Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ตรวจสอบกรณีคัดค้านโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนฯ จ.นครราชสีมา ระบุประชาชนถูกกีดกันการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร - กสม. จับมือ 11 หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานด้านความมั่นคง ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทรมาน

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 24/2569 โดยมีวาระสำคัญดังนี้

1. กสม. ตรวจสอบกรณีคัดค้านโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนฯ พื้นที่ อ.ขามสะแกแสง จ.นครราชสีมา ระบุประชาชนถูกกีดกันในกระบวนการมีส่วนร่วมและเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนจากกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์ขามสะแกแสงเมื่อเดือนเมษายน 2568 ระบุว่า องค์การบริหารส่วนตำบลเมืองคง (อบต. เมืองคง) อำเภอคง จังหวัดนครราชสีมา (ผู้ถูกร้องที่ 1) ได้ดำเนินโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนด้วยการนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า กำลังการผลิต 9.9 เมกะวัตต์ ในพื้นที่บ้านใหม่ หมู่ที่ 10 ตำบลพะงาด อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่คัดค้านการคัดเลือกพื้นที่ตั้งดังกล่าวมาโดยตลอด เนื่องจากสถานที่ตั้งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ โดย อบต. เมืองคงได้ทำสัญญาให้บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้องที่ 2) ดำเนินโครงการทั้งหมด ซึ่งบริษัทได้ยื่นขออนุญาตประกอบกิจการพลังงานต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 4) พร้อมทั้งได้จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ณ สถานที่ตั้งโครงการ ซึ่งมีการกีดกันไม่ให้ประชาชนถือป้ายคัดค้านและสวมผ้าโพกศีรษะเข้าไปในสถานที่แสดงความคิดเห็น และมีชายชุดดำแอบถ่ายพฤติกรรมกลุ่มที่คัดค้านโครงการ ทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย

นอกจากนี้ กลุ่มผู้ร้องยังไม่ทราบถึงการปิดประกาศรับฟังความคิดเห็นต่อการขออนุญาตประกอบกิจการโรงงานต่อกรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกร้องที่ 3) ทำให้สรุปผลการรับฟังความคิดเห็น มีเพียงกลุ่มผู้ที่เห็นด้วยกับโครงการ ทั้งนี้กลุ่มผู้ร้องได้ยื่นหนังสือขอสำเนารายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ แต่พบอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวเนื่องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม มีหนังสือ แจ้งว่ามีค่าใช้จ่ายในการขอสำเนากว่า 14,000 บาท ในขณะที่ร้องเรียนกลุ่มผู้ร้องยังไม่ได้รับหรือเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว จึงขอให้ตรวจสอบ

จากการตรวจสอบปรากฏข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อปี 2563 อบต. เมืองคง ได้จัดทำโครงการกำจัดขยะมูลฝอยชุมชนด้วยการนำไปใช้ในการผลิตไฟฟ้า จำนวน 9.9 เมกะวัตต์ โดยจัดทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลุ่มคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ (cluster L) รวม 136 แห่ง ในพื้นที่ 20 อำเภอ และระบุสถานที่ตั้งโครงการว่าตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลเมืองคง อำเภอคง อย่างไรก็ตาม หลังจากกระทรวงมหาดไทยอนุมัติโครงการแล้วปรากฏว่า จุดเชื่อมโยงสายส่งไฟฟ้า มีกำลังคงเหลือรับได้เพียง 0.9 เมกะวัตต์ ทำให้ อบต. เมืองคง ต้องคัดเลือกพื้นที่ใหม่ในกลุ่มคลัสเตอร์เดียวกัน โดยเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่หมู่ที่ 10 ตำบลพะงาด อำเภอขามสะแกแสง ตามคำร้อง และได้จัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่เมื่อเดือนมกราคม 2566 แต่ไม่ได้ทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่กับ อปท.ในกลุ่มคลัสเตอร์ ต่อมาได้เสนอขออนุมัติโครงการต่อคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดนครราชสีมา และกระทรวงมหาดไทยให้ความเห็นชอบเมื่อเดือนพฤษภาคม 2566 จากนั้น ในช่วงเดือนเมษายน - สิงหาคม 2567 อบต.เมืองคง จึงได้จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่กับ อปท. ในกลุ่มคลัสเตอร์ โดยระบุสถานที่ตั้งใหม่และรายละเอียดในการบริหารจัดการขยะให้ครบถ้วนมากขึ้น

