รัฐบาลสหราชอาณาจักรประกาศว่าจะเปิดช่องทางกฎหมายใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย เช่น อนุญาตให้องค์กรชุมชนและมหาวิทยาลัยที่ผ่านการรับรองให้สามารถเป็นผู้สนับสนุนผู้ลี้ภัยคล้ายกับระบบแบบของแคนาดา รวมถึงเตรียมให้นายจ้างสามารถทำการสนับสนุนผู้ลี้ภัยได้ภายในปีหน้า แต่ก็บอกว่าจะเพิ่มความเข้มงวดในด้านคนเข้าเมืองไปด้วย เช่น ส่งตัวกลับง่ายขึ้น จำกัดการรวมครอบครัวให้แต่กับระดับสมาชิกเครือญาติที่ใกล้ชิดเท่านั้น
ภาพจาก: Wally Gobetz (CC BY-NC-ND 2.0)
รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักร ชาบานา มาห์มูด ได้แถลงเรื่องการเพิ่มช่องทางกฎหมายใหม่ให้กับผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัย ระบบใหม่นี้จะอนุญาตให้องค์กรชุมชน เช่น โบสถ์ และ มหาวิทยาลัยบางแห่งที่ "น่าเชื่อถือ" ให้สามารถรับรองผู้ลี้ภัยหรือผู้เดินทางเข้าประเทศครั้งแรกได้ รวมถึงจะเกิดช่องทางให้นายจ้างเป็นผู้รับรองผู้ลี้ภัยได้ด้วย
ช่องทางดังกล่าวนี้ยังคงเป็นข้อเสนอที่จะต้องมีการยื่นเข้ารัฐสภาอังกฤษต่อไป โดยที่กลุ่มหรือองค์กรที่ทำการรับรองหรือสนับสนุนผู้ลี้ภัยจะต้องเป็นผู้ที่หาที่พักและหางานให้กับผู้ลี้ภัยทำ ส่วนภาครัฐจะเป็นฝ่ายประสานงานกับข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติในการตรวจสอบสถานะผู้ลี้ภัยและตรวจสอบภูมิหลังของผู้ลี้ภัย ก่อนที่จะอนุญาตให้เข้าประเทศ
รัฐบาลสหราชอาณาจักรยังไม่ได้ประกาศแน่ชัดว่าตัวเลขโควต้าของผู้ที่สามารถลี้ภัยผ่านช่องทางใหม่นี้จะอยู่ที่สูงสุดจำนวนเท่าใด แต่ก็มีการเปิดเผยว่าจะเริ่มตั้งโควต้าด้วยจำนวนต่ำก่อนแล้ว หลังจากที่มีการจัดตั้งช่องทางใหม่นี้อย่างเต็มรูปแบบแล้วค่อยเพิ่มสูงขึ้นในระดับที่มากกว่า "โครงการตั้งถิ่นฐานใหม่ของสหราชอาณาจักร" หรือ UKRS ซึ่งเคยรับผู้อพยพเข้าประเทศราว 800 ราย จากการสำรวจเมื่อเดือน กันยายน 2025
นอกจากนี้ทางรัฐบาลจะเป็นฝ่ายกำหนดว่าองค์กรไหนที่สามารถเป็นผู้ให้การรับรองได้ และการยื่นขอการรับรองก็จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มงวด
ก่อนหน้านี้เคยมีการใช้แผนการให้องค์กรภายนอกเป็นผู้รับรองผู้ลี้ภัย ซึ่งเคยใช้กับเป้าหมายการตั้งรกรากใหม่ผู้ลี้ภัยจากซีเรียและอัฟกานิสถาน
เข้มงวดด้านผู้ลี้ภัยขึ้นในบางด้าน
ประเด็นเรื่องผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัยนี้กลายเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในสหราชอาณาจักร มีการปลุกปั่นกระแสความเกลียดชังผู้อพยพและผู้ลี้ภัยโดยกลุ่มขวาจัดและกลุ่มอนุรักษ์นิยม โดยที่พรรคขวาจัดอย่างพรรค Reform UK ก็อาศัยกระแสการต่อต้านผู้อพยพในการสร้างคะแนนนิยมอย่างรวดเร็ว
เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีจากพรรคแรงงานผู้ที่ลาออกจากตำแหน่งเมื่อเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา แต่จะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีต่อไปจนกว่ามีผู้มาดำรงตำแหน่งแทน ก็เป็นผู้ที่พยายามแสดงออกให้เห็นมาโดยตลอดว่ามีการคุมเข้มต่อผู้อพยพตั้งแต่เขารับตำแหน่งเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ซึ่งถึงแม้ว่ารัฐบาลพรรคแรงงานจะประกาศช่องทางใหม่ให้กับผู้ขอลี้ภัย แต่พวกเขาก็ประกาศจะเสนอร่างกฎหมายที่เพิ่มความเข้มงวดขึ้นในเรื่องผู้อพยพและผู้ขอลี้ภัย เช่น จะเสนอร่างกฎหมายที่ทำให้การส่งกลับผู้ขอลี้ภัยที่ไม่ได้รับการอนุมัติทำได้ง่ายขึ้น และให้มีการจำกัดการรวมครอบครัวสำหรับผู้ลี้ภัยให้เฉพาะกับระดับสมาชิกครอบครัวใกล้ชิดเท่านั้น
"เราจะเปิดช่องทางกฎหมายช่องทางใหม่สำหรับผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริงเท่านั้น ในขณะเดียวกันก็จะอุดช่องโหว่ที่มักจะถูกนำมาใช้ในทางที่ผิด" มาห์มูดกล่าว
เมื่อช่วงต้นปีนี้ มาห์มูดเผชิญคำวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรการกุศลหลายแห่งและจากภายในพรรคแรงงานด้วยกันเองในเรื่องที่มีการเพิ่มความเข้มงวดเกี่ยวกับเรื่องคนเข้าเมือง เช่น การทำให้สถานะผู้ลี้ภัยอยู่ในสถานะชั่วคราว การแบนวีซาการศึกษาสำหรับบางประเทศ เช่น อัฟกานิสถาน พม่า และซูดาน
แผนการล่าสุดของรัฐบาลพรรคแรงงานจะสะท้อนว่าพวกเขาพยายามสร้างสมดุลในเรื่องการคุ้มครองผู้ลี้ภัยไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหาการอ้างใช้สถานะผู้ลี้ภัยในทางที่ผิด เพื่อต้องการคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนในเรื่องระบบการขอลี้ภัยของสหราชอาณาจักร
อย่างไรก็ตามฝ่ายอนุรักษ์นิยมและพรรคขวาจัด Reform UK ก็ยังคงวิพากษ์วิจารณ์แผนการใหม่นี้ อ้างว่ามันจะทำให้มีผู้อพยพเพิ่มขึ้น โดยที่ Reform UK ประกาศว่าจะทำการยกเลิกแผนการนี้และทำการส่งตัวผู้อพยพออกจากประเทศทีละจำนวนมาก
มีข้อสังเกตอีกว่าแผนการนี้มีลักษณะคล้ายกับโครงการของแคนาดาที่อนุญาตให้มีผู้ลี้ภัยเข้าประเทศรวมแล้ว 400,000 รายนับตั้งแต่ปี 1979 ถึงปัจจุบัน เทียบกับสหราชอาณาจักรแล้วมักจะมีผู้ขอลี้ภัยที่ใช้ช่องทางเรือเล็กเข้าประเทศ ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2018 ถึงเดือน มิถุนายน ที่ผ่านมา มีจำนวนรวมแล้วราว 200,000 ราย ซึ่งเป็นช่องทางที่มีความปลอดภัยต่ำและเสี่ยงการถูกลักลอบขนคนเข้าเมือง
องค์กร Safe Passage International ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญในเรื่องช่องทางการลี้ภัยที่ปลอดภัยและถูกกฎหมาย อีกทั้งทางองค์กรก็ยังคอยช่วยเหลือแก้ไขปัญหาอันตรายที่ผู้ลี้ภัยที่ต้องเผชิญจากช่องทางผู้ลักลอบขนคนเข้าเมือง ซึ่งทางองค์กรพูดถึงแผนการของรัฐบาลสหราชอาณาจักรว่า ถ้าหากผู้ลี้ภัยมีช่องทางที่ถูกกฎหมายที่สามารถเลือกได้ แล้วก็ปฏิบัติได้จริง พวกเขาก็จะเลือกช่องทางนั้น
คริช กันดิยาห์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ Sanctuary เป็นหนึ่งในองค์กรที่กระทรวงหมดไทยของสหราชอาณาจักรปรึกษาหารือด้วยเกี่ยวกับแผนการนี้ เขาบอกว่าแผนการนี้เป็น "ไอเดียที่ดีเยี่ยม" เพราะมันไม่ใช่การที่รัฐบาลเป็นผู้บังคับให้ผู้ลีภัยไปอยู่ในที่ๆ ทางรัฐจัดไว้ให้ แต่เป็นเรื่องที่คนท้องถิ่นในประเทศปลายทางเป็นผู้ตัดสินใจช่วยเหลือปัญหาของโลกด้วยวิธีการในแบบท้องถิ่นนั้นๆ
เรียบเรียงจาก
UK to introduce new legal routes for asylum seekers, refugees, RFI, 27-06-2026
UK: Plans for safe and humanitarian routes for refugees, based on community sponsors, Info Migrants, 29-06-2026
UK unveils Canada-style refugee sponsorship with tighter asylum rules, MSN, 30-06-2026
