Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่ออุณหภูมิลดลง ม่านฝุ่นก็ลอยตัวขึ้น อันเป็นสัญญาณต้อนรับเทศกาลฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นทางการ GISTDA รายงานค่าฝุ่นละออง PM2.5 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2569 เวลาประมาณ 09.00 น. พบว่า คุณภาพอากาศทั่วประเทศมีค่า PM2.5 อยู่ในระดับเริ่มสร้างผลกระทบเกือบทั้งประเทศ พบ 29 จังหวัดอยู่ในระดับสีแดง ในสกู๊ปนี้จึงอยากชวนดูนโยบายของรัฐบาลก่อนหน้าว่าทำอะไรไปบ้าง

ฝุ่นตัวร้าย

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ในไทย เป็นที่รับรู้กันดีถึงที่มาของแหล่งกำเนิดหลัก ทั้งการเผาในที่โล่ง ควันจากยานพาหนะ โรงงานอุตสาหกรรม การก่อสร้าง ไฟป่า หรือหมอกควันข้ามแดน อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงว่าฝุ่นมาจากไหน แต่ ‘รัฐบาลไทยจัดการแหล่งกำเนิดเหล่านี้ได้จริงเพียงใด’

ในภาคเกษตร ยังคงเป็นแหล่งกำเนิดหลักที่รัฐพึ่งพามาตรการห้ามเผา แต่ตัวเลขจุดความร้อนที่กลับมาพุ่งซ้ำในหลายปี ชี้ให้เห็นว่า มาตรการที่ออกมายังไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของภาคเกษตรได้จริง ภาระการปรับตัวจึงยังตกอยู่กับชาวบ้านเป็นหลัก

ในเขตเมือง มีนโยบายควบคุมควันรถและการยกระดับมาตรฐานไอเสียยังไม่สามารถลดค่า PM2.5 ได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่วนภาคอุตสาหกรรม ประชาชนยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเข้มงวดของรัฐในการตรวจสอบโรงงานที่มีการปล่อยควัน 

โฆษณา - Advertising

ขณะที่หมอกควันจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในลุ่มน้ำโขง เป็นปัจจัยที่รัฐไทยยอมรับว่าควบคุมได้จำกัด แม้จะมีความร่วมมือในระดับอาเซียน แต่ความคืบหน้ายังเป็นไปอย่างเชื่องช้า

ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันปัญหา PM2.5 ของไทยมาจากสาเหตุเดิมทุกปี อาจกล่าวได้ว่านโยบายเหล่านี้ ยังไม่สามารถสร้างผลกระทบในระยะยาว เป็นเพียงแค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาจากนอกประเทศยังไม่มีมาตรการร่วมมือกันจริงจัง ส่งผลให้ประชาชนต้องรับมือกับอากาศเป็นพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ความหวังที่สูญหาย

หนึ่งในตัวแปรที่ประชาชนมองว่าอาจจะแก้เกมที่กำลังเผชิญอยู่ คือการมี ‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ กฎหมายที่ออกแบบมาควบคุมและจัดการคุณภาพอากาศในประเทศไทยอย่างเป็นระบบ ทั้งลดฝุ่น ควันมลพิษทางอากาศ และแหล่งกำเนิดมลพิษต่างๆ เช่นโรงงานอุตสาหกรรม การคมนาคม การเผา และอีกมากมาย 

หลักการของ ‘อากาศสะอาดเป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน’ แบ่งเป็น 10 หมวด โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ 

  1. ยกระดับอากาศสะอาดให้เป็นสิทธิพื้นฐานของประชาชน
  2. บังคับให้ผู้ก่อมลพิษลดการปล่อยก๊าซและฝุ่นพิษ เพื่อป้องกันและควบคุมมลพิษ ตามหลักการที่ว่า ‘ผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย’
  3. จัดตั้งองค์กรใหม่ดูแลคุณภาพอากาศโดยเฉพาะ เพื่อบริหาร จัดการ และติดตามผลในระยะยาว อย่างเช่นกองทุนอากาศสะอาด
  4. ส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงอากาศบริสุทธิ์ เพื่อยกระดับสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของคนไทย อย่างการเปิดเผยค่าฝุ่น-มลพิษแบบออนไลน์และเรียลไทม์

หลังจากผลักดันกันตั้งแต่ปี 2562 จนถึงขั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญของวุฒิสภา วาระที่ 2 ช่วงเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา แต่การยุบสภาในช่วงธันวาคมที่ผ่านมาทำร่างกฎหมายฉบับนี้ตกไป ซึ่งต้องไปลุ้นกันว่ารัฐบาลหน้าจะใส่กลับมาเป็นวาระเพื่อพิจารณาต่อหรือไม่ 

ก่อน ‘ฝุ่น’ เป็นวาระแห่งชาติ

ชาวไทยประสบปัญหาฝุ่นละอองมาตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา แต่ยังหนักแค่ในบางพื้นที่หรือบางจังหวัด จนกระทั่งปี 2553 กรมควบคุมมลพิษเริ่มมีการรายงานผลฝุ่น PM2.5 ครั้งแรกที่จังหวัดเชียงใหม่ จากการตรวจวัด 86 ครั้ง พบว่ามี 17 ครั้งที่ค่าเฉลี่ยเกินมาตรฐาน เป็นระดับที่สามารถสร้างผลกระทบให้กับระบบทางเดินหายใจ