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงที่ตั้งโครงการ อบต.เมืองคง จะต้องดำเนินการตามขั้นตอนการพิจารณาโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐที่กำหนดไว้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยโดยต้องเสนอโครงการพร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องใหม่ทั้งหมด การใช้รายงานทบทวนการศึกษาและวิเคราะห์ความเหมาะสมโครงการฯ ตลอดจนบันทึกข้อตกลงฉบับเดิมที่ระบุสถานที่ตั้งโครงการในพื้นที่เดิม เป็นหลักฐานเสนอขออนุมัติโครงการในสถานที่ตั้งใหม่จึงไม่เป็นไปตามขั้นตอน อย่างไรก็ตาม ในภายหลัง อบต.เมืองคง ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงฉบับใหม่กับ อปท. ในกลุ่มคลัสเตอร์ พร้อมทั้งระบุสถานที่ตั้งโครงการเป็นสถานที่ใหม่แล้ว จึงเห็นควรยุติเรื่องในประเด็นนี้

สำหรับประเด็นการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนโดยบริษัทเอกชน (ผู้ถูกร้องที่ 2) เมื่อเดือนสิงหาคม 2567 ปรากฏว่า ผู้ถูกร้องที่ 2 จัดเวทีโดยการประกาศเตือนประชาชนกลุ่มคัดค้านที่สวมผ้าโพกศีรษะ ให้ถอดผ้าโพกศีรษะออกก่อนร่วมเวทีทั้งที่เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์และไม่ได้ละเมิดเสรีภาพของบุคคลอื่น จนสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยให้กับผู้เข้าร่วมเวที มีลักษณะปิดกั้นความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นและแสดงออก ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ประเด็นนี้ จึงรับฟังได้ว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม ผู้ถูกร้องที่ 3 เมื่อเดือนเมษายน 2568 ปรากฏว่า กลุ่มผู้ร้องไม่ได้มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อโครงการ มาตั้งแต่เริ่มปิดประกาศในช่วงต้นเดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นว่า การปิดประกาศรับฟังความคิดเห็นของผู้ถูกร้องที่ 3 ตามระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมฯ พ.ศ. 2555 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ไม่สามารถสื่อสารและทำให้บุคคลทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูลข่าวสารเพื่อเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเอื้อให้ฝ่ายที่สนับสนุนโครงการได้รับรู้ข่าวสารและเข้าร่วมแสดงความคิดเห็นแต่เพียงฝ่ายเดียว อย่างไรก็ดี เมื่อกลุ่มผู้ร้องยื่นหนังสือคัดค้านผลการรับฟังความคิดเห็น ผู้ถูกร้องที่ 3 ก็ไม่ได้กีดกันหรือตัดสิทธิ ทั้งยังนำหนังสือคัดค้านของกลุ่มผู้ร้องไปประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า กระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนซึ่งดำเนินการโดยผู้ถูกร้องที่ 3 สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน

สำหรับประเด็นรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) ขั้นสุดท้ายของบริษัทเอกชน ผู้ถูกร้องที่ 2 ซึ่งเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน กสม. เห็นว่า ยังมีมาตรการที่ไม่เหมาะสม ครบถ้วน หรือได้สัดส่วนเพียงพอต่อการป้องกันผลกระทบทั้งมาตรการด้านการคมนาคมขนส่งขยะ มาตรการด้านการใช้น้ำที่ยังต้องพึ่งพาน้ำจากคลองหญ้าคาเป็นหลัก ทั้งที่คลองหญ้าคามีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของชุมชน และมาตรการด้านการมีส่วนร่วม ซึ่งคณะกรรมการร่วมกับชุมชนยังขาดผู้แทนหน่วยงานที่กำกับการประกอบกิจการพลังงานและหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงรับฟังได้ว่า การที่ผู้ถูกร้องที่ 2 ไม่ได้จัดทำรายงาน CoP ขั้นสุดท้ายอย่างครบถ้วนเพียงพอต่อการป้องกันและแก้ไขผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนและสิ่งแวดล้อม เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ส่วนประเด็นการเข้าถึงข้อมูลรายงาน CoP ขั้นสุดท้าย ซึ่งกลุ่มผู้ร้องระบุว่าพบอุปสรรคนั้น เห็นว่า การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ผู้ถูกร้องที่ 4 เรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการสำเนาข้อมูลเต็มอัตราในครั้งแรก ต่อมาจึงปรับลดค่าธรรมเนียม และแจ้งไม่เก็บค่าธรรมเนียมในภายหลัง ก่อนจะส่งรายงานดังกล่าวให้กลุ่มผู้ร้องในเดือนพฤศจิกายน 2568 ทั้งที่รายงาน CoP ขั้นสุดท้ายผ่านความเห็นชอบตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 แสดงให้เห็นถึงการประวิงเวลาไม่ให้กลุ่มผู้ร้องสามารถเข้าถึงและทักท้วงรายงาน CoP ขั้นสุดท้ายได้ก่อนที่คณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีมติเห็นชอบออกใบอนุญาตประกอบกิจการพลังงานผลิตไฟฟ้าให้กับบริษัทเอกชน ดังนั้น การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 4 จึงไม่สอดคล้องกับหลักการสิทธิของบุคคลและชุมชนในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของราชการ และหน้าที่ของรัฐที่ต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้โดยสะดวก จึงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะต่อผู้ถูกร้องทั้งสี่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีประเด็นสำคัญสรุปได้ดังนี้

ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 4) เสนอ กกพ. แก้ไขระเบียบ กกพ. เกี่ยวกับการรับฟังความเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า โดยผู้ขอรับใบอนุญาตต้องไม่กระทำการใด ๆ ที่เป็นการรบกวนความเป็นอิสระในการแสดงความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมและการแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อเสรีภาพของบุคคลอื่น และให้ กกพ. ทบทวนการให้ความเห็นชอบต่อรายงาน CoP ขั้นสุดท้ายของบริษัทเอกชนตามคำร้องนี้ เพื่อให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

ให้คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการ แก้ไขเพิ่มเติมประกาศคณะกรรมการฯ เกี่ยวกับการให้ข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยกำหนดให้รายงาน CoP ขั้นสุดท้าย และรายงานผลการปฏิบัติตามรายงาน CoP ขั้นสุดท้าย หน่วยงานของรัฐต้องจัดไว้ให้ประชาชนเข้าตรวจดูได้ ทั้งในรูปแบบเอกสาร และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และให้ กกพ. แก้ไขประกาศเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขอสำเนาหรือสำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสารของราชการ โดยให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการขอสำเนาข้อมูลเกี่ยวกับรายงาน CoP ขั้นสุดท้าย สำหรับผู้ขอที่เป็นผู้มีส่วนได้เสีย

นอกจากนี้ให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (ผู้ถูกร้องที่ 3) เสนอกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อแก้ไขระเบียบกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการพิจารณาออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน โดยปรับเปลี่ยนวิธีการรับฟังความคิดเห็นจากการปิดประกาศเพียงวิธีเดียว เป็นการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ด้วย

2. กสม. จับมือ 11 หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานด้านความมั่นคง ประกาศเจตนารมณ์ต่อต้านการทรมาน

นางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันต่อต้านการทรมานสากล คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และสมาคมเพื่อการป้องกันการทรมาน (APT) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ หัวข้อ “ร่วมยืนหยัดเพื่อผู้เสียหายจากการทรมาน: ความร่วมมือเพื่อการป้องกัน ความรับผิดชอบ และการเยียวยา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับความสำคัญของการป้องกันการทรมาน การคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหาย และการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพ และนำเสนอผลการดำเนินงานของ กสม. ด้านการตรวจเยี่ยมสถานที่คุมขังหรือควบคุมตัวบุคคลประเภทต่าง ๆ เพื่อป้องกันการทรมานและการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ ณ ศูนย์การประชุมอิมแพ็คฟอรัม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี

โอกาสนี้ นางสาวพรประไพ  กาญจนรินทร์ ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้กล่าวเปิดงานสรุปว่า ปัจจุบันในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยยังปรากฏการกระทำทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนเกี่ยวข้อง การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงทำให้ผู้ถูกกระทำทรมานมีบาดแผลเจ็บปวดทางกาย แต่ยังสร้างความทุกข์ทรมานใจที่ฝังรากลึกต่อเหยื่อและครอบครัว ซึ่งเป็นการทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรง และทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม

ในช่วง 1 - 2 ปีที่ผ่านมา กสม. จึงให้ความสำคัญกับการทำงานเชิงรุกที่มุ่งป้องกันการทรมานโดยการตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวบุคคลประเภทต่าง ๆ ของรัฐทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นเรือนจำ ห้องควบคุมตัวในสถานีตำรวจ ห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง สถานบำบัดและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด รวมถึงหน่วยฝึกทหารในกองทัพ โดยการตรวจเยี่ยมนี้ไม่ใช่การจับผิด แต่เป็นการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพัฒนาระบบการควบคุมตัวบุคคลที่โปร่งใส มีสภาพความเป็นอยู่ที่เหมาะสม เพื่อลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกจากนี้ ยังได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการพัฒนาองค์ความรู้ ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และสร้างความตระหนักรู้ให้ทุกภาคส่วนเห็นว่า มาตรการป้องกันการทรมานไม่ใช่ภาระ แต่เป็นหน้าที่และเป็นเกียรติภูมิของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะช่วยให้เจ้าหน้าที่มั่นใจว่าการปฏิบัติงานสอดคล้องตามหลักสิทธิมนุษยชน

เลขาธิการ กสม. กล่าวเพิ่มเติมว่า ในงานดังกล่าว สำนักงาน กสม. ยังมีการประกาศเจตนารมณ์เพื่อต่อต้านการทรมาน ร่วมกับผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ 11 หน่วยงาน ประกอบด้วย (1) สำนักงานอัยการสูงสุด (2) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ (3) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (4) กรมราชทัณฑ์ (5) กองทัพบก (6) กองทัพอากาศ (7) กองทัพเรือ (8) สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดภายใต้กระทรวงสาธารณสุข (9) สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี (10) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และ (11) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานด้านความมั่นคง และด้านสาธารณสุขเหล่านี้ ได้ให้คำมั่นและยืนยันที่จะดำเนินงานร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมมาตรการป้องกันการกระทำทรมาน พัฒนามาตรฐานและแนวปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน สนับสนุนการเยียวยาผู้เสียหาย และสร้างหลักประกันด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในทุกบริบทที่เกี่ยวข้องกับการจำกัดเสรีภาพของบุคคล เพื่อให้สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับการทรมาน

ในการประชุมดังกล่าวมีการอภิปราย หัวข้อ “บทบาทของภาคประชาสังคมในการป้องกันการทรมาน: โอกาสและความท้าทายในบริบทสังคมไทย” โดยผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิทธิมนุษยชน วิทยากรจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ซึ่งเป็นองค์กรภาคประชาสังคมที่ทำงานรณรงค์ด้านการต่อต้านการทรมานและให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการทรมาน โดยภาคประชาสังคมมีข้อเสนอแนะในประเด็นสำคัญ เช่น การสร้างวัฒนธรรมไม่ยอมรับการทรมาน การบังคับใช้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายอย่างจริงจัง โดยผู้บังคับบัญชาต้องติดตามเอาใจใส่ เมื่อพบว่ามีการทรมานเกิดขึ้น ต้องมีการลงโทษผู้กระทำผิด รวมทั้งสร้างความตระหนักรู้กับเจ้าหน้าที่ว่าการกระทำทรมานหรือปล่อยปละละเลยให้เกิดการกระทำทรมานจะส่งผลเสียต่อการปฏิบัติงานและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมของประเทศ นอกจากนี้ ควรมีกระบวนการตรวจสอบสถานที่ควบคุมตัวบุคคลโดยหน่วยงานภายนอกภายใต้กรอบพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการประติบัติหรือการลงโทษอื่นที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT) ด้วย

“จากการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ผ่านมา สำนักงาน กสม. เห็นถึงความพยายามและพัฒนาการที่สำคัญของหลายหน่วยงานในการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงาน การคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกจำกัดเสรีภาพ และการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน ยังมีประเด็นท้าทายที่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องเพื่อให้การป้องกันการทรมานเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน การป้องกันการกระทำทรมานจึงเป็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนของสังคม และเป็นภารกิจสำคัญของสำนักงาน กสม. ที่จะขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ ต่อไป” เลขาธิการ กสม. กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง