจากงาน ลดเวลาทำงาน หรือสูญเสียรายได้จากการดูแลสมาชิกในครอบครัว แทนการปรับบทบาทผู้ดูแลให้เป็นผู้ช่วยคนพิการ นอกจากนี้ ยังเสนอให้คณะกรรมาธิการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นจากคนพิการ ผู้ช่วยคนพิการ ผู้ดูแล องค์กรคนพิการ นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งแต่งตั้งคณะทำงานศึกษาการพัฒนาระบบผู้ช่วยคนพิการและการจัดสวัสดิการผู้ดูแล โดยให้ผู้แทนคนพิการและผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเหมาะสม
นายสันติ ผู้แทนเครือข่ายชีวิตอิสระคนพิการ ย้ำว่าเครือข่ายไม่ได้คัดค้านการช่วยเหลือครอบครัวที่ดูแลคนพิการ แต่เห็นว่าการสนับสนุนผู้ดูแลและการพัฒนาระบบผู้ช่วยคนพิการสามารถดำเนินควบคู่กันได้ หากแยกวัตถุประสงค์ กลไก และมาตรการของทั้งสองระบบออกจากกันอย่างชัดเจน เพื่อคุ้มครองสิทธิของคนพิการและผู้ดูแลอย่างสมดุล
ด้าน นางสาวรัชนก ประธาน กมธ.การสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือว่าจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วนของคณะกรรมาธิการ และเตรียมพิจารณาจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นตามข้อเสนอของเครือข่าย เพื่อให้การกำหนดนโยบายสอดคล้องกับความต้องการของคนพิการมากที่สุด
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 7/7/2569
ผู้กำกับภาพยนตร์ไทย จับมือ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หารือ ยกระดับแรงงานทำหนัง
เครือข่ายสมาคมวิชาชีพเพื่อพัฒนาวิชาการภาพยนตร์ นำโดย สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย ร่วมกับ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน แถลงข่าวความร่วมมือเพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์ไทย ผ่านการพัฒนาหลักสูตร การรับรองทักษะวิชาชีพ และการสร้างกลไกสนับสนุนแรงงานให้สามารถเข้าสู่ตลาดแรงงานได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืน
ความร่วมมือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันการพัฒนาศักยภาพแรงงานในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่มีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Soft Power ของประเทศไทย
ประเด็นสำคัญในความร่วมมือ ประกอบด้วย 1. การรองรับหลักสูตร OFOS E-Learning เครือข่ายสมาคมวิชาชีพเพื่อพัฒนาวิชาการภาพยนตร์ ได้จัดทำหลักสูตร E-Learning จำนวน 32 หลักสูตร ครอบคลุมหลากหลายสาขาวิชาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ อาทิ การเขียนบท การกำกับภาพยนตร์ การแสดง การถ่ายภาพ การจัดการกองถ่าย การออกแบบเสียง การจัดแสง การลำดับภาพ วิชวลเอฟเฟ็กต์ และการบริหารงานสร้างภาพยนตร์
หลักสูตรทั้งหมดได้รับการพัฒนาโดยองค์กรวิชาชีพที่มีประสบการณ์ตรงในอุตสาหกรรม และผ่านการรับรองทางวิชาการจากสถาบันอุดมศึกษาที่ได้รับการยอมรับ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพได้จริง
ทั้งนี้ เครือข่ายฯ ได้หารือกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อพิจารณารองรับหลักสูตรดังกล่าว และร่วมกันพัฒนากลไกการรับรองผลการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้ผ่านการอบรมได้รับประกาศนียบัตรที่สามารถใช้ยืนยันสมรรถนะในการประกอบวิชาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม
2. การสร้างความร่วมมือในการพัฒนามาตรฐานแรงงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ทั้งสองหน่วยงานยังได้หารือถึงแนวทางความร่วมมือระยะยาวในการพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ โดยมุ่งเน้นใน 3 ประเด็นสำคัญ
ได้แก่ 1.การจัดทำมาตรฐานกลางของวิชาชีพในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และสื่อสร้างสรรค์, 2.การสำรวจและวิเคราะห์ความต้องการแรงงานในสาขาต่าง ๆ เพื่อให้การพัฒนาทักษะสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรม, 3.การประสานความร่วมมือในโครงการอื่น ๆ ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่สามารถอาศัยองค์ความรู้และเครือข่ายวิชาชีพในการสนับสนุนการดำเนินงาน
กมธ.พัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา ติดตามต้นแบบเมืองสวัสดิการพังงา หนุนจ้างงานคนพิการ-ผลักดันสวัสดิการเด็กถ้วนหน้า
นายประเทือง มนตรี ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา พร้อมคณะ ลงพื้นที่เทศบาลตำบลคึกคัก อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา เพื่อติดตามการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน พร้อมรับฟังข้อมูลและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานในพื้นที่ เพื่อนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย คณะกรรมาธิการได้รับข้อมูลจากนายกเทศมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า เทศบาลตำบลคึกคักได้พัฒนาระบบสวัสดิการภายใต้วิสัยทัศน์ "คึกคักเมืองสวัสดิการทั่วถึง" โดยบูรณาการการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อดูแลประชาชนทุกช่วงวัย ตั้งแต่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก การส่งเสริมกิจกรรมสภาเด็กและเยาวชน โรงเรียนผู้สูงอายุ ศูนย์บริการคนพิการ การเยี่ยมบ้านผู้ป่วยและผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง ตลอดจนการให้คำปรึกษาด้านสิทธิและสวัสดิการ รวมถึงการจัดศูนย์ยืม-คืนอุปกรณ์สำหรับคนพิการ นอกจากนี้ ยังร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงแบบรายบุคคล โดยอาศัยความร่วมมือของทีมสหวิชาชีพ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ควบคู่กับโครงการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถใช้ชีวิตอยู่ในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ
คณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ ชื่นชมการดำเนินงานของเทศบาลตำบลคึกคักที่สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ เด็ก และกลุ่มเปราะบางได้อย่างเป็นรูปธรรม แม้อยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณและบุคลากร พร้อมเสนอให้ขยายความร่วมมือกับภาคเอกชนและภาคธุรกิจในพื้นที่ เพื่อเพิ่มโอกาสการจ้างงานคนพิการให้สามารถประกอบอาชีพและพึ่งพาตนเองได้ รวมถึงพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวและพื้นที่สาธารณะตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับผู้สูงอายุ คนพิการ เด็ก และนักท่องเที่ยวทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการยังตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาประชากรแฝงจากแรงงานต่างด้าว ซึ่งอาจส่งผลต่อการจัดสรรงบประมาณและการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและหลักสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมาธิการและผู้แทนหน่วยงานในตำบลคึกคัก ยังเห็นพ้องแนวคิดผลักดันเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดเป็นสวัสดิการถ้วนหน้า เพื่อลดข้อจำกัดจากการคัดกรองผู้มีสิทธิ และเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้รับสวัสดิการจากรัฐอย่างเท่าเทียม โดยคณะกรรมาธิการจะรวบรวมข้อมูลและข้อเสนอแนะจากการลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อนำไปจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อวุฒิสภาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ และกลุ่มเปราะบางทั่วประเทศต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 6/7/2569
รัฐบาลเตรียมใช้ Traffy Fondue รับแจ้งปัญหาแรงงานไทยครอบคลุม 45 ล้านคน
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการยกระดับบริการภาครัฐสู่ยุคดิจิทัลว่า กระทรวงแรงงานกำลังเร่งพัฒนาระบบรับเรื่องร้องเรียนผ่านแพลตฟอร์ม "Traffy Fondue" ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อเปิดช่องทางร้องทุกข์และช่วยติดตามความเดือดร้อนให้กับพี่น้องแรงงานไทยกว่า 45 ล้านคน โดยคาดว่าจะพร้อมเปิดใช้งานเต็มรูปแบบภายในปลายเดือนกรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมนี้
ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่แรงงานไทยต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านค่าแรง สภาพแวดล้อมในการทำงานที่ไม่ปลอดภัย หรือความกังวลจากการเลิกจ้างและปัญหาการว่างงานที่เกิดขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน ซึ่งช่องทางการร้องเรียนในอดีต มักมีอุปสรรคเรื่องความล่าช้าและการเข้าถึงยาก ทำให้บางครั้งปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขและกลายเป็นความเดือดร้อนเรื้อรัง นโยบายนี้จึงถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดดังกล่าว และเปลี่ยนช่องทางการร้องทุกข์ให้ง่ายขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าทุกปัญหาของแรงงานจะได้รับการตอบสนองอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และมีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งนี้ ระบบ Traffy Fondue จะถูกนำมาใช้เป็นช่องทางหลักในการรับเรื่องร้องเรียนปัญหาด้านแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ สภาพการทำงาน หรือการละเมิดสิทธิต่างๆ โดยข้อมูลจะถูกส่งตรงถึงเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโดยที่แรงงานไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เพียงถ่ายรูป ปักหมุดตำแหน่ง และระบุปัญหาผ่านสมาร์ทโฟน จากนั้นระบบ AI จะช่วยวิเคราะห์และส่งข้อมูลไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงทันที ตัดขั้นตอนเอกสารที่ซ้ำซ้อน ซึ่งแรงงานสามารถติดตามสถานะการแก้ไขปัญหาได้แบบเรียลไทม์ ทำให้มั่นใจได้ว่าทุกปัญหาจะได้รับการดูแล ไม่ถูกละเลย
รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ย้ำว่า ระบบนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ไขปัญหาของแรงงานในประเทศเท่านั้น แต่รัฐบาลยังเตรียมต่อยอดให้ครอบคลุมถึงแรงงานไทยในต่างประเทศ เพื่อเป็นหลักประกันความปลอดภัยและช่องทางในการขอความช่วยเหลือได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งรัฐบาลเชื่อมั่นว่าการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในครั้งนี้ จะช่วยให้การคุ้มครองสิทธิแรงงานไทยมีความเข้มแข็งขึ้น และรัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขทุกปัญหา เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่แรงงานทุกคน