ช่วงปี 2554 - 2557 ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มีการรายงานข่าวเรื่องฝุ่นละอองและหมอกควันข้ามแดนหลายครั้ง 

อย่างปี 2554 กรมควบคุมมลพิษ อำเภอหาดใหญ่ แจ้งเตือนประชาชนที่อาศัยบนเกาะหลีเป๊ะ เกาะปูยู และเกาะสาหร่าย เฝ้าระวังปริมาณฝุ่นละอองในอากาศ มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากผลกระทบของหมอกควันที่เกิดจากไฟป่า บนเกาะสุมาตรา ประเทศอินโดนีเซีย

ปี 2556 หลายจังหวัดในภาคเหนือ ประสบปัญหาหมอกควันไฟป่าที่เกิดจากการลักลอบเผาป่า ส่งผลให้ปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กในอากาศเกินมาตรฐานที่กำหนดไว้ไม่เกิน 120 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ในช่วงเวลานั้น PM2.5 ยังไม่ได้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

ส่วนของนโยบาย ยังไม่พบการแก้ไขปัญหาโดยตรง เนื่องจากเรื่องฝุ่นละอองยังพบเป็นครั้งคราวไม่เหมือนในปัจจุบัน นโยบายที่ออกมาเช่น การส่งเสริมการใช้ก๊าซ NGV/LPG ในภาคขนส่ง เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชน หรือการส่งเสริมพลังงานทดแทนเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันและใช้ทรัพยากรพลังงานที่มีในประเทศ

จนกระทั่งพฤษภาคม ปี 2557 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ทำรัฐประหาร ก็เป็นช่วงที่ฝุ่น PM2.5 เริ่มรุนแรงขึ้น จากทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ไปจนถึงภาคเกษตรกรรม 

สถิติฝุ่น PM2.5 ตั้งแต่ปี 2554 – 2561 

 

กราฟแสดงค่าเฉลี่ยรายปีฝุ่น PM2.5 ปี 2554 – 2561 จากกรมควบคุมมลพิษ

กราฟแสดงค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 ปี 2554-2561 พบว่าปัญหาฝุ่นในไทย ‘ไม่ได้เกิดขึ้นฉับพลัน แต่เป็นปัญหาที่สะสมและขยายความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง’ โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองใหญ่และบางจังหวัดอุตสาหกรรม 

เช่น สระบุรี ที่เริ่มมีสัญญาณชัดเจนตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 2550 กรมควบคุมมลพิษที่กำกับควบคุมเรื่องนี้ ตั้งเกณฑ์ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายปี อยู่ที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) และค่าเฉลี่ยมาตรฐาน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 50 มคก./ลบ.ม.

จำนวนวันที่เกินมาตรฐาน

 

 ตารางแสดงจำนวนวันเกินค่ามาตรฐานปี 2554 - 2561

กรมควบคุมมลพิษ กำหนดค่าเฉลี่ยมาตรฐาน 24 ชั่วโมงที่สามารถส่งผลกับร่างกายไว้ที่ 50 มคก./ลบ.ม. ก่อนที่ภายหลังเปลี่ยนค่ามาตรฐานเป็น 37.5 มคก./ลบ.ม. เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดไว้ โดยจำนวนที่เกินมาตรฐานในช่วงปี 2554 – 2561 มีดังนี้

โดยช่วงปี 2554 ฝุ่น PM2.5 มีสถานีตรวจ PM2.5 มีเพียง 3 แห่ง โดยจังหวัดที่มีจำนวนวันเกินมาตรฐานมากที่คือกรุงเทพฯ 22 วัน รองลงเป็นระยอง 2 วัน และเชียงใหม่ ไม่พบวันที่เกินมาตรฐาน

ปี 2555 มีการเพิ่มจุดตรวจที่จังหวัดสระบุรี สงขลา และระยอง แต่กรุงเทพฯยังคงเป็นจังหวัดที่มีจำนวนวันเกินมาตรฐานมากที่สุด 47 วัน รองลงมาคือสระบุรี 46 วัน และเชียงใหม่ 40 วัน โดยในปีนี้มีปัญหาฝุ่นละอองที่เหมืองในแม่เมาะ 

ทำให้ปี 2556 มีการเพิ่มจุดตรวจ PM2.5 อีกสองแห่ง ได้แก่ อำเภอแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และสมุทรสาคร โดยสระบุรีเป็นจังหวัดที่มีจำนวนวันเกินมาตรฐานมากที่สุด จากปีที่แล้วมีวันที่เกินมาตรฐาน 46 วัน ปีนี้ตัวเลขกระโดดขึ้นมาเป็น 72 วัน ขณะที่แชมป์เก่าอย่างกรุงเทพฯ ลดลงมาเหลือ 35 วัน

ปี 2557 มีการเพิ่มจุดตรวจอีก 2 แห่ง ที่ขอนแก่นและราชบุรี ค่าเฉลี่ยรายปีคือ 29 มคก./ลบ.ม. โดยจังหวัดที่จำนวนวันที่เกินมาตรฐานมากที่สุดยังคงเป็นสระบุรี 75 วัน รองลงมาเป็นขอนแก่น 69 วัน และสมุทรสาคร 64 วัน

ขณะที่ปี 2558 ค่าเฉลี่ยรายปีลดลงมาเหลือ 28 มคก./ลบ.ม. แต่จำนวนวันเกินมาตรฐานกลับพุ่งสูงขึ้นหลายแห่ง อย่างเช่นสระบุรี เพิ่มขึ้นจาก 75 วันเป็น 113 วัน หรือลำปาง จาก 61 วันกลายเป็น 76 วัน 

ทำให้ปี 2559 มีการเพิ่มจุดตรวจอีก 3 แห่ง ได้แก่ ตาก ปราจีนบุรี และน่าน โดยจังหวัดที่มีจำนวนวันเกินมาตรฐานมากที่สุดคือเชียงใหม่ 86 วัน รองลงมาเป็นขอนแก่น 78 วัน และ ลำปาง 74 วัน 

ขณะที่สระบุรีค่าเฉลี่ยมาตรฐานลดลงเหลือเพียง 10 วัน จากการตรวจวัด 92 วัน สิ่งที่น่าสนใจ คือการที่ปีนี้เน้นการตรวจวัดไปที่จังหวัดในภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีการตรวจวัดเกิน 250 วัน ขณะที่พื้นที่ภาคกลางและภาคใต้มีการตรวจวัดไม่ถึง 170 วัน

ปี 2560 มีการเพิ่มจุดตรวจ 4 แห่ง ได้แก่ กาญจนบุรี นราธิวาส ยะลา และสตูล ค่าฝุ่นเริ่มคงที่ ทำให้จำนวนวันที่ฝุ่นเกินมาตรฐานลดลงทั้งประเทศ 

โดยจังหวัดที่มีค่าฝุ่นเกินมาตรฐานมากที่สุดคือเชียงใหม่ 57 วัน รองลงมาเป็นสระบุรี ที่มีจำนวนวันเพิ่มขึ้นมาเกิน 5 เท่า เป็นจำนวน 53 วัน และสมุทรสาคร 47 วัน

ปี 2561 มีการเพิ่มจุดตรวจ 10 แห่ง ได้แก่ ภาคเหนือ 5 แห่ง ภาคกลาง 2 แห่ง ภาคตะวันออก 1 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 แห่ง และภาคใต้ 1 แห่ง โดยจังหวัดที่มีจำนวนวันเกินมาตรฐานมากที่สุดคือ สมุทรสาคร 68 วัน รองลงมาเป็น เชียงใหม่ 57 วัน และลำปาง 52 วัน

มาตรการ 3 รัฐบาล

มาตรการรัฐบาลประยุทธ์ รัฐบาลเศรษฐารัฐบาลแพทองธาร
การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในเขตเมือง
การจัดการภาคเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ
เครื่องมือทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจ
ภาคอุตสาหกรรมและการกำกับควบคุม
หมอกควันข้ามแดนและความร่วมมือระหว่างประเทศ
กฎหมายและโครงสร้างการบริหารจัดการอากาศ

ในช่วงตั้งแต่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ มาจนถึงรัฐบาลแพทองธาร มีการออกมาตรการในการจัดการฝุ่น PM2.5 มากมายและคล้ายกัน ซึ่งแต่ละรัฐบาลก็มีสไตล์การแก้ปัญหาที่น่าสนใจ จึงขอยกมาตรการที่น่าสนใจออกมานำเสนอ โดยแบ่งออกเป็น 6 ด้าน

ด้านที่ 1 การรับมือวิกฤตในเมืองเฉพาะหน้า

ทุกรัฐบาลที่เข้ามารับมือปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้องออกนโยบายแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามาจัดการฝุ่นเบื้องต้น

ในช่วงปี 2562 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้ใช้รถน้ำ โดรน และเครื่องบินฉีดพ่นละอองน้ำในอากาศ แต่นักวิชาการหลายฝ่ายมองว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริง เนื่องจากขนาดของละอองนั้นไม่สัมพันธ์กับขนาดของฝุ่นละออง หรือชะลอการปรับขึ้นค่าโดยสารเมล์ 3 เดือน 

หรือในปี 2563 สั่งห้ามรถบรรทุกเข้ามาวิ่งในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพฯ ช่วงวันคี่ ตั้งจุดตรวจควันดำเพิ่มขึ้นและควบคุมอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ในเขตก่อสร้างที่มีโครงการรถไฟฟ้าหลายสาย อาจระงับการก่อสร้างชั่วคราวในวันที่สภาพอากาศปิดและฝุ่นสูงเกินมาตรฐาน

ในพื้นที่โรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการให้อำนาจผู้อำนวยการสั่งปิดโรงเรียนทันทีหากค่าฝุ่นอยู่ในระดับอันตรายต่อนักเรียน ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งคลินิกมลพิษและ ‘ห้องปลอดฝุ่น’ ในโรงพยาบาลและศูนย์เด็กเล็กเพื่อเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับกลุ่มเสี่ยง

ขณะที่รัฐบาลเศรษฐา ไม่ได้มีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลแพทองธารมีมาตรการเฉพาะกิจมากมาย 

อย่างเช่นช่วงมกราคม ปี 2568 ออก 6 มาตรการแก้ปัญหาฝุ่นทั่วประเทศ เช่น ให้ประชาชน Work From Home และใช้บริการขนส่งสาธารณะฟรี 7 วัน ควบคุมการปล่อยควันดำจากยานพาหนะและสถานที่ก่อสร้าง เป็นต้น รวมไปถึงการออกมาตรการห้ามเผาทุกรณี 90 วัน  

ด้านที่ 2 การจัดการภาคเกษตรและทรัพยากรธรรมชาติ

การจัดการปัญหาของฝุ่นที่มาภาคเกษตรและป่าไม้ เป็นสิ่งที่ทั้ง 3 รัฐบาลโฟกัสในการจัดการมากที่สุด โดยเฉพาะมาตรการควบคุมการเผา หรือการใช้เงินเยียวยา โดยแต่ละรัฐบาลมีมาตรการดังนี้

ช่วงปี 2562 รัฐบาลประยุทธ์ ออกมาตรการแก้ไขอ้อยไฟไหม้ ด้วยมาตรการหลัก 3 ด้าน

  1. มาตรการทางกฎหมาย กำหนดเป้าหมายให้อ้อยไฟไหม้หมดไปภายใน 3 ปี โดยบังคับให้โรงงานน้ำตาลทยอยลดสัดส่วนการรับซื้ออ้อยเผาลง
  2. มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยสนับสนุนเครื่องจักรการเกษตร ขยายโครงการสินเชื่อในการผลิตและการเก็บเกี่ยว โดยใช้รถตัดอ้อย
  3. มาตรการขอความร่วมมือด้านการบริหารจัดการ กำหนดจังหวัดต้นแบบ ในการนำร่องปลอดการเผา 100% 5 จังหวัด การจัดพื้นที่การเผารอบชุมชนและรอบโรงงานน้ำตาล เป็นต้น

ในปี 2563 ที่นโยบาย Zero Burn โดยปิดอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลายแห่งในช่วงฤดูร้อน เพื่อป้องกันคนลักลอบเข้าไปหาของป่าหรือล่าสัตว์ ทั้งยังนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาใช้ชี้เป้าจุดความร้อน (Hotspot) ส่วนในพื้นที่นาข้าว มุ่งเน้นไปที่การแปรรูปฟางข้าวโดยการอัดเป็นก้อน หรืออัดเม็ด

หรือในช่วงปี 2564 ยังออกนโยบาย ‘ชิงเก็บ ลดเผา’ เป็นแนวทางการแก้ปัญหาไฟป่าและหมอกควัน โดยชิงเก็บเชื้อเพลิงชีวมวล ออกจากพื้นที่ป่าก่อนถึงฤดูไฟป่าเพื่อนำไปทำประโยชน์ เช่น ปุ๋ยหมัก เชื้อเพลิงอัดก้อน หรือผลิตภัณฑ์อื่นๆ ซึ่งกิจกรรมนี้ส่งผลให้จำนวนจุดความร้อนในพื้นที่ที่ชิงเก็บลดลง 60%

ในปี 2565 มีการออกนโยบาย ปิดอุทยานฯ ประจำปี ในช่วงฤดูไฟป่า เพื่อเป็นการลดการเกิดไฟป่าจากมนุษย์และเป็นการฟื้นฟูธรรมชาติไปในตัว

นอกจากนี้ยังขับเคลื่อนโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้วยนโยบายท่องเที่ยวสีขาว และ Net Zero Tourism ด้วยเส้นทางท่องเที่ยว Low Carbon ส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวที่ใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด หรือกิจกรรมที่ไม่ก่อมลพิษ

ในรัฐบาลเศรษฐา ออกนโยบาย แก้ปัญหาไฟป่าแปลงใหญ่ 11 ป่าอนุรักษ์ 10 ป่าสงวน โดยมีเป้าการเผาลดลง 50% และออกมาตรการห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตร ฟางข้าว ซังข้าวโพด หญ้า หรือขยะมูลฝอย หรือสิ่งอันไม่พึงประสงค์ใดๆ หากฝ่าฝืนโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีคำสั่งให้สิ้นสิทธิและต้องออกจากที่ดิน

ขณะที่รัฐบาลแพทองธาร ออกมาตรการห้ามเผาในพื้นที่การเกษตร โดยหากมีประวัติการเผาในพื้นที่เกษตร เกษตรกรรายนั้นจะไม่ได้รับสิทธิในการเข้าร่วมโครงการสนับสนุนและโครงการพัฒนาศักยภาพเป็นเวลา 2 ปี

นอกจากนี้ยังอนุมัติงบกลางเฝ้าระวังไฟป่า ตั้งจุดเฝ้าระวังป้องกันไฟป่าเพิ่มขึ้น 50% จากปี 68 มีชุดปฏิบัติการพิเศษไฟป่า ระดมสรรพกำลังทุกฝ่ายมากกว่า 18,000 คน ทำให้จุดความร้อนลดลงร้อยละ 30

ด้านที่ 3 เครื่องมือทางเศรษฐกิจและแรงจูงใจ

รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ในปี 2562 เลือกใช้มาตรการจูงใจด้วยวิธีทางการเงินควบคู่กับการลดมลพิษ ด้วยการลดราคาน้ำมันดีเซล B20 ลงลิตรละ 5 บาท ลดภาษีรถไฟฟ้าที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI จากร้อยละ 2 เหลือร้อยละ 0 เป็นเวลา 3 ปี รวมถึงการลดภาษีให้แก่รถกระบะดีเซลที่มีค่าฝุ่นต่ำกว่ามาตรฐานหรือใช้น้ำมันดีเซล B20

หรือในปี 2564 ครม.เห็นชอบโครงการช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยสดในฤดูกาล 2563/2564 วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ด้วยการจ่ายเงินอุดหนุนโดยตรงให้กับเกษตรกรไร่อ้อยสดที่ตัดส่งโรงงานเพิ่ม 120 บาทต่อตัน โดยวางแผนไว้ 3 ฤดูกาล

ขณะที่รัฐบาลเศรษฐา สานต่อโครงการช่วยเหลือเกษตรไร่อ้อยในปี 2566 ด้วยการอนุมัติเงินตัดอ้อยประมาณ 8,000 ล้านบาท สำหรับล็อตตกค้าง แม้ช่วงแรกจะไม่อยากใช้เงินสนับสนุน แต่สุดท้ายก็ยอมเพื่อรักษาสัญญากับเกษตรกร โดยประกาศชัดว่าในฤดูกาลต่อไปจะไม่ใช้แบบนี้อีก แต่จะใช้กลไกปรับราคาน้ำตาลหน้าโรงงาน

และปี 2567 มีการอนุมัติงบกลางสำหรับกรณีฉุกเฉินจำนวน 272.7 ล้านบาท สำหรับการจัดการไฟป่าในพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ และนำเงินมาจ้างชาวบ้านในพื้นที่ทำหน้าที่เป็นผู้เฝ้าระวัง ประจำจุดเสี่ยงต่างๆ

ส่วนรัฐบาลแพทองธาร มีออกมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาอ้อยในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย ทั้งระยะเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้ครอบคลุมทุกมิติ

โดยระยะเร่งด่วนผลักดันนโยบายตัดอ้อยสดลดการเผาอ้อย สนับสนุนเครื่องสางใบอ้อยโดยให้เกษตรกรไร่อ้อยยืมไปใช้ทดแทนแรงงานคน ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่เกิน 120% ของเงินลงทุน เป็นต้น

ส่วนระยะยาว กำหนดปริมาณมาตรฐานในการผลิตน้ำตาลทรายขั้นต่ำของโรงงาน กำหนดปริมาณอ้อยที่ถูกรับซื้ออ้อยเผา ฤดูการผลิตปี 2567/2568 ไม่เกินร้อยละ 25 กำหนดมาตรการช่วยเหลือชาวไร่อ้อยเก็บเกี่ยวอ้อยสดคุณภาพดี (แผน 3 ฤดูการผลิต) เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการอนุมัติงบ 200 ล้านบาท ให้กับกรมฝนหลวงเพื่อป้องกันและแก้ไขภัยแล้ง บรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก โดยมีมาตรการป้องกันการเผาพื้นที่เกษตรกร และลดอัตราการรับซื้ออ้อยเผาปี 2568 เหลือร้อยละ 15

ด้านที่ 4 ภาคอุตสาหกรรมและการกำกับควบคุม

ในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ปี 2562 มีมาตรการลดมลพิษจากยานพาหนะ และเชื้อเพลิง/ส่งเสริมขนส่งสาธารณะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ที่น่าสนใจคือระยะสั้น และระยะยาว

ระยะสั้น (พ.ศ. 2562 - 2564) เช่น ขสมก. ปรับเปลี่ยนรถโดยสารประจำทางให้เป็นรถโดยสารปรับอากาศ NGV ในเดือนมีนาคม 2562 เปลี่ยนรถโดยสารขสมก. ให้เป็นรถมลพิษต่ำ เป็นต้น

ระยะยาว (พ.ศ. 2565 - 2567) เช่น เปลี่ยนรถโดยสารประจำทางของ ขสมก. ทั้งหมด ให้เป็นมาตรฐาน EURO 6 พัฒนาโครงข่ายขนส่งสาธารณะครอบคลุมพื้นที่ กำหนดมาตรฐานระบายอากาศเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมให้เทียบเท่า EU และ USA ห้ามเจ้าของ/ผู้ประกอบการเผาในที่โล่งในพื้นที่ของโครงการหรือพื้นที่ครอบครองเป็นความผิดอาญา ปรับปรุง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ปรับค่ามาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของ WHO IT-3 เป็นต้น

นอกจากนี้ ปี 2564 มีการวางรากฐานนโยบายรถยนต์ไฟฟ้า คณะกรรมการนโยบายรถยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ ตั้งเป้าหมาย 30@30 หมายถึงผลิตการผลิตรถไฟฟ้าให้ได้ 30% ของการผลิตยานยนต์ทั้งหมดภายในปี 2573 และเป็นฐานการผลิตรถไฟฟ้า 100% ในปี 2578

ทำให้ในปี 2565 ออกนโยบาย EV 3.0 เป็นมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 1 เพื่อดึงดูดการลงทุนเพื่อเป็นฐานผลิต EV ในไทย 

ส่วนในด้านการคมนาคม เพิ่มโทษปรับรถควันดำและเตรียมเจรจากับค่ายรถยนต์และโรงกลั่นน้ำมัน เพื่อเตรียมบังคับใช้น้ำมันและเครื่องยนต์มาตรฐาน Euro 5 ในปี 2567

และในปี 2566 กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) และอุตสาหกรรมจังหวัดในปริมณฑล 5 จังหวัด ออกมาตรการป้องกันและกำกับการตรวจฝุ่น PM2.5 โรงงานอุตสาหกรรม ผ่าน 3 มาตรการ

  1. มาตรการเร่งด่วน เข้มงวดกรณีตรวจพบโรงงานปล่อยเกินมาตรฐาน ให้ออกคำสั่งหยุดปรับปรุงแก้ไข และส่งดำเนินคดีทันที
  2. มาตรการระยะกลาง พัฒนาระบบเฝ้าระวังและเตือนภัยมลพิษทางอากาศระยะไกล
  3. มาตรการระยะยาว ทบทวนและปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศให้เทียบเท่ามาตรฐานสากล

ขณะที่รัฐบาลเศรษฐา สานต่อมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าระยะที่ 2 หรือ EV 3.5 สำหรับช่วงปี 2567-2570 และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นฐานผลิตชั้นนำของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า โดยยังคงมีการให้เงินอุดหนุนและลดภาษีนำเข้าเพื่อดึงดูดค่ายรถใหม่ๆ ให้เขามาผลิตในไทย และลดมลพิษจากภาคขนส่งระยะยาว

นอกจากนี้ยังเริ่มบังคับใช้เครื่องยนต์มาตรฐานน้ำมันและรถยนต์ยูโร 5

ส่วนรัฐบาลแพทองธาร มอบอำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครในการสั่งควบคุมสถานที่ก่อสร้างอย่างเคร่งครัดในช่วงที่ฝุ่นละอองมาก

ด้านที่ 5 หมอกควันข้ามแดนและความร่วมมือระหว่างประเทศ

ทั้ง 3 รัฐบาลมีการผลักดันปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยในรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เริ่มการแก้ปัญหานี้ในปี 2566 โดยเข้าร่วมการประชุมสามฝ่ายระหว่างไทย ลาว และกัมพูชา เรื่องการจัดการปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน เสนอเป็น ‘ยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)’ เพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ประกอบด้วย

  1. C (Continued Commitment) มุ่งปฏิบัติตามเป้าหมายในการลดจุดความร้อนตามแผนปฏิบัติการเชียงราย ค.ศ. 2017
  2. L (Leveraging Mechanisms) ไทยจะส่งเสริมความร่วมมือทุกระดับ ผ่านกลไกคณะกรรมการชายแดนที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งจะหยิบยกประเด็นดังกล่าวในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 42 ในเดือนพฤษภาคม 2566 ที่อินโดนีเซียด้วย
  3. E (Experience Sharing) การแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ เพื่อควบคุมปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดน
  4. A (Air Quality Network) ส่งเสริมความร่วมมือเครือข่ายการตรวจวัดคุณภาพอากาศของประเทศในอนุภูมิภาค
  5. R (Effective Response) ตอบสนองต่อปัญหาด้านหมอกควันพิษข้ามพรมแดนได้อย่างทันท่วงทีและมีประสิทธิภาพ

ส่วนรัฐบาลเศรษฐา มีการเจรจาข้ามแดนกับประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงที่จุดความร้อนฝั่งเพื่อนบ้านลอยเข้ามาในไทย เพื่อขอความร่วมมือในการควบคุมการเผา และตั้งจุดตรวจ/จุดสกัด เพื่อคัดกรองคนเข้าป่าอย่างเข้มงวด

ขณะที่รัฐบาลแพทองธารสานต่อยุทธศาสตร์ฟ้าใสเต็มตัว โดยทำการเปิดแผนปฏิบัติการร่วมที่กรุงเทพฯ รัฐมนตรีจากทั้งสามประเทศ ได้แก่ ไทย กัมพูชา และลาว ร่วมวางแนวทางเช่น การจัดทำแผนที่พื้นที่เสี่ยงไฟป่า, การเปิดสายด่วน, การจัดตั้งกลไกติดตามหมอกควันข้ามแดน

ด้านที่ 6 กฎหมายและโครงสร้างการบริหารจัดการอากาศ

ในปี 2562 รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ เปิดการแก้ปัญหาอย่างน่าสนใจด้วยการประกาศให้ฝุ่น PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติพร้อมแผนปฏิบัติการ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง ประกอบด้วยมาตรการหลัก 3 ประการ

มาตรการที่ 1 มุ่งเน้นเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาฝุ่นในระดับพื้นที่ 

มาตรการที่ 2 มุ่งเน้นการป้องกันและลดมลภาวะฝุ่นละอองที่แหล่งกำเนิด 

มาตรการที่ 3 เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการมลพิษและพัฒนาเครือข่ายในการติดตามคุณภาพอากาศ ตลอดจนพัฒนาระบบเตือนภัยและใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อจัดการกับปัญหา

ทำให้ในปี 2563 มีการออกแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติฯ ฉบับปรับปรุง โดยเน้นการสื่อสารแจ้งเตือนล่วงหน้า 3 วัน เพื่อให้ประชาชนรับมือได้ทันท่วงที

ในช่วงกลางปี 2565 มีการประกาศปรับค่ามาตรฐานฝุ่นรายปีตามคำแนะ WHO จากไม่เกิน 25 มคก./ลบ.ม. เป็น ไม่เกิน 15 มคก./ลบ.ม. ส่วนค่ามาตรฐานฝุ่น 24 ชั่วโมง จากไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม. เป็น ไม่เกิน 37.5 มคก./ลบ.ม. จะเริ่มใช้ในช่วงกลางปี 2566 ซึ่งในปีเดียวกัน มีการยกระดับแผนเฉพาะกิจปี 2565 ภายใต้แนวคิด 1 สื่อสาร 5 ป้องกัน 3 เผชิญเหตุ เน้นย้ำมาตรการที่ทำได้จริง ทันท่วงทีต่อสถานการณ์และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน เพื่อเตรียมรับมือสถานการณ์วิกฤตให้ครอบคลุมทุกพื้นที่

และปี 2566 ออกแผนเฉพาะกิจ 3 พื้นที่ 7 มาตรการ โดยมุ่งเป้าไปที่พื้นที่เมือง พื้นที่ป่า และพื้นที่การเกษตร พร้อม 7 มาตรการเร่งด่วน คือ แจ้งเตือนล่วงหน้า 7 วัน ยกระดับปฏิบัติการ เฝ้าระวังเข้มข้น ผลักดันกลไกระหว่างประเทศ เป็นต้น

ส่วนในด้านกฎหมาย รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ประชาชน องค์กรต่างๆ และส.ส. มีการเสนอร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดทั้งหมด 5 ฉบับ แต่ 3 ฉบับแรกถูกตีตกไป ด้วยเหตุผลว่ามีความขัดแย้งกับ พ.ร.บ.การเงินฯ โดย 5 ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดที่เสนอในสมัยพล.อ.ประยุทธ์ มีดังนี้

  1. ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน พ.ศ. …. เสนอโดย สส.ภูมิใจไทย (ถูกตีตก)
  2. ร่างพ.ร.บ.การบริหารการจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … เสนอโดย ประชาชนเข้าชื่อ 12,000 คน (ถูกตีตก)
  3. ร่างพ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม พ.ศ. …. เสนอโดย สส.ก้าวไกล (ถูกตีตก)
  4. ร่างพ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ พ.ศ. … เสนอโดย เครือข่ายอากาศสะอาด
  5. ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดเพื่อประชาชน เสนอโดย สส.พลังประชารัฐ

แต่ในรัฐบาลเศรษฐา มีการอนุมัติหลักการร่างพ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด และผ่านวาระแรกในขั้นสส. มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดกลไกในการบริหารจัดการและควบคุมกิจกรรมต่างๆ ที่ส่งผลให้เกิดมลพิษทางอากาศในทุกมิติ

ฝุ่นที่ยังไม่จบ: นโยบายมาก ผลลัพธ์น้อย

 

 

กราฟแสดงจำนวนที่เกินมาตรฐานของฝุ่น PM2.5 ปี 2562 – 2567 ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ

ภาพรวมการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ของไทยในช่วงปี 2562–2567 สะท้อนว่ารัฐบาลแต่ละชุดใช้เครื่องมือหลากหลาย ตั้งแต่มาตรการเฉพาะหน้าในเมือง การควบคุมการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ เครื่องมือทางเศรษฐกิจ การกำกับภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือข้ามแดน ไปจนถึงการปรับโครงสร้างกฎหมายและมาตรฐานอากาศ 

แต่ผลลัพธ์ด้านคุณภาพอากาศยังคงผันผวนและไม่สอดคล้องกับปริมาณนโยบายที่ออกมา

ในช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ การแก้ปัญหาเน้นการ “คุมแหล่งกำเนิด” โดยเฉพาะการเผาในภาคเกษตรและไฟป่า ควบคู่มาตรการเฉพาะหน้าในเมือง เช่น การฉีดพ่นน้ำ ห้ามรถบรรทุก และปิดโรงเรียนซึ่งใช้ได้ผลบางครั้ง รวมถึงการใช้แรงจูงใจทางเศรษฐกิจและการวางรากฐาน EV 

ส่งผลให้วันที่เกินมารตรฐานใน 3 ปีนี้ ไม่ค่อยแตกต่างจากปี 2561 มากนัก

ตัวอย่างเช่น จังหวัดเชียงใหม่  ในปี 2561 มีวันเกินมาตรฐานอยู่ที่ 57 วัน ปี 2562 เพิ่มขึ้นมาเป็น 71 วัน ปี 2563 ลดลงเล็กน้อยเป็น 67 วัน ปี 2564 อยู่ที่ 56 วัน และปี 2565 ลดลงมาเหลือเพียง 18 วัน

อย่างไรก็ตาม ค่าเฉลี่ยฝุ่น 24 ชั่วโมงยังคงสูงเกินมาตรฐานอยู่บ่อยครั้ง สะท้อนว่ามาตรการจำนวนมากช่วย ‘กดตัวเลขเฉลี่ย’ ได้ แต่ยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์วิกฤตในบางช่วงได้จริง

เมื่อเข้าสู่รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน แนวทางขยับจากการรับมือเฉพาะหน้าไปสู่การจัดการเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทั้งการผลักดัน พ.ร.บ.อากาศสะอาด การจัดการไฟป่าแปลงใหญ่ การเข้มงวดภาคอุตสาหกรรม และความร่วมมือข้ามแดน 

อย่างไรก็ตาม ปี 2566 กลับเป็นจุดสะท้อนความเปราะบางของระบบ เมื่อการรับมือเฉพาะหน้าหายไป ปริมาณฝุ่นทั้งประเทศพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นจังหวัดกรุงเทพฯ ปี 2565 มีวันเกินมาตรฐานเพียง 19 วัน แต่ในปี 2566 ตัวเลขพุ่งสูงไปถึง 92 วัน แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านเชิงนโยบายยังไม่ทันต่อปัจจัยเสี่ยงจริงในพื้นที่

ขณะที่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร เลือกใช้มาตรการเชิงบังคับและการระดมกำลังอย่างเข้มข้น ทั้งการห้ามเผาแบบเบ็ดเสร็จ การตัดสิทธิ์เกษตรกรผู้ฝ่าฝืน การควบคุมก่อสร้างในเมือง และการเพิ่มกำลังเฝ้าระวังไฟป่า

ส่งผลให้ค่าเฉลี่ยฝุ่น PM2.5 รายปีในปี 2567 ลดลงมาอยู่ที่ 24 มคก./ลบ.ม. จุดความร้อนลดลงราวร้อยละ 30 แต่วันที่เกินมาตรฐานหลายพื้นที่เพิ่มขึ้น เช่นจังหวัดปราจีนบุรี มีจำนวนวันเกินมาตรฐาน 27 วัน ในปี 2567 เพิ่มขึ้นมาเป็น 53 วัน หรือจังหวัดนครราชสีมา เพิ่มขึ้นจาก 23 วันเป็น 122 วัน

 สะท้อนว่าความสำเร็จยังจำกัดอยู่ในระดับ “ควบคุมสถานการณ์” มากกว่าการแก้ปัญหาที่ต้นตอ

แม้ประเทศไทยจะมีนโยบายและมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ครอบคลุมแทบทุกมิติ แต่ข้อมูลค่าเฉลี่ยฝุ่นในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหายัง ‘ขาดความต่อเนื่องและความเป็นธรรมเชิงโครงสร้าง’ ทำให้ PM2.5 ยังคงเป็นวิกฤตซ้ำซากที่รัฐต้องกลับมาใช้มาตรการเฉพาะหน้าทุกปี โดยยังไม่สามารถพาประเทศออกจากวงจรอากาศเป็นพิษได้อย่างแท้จริง

นักวิชาการเสนออะไรไว้บ้าง

อ.ดร.พญ.ภัทราวลัย สิรินารา อาจารย์ประจำภาควิชาเวชศาสตร์ป้องกัน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวบนเวที 'จุฬาฯระดมคิด พลิกวิกฤต PM2.5' ว่า การลดผลกระทบจาก PM2.5 ต้องเริ่มจากการปรับมาตรฐานค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงให้เข้มงวดตามเกณฑ์ WHO ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อสุขภาพและความเสี่ยงต่อโรคมะเร็ง

ขณะที่ รศ.ดร.ศิริมา ปัญญาเมธีกุล ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอให้รัฐปรับระบบการเดินทางและการเข้าถึงขนส่งสาธารณะให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้งานได้จริง

ด้าน กัมพล ปั้นตะกั่ว นักวิจัยเรื่องฝุ่น PM2.5 จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 ว่า การแก้ปัญหาฝุ่นต้องเข้าใจที่มาซึ่งแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ และไม่ควรใช้มาตรการแบบเดียวทั่วประเทศ พร้อมเสนอให้กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

นอกจากนี้ยังวิจารณ์นโยบายอุดหนุนน้ำมันดีเซล B20 ว่าเป็นดาบสองคม เพราะกำลังจูงให้ประชาชนหันมาใช้รถที่ใช้น้ำมันประเภทนี้ และยังมองว่านโยบายห้ามเกษตรกรเผาพืชเป็นการให้โทษผิดคน เนื่องจากสาเหตุหลักมาจากการเผาป่า

สอดคล้องกับ รศ.ดร. วิษณุ อรรถวานิช รองศาสตราจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและพลังงาน ที่เห็นว่า รัฐบาลยังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ขาดการจัดการเชิงโครงสร้าง และมักผลักภาระไปยังเกษตรกรโดยไม่มีทางเลือกหรือกลไกรองรับ 

เช่น นโยบายห้ามเผาเศษวัสดุการเกษตร ควรมีตลาดที่รองรับการซื้อเศษวัสดุมากกว่าการบอกให้เอาวัสดุเหล่านั้นมาอัดก้อนขาย ซึ่งมีการซื้อขายราว 5% จากเศษวัสดุทั้งประเทศ

ขณะที่ ดร.ภาคภูมิ โลหวริตานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ผ่านประชาชาติธุรกิจว่า พ.ร.บ.อากาศสะอาด เป็นเครื่องมือสำคัญในการบังคับให้ภาคธุรกิจปรับตัว แม้อาจเพิ่มต้นทุนในระยะสั้น แต่ไม่กระทบความสามารถในการแข่งขันระยะยาว ซึ่งหากในการปรับตัวของภาคเอกต้องแบกภาระที่ต้นทุนสูง รัฐควรมีมาตรการสนับสนุนเพื่อการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีที่ลดมลพิษ

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising