Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ดัชนี Democracy Index 2025 โดย EIU องค์กรในเครือของนิตยสาร The Economist เผยประเทศไทยยังคงเป็น "ประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง” อยู่อันดับ 54 จาก 167 ประเทศ และเป็นอันดับ 3 ของอาเซียน ตามหลังมาเลเซีย และติมอร์เลสเต

5 พฤษภาคม 2569 จากดัชนี Democracy Index 2025 โดย EIU องค์กรในเครือของนิตยสาร The Economist ข้อมูลดัชนีในปีที่ผ่านมาระบุว่า ประเทศไทยได้ 6.6 จาก 10 คะแนน ปรับตัวขึ้นเล็กน้อยจากปี 2566 และ 2567 ซึ่งได้อยู่ที่ 6.3 คะแนน

ดัชนีประชาธิปไตยพิจารณาปัจจัยประกอบด้วย กระบวนการเลือกตั้ง การปกครองอภิบาล เสรีภาพพลเมือง การมีส่วนร่วมทางการเมือง และวัฒนธรรมทางการเมือง เมื่อพิจารณาแล้วแบ่งประเทศออกเป้น 4 กลุ่มตามคะแนนที่ได้ ประกอบด้วย ประชาธิปไตยเต็มใบ ประชาธิปไตยบกพร่อง ระบอบผสม และระบอบอำนาจนิยม

รายงานสรุปของ The Economist พูดถึงไทยว่า "อันดับของประเทศไทยยังปรับตัวดีขึ้น ... เนื่องจากพรรคประชาชนซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้รับคำมั่นจากรัฐบาลของอนุทินในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ความก้าวหน้าเหล่านี้เกิดขึ้นแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งปลดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งในเดือนสิงหาคม ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 6 นับตั้งแต่ปี 2551”

โฆษณา - Advertising

รายงานสรุปของ The Economist พูดถึงไทยอีกว่า "เรื่องราวของประเทศไทยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสถาบันประชาธิปไตยที่ยั่งยืน หลังจากที่ประเทศถูกจัดให้อยู่ในกลุ่ม “ประชาธิปไตยที่บกพร่อง” เป็นครั้งแรกในปี 2551 คะแนนประชาธิปไตยของไทยค่อนข้างคงที่ จนกระทั่งเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ หลังการรัฐประหารโดยกองทัพที่เกิดขึ้นตามมาจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลเป็นระยะเวลาหลายเดือน และการเลือกตั้งที่ล้มเหลวในปี 2557“

"จากนั้นประเทศไทยเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองต่อเนื่องยาวนานถึง 5ปี ก่อนจะนำไปสู่การเลือกตั้งทั่วไปในปี 2562 แม้ว่าจะยังมีการประท้วงเกิดขึ้นเป็นระยะในช่วงปี 2563 และ 2564 แต่ด้วยรากฐานประชาธิปไตยที่ได้พัฒนาขึ้นระหว่างปี 2551 ถึง 2557ประเทศไทยก็สามารถฟื้นตัวกลับมาอยู่ในสถานะ “ประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง” ได้อีกครั้ง และยังคงรักษาสถานะนี้มาจนถึงปัจจุบัน"

ไทยเป็น1 ใน 5 ประเทศที่สามารถเปลี่ยนผ่านจาก “ระบอบลูกผสม” ไปสู่ “ประชาธิปไตยที่บกพร่อง” นับตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำดัชนี อย่างไรก็ตาม 4 ประเทศที่เหลือ ซึ่งประกอบด้วย มาเลเซีย กานา อัลบาเนีย และสิงคโปร์ สามารถรักษาสถานะดังกล่าวได้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย ยกเว้นเพียงประเทศไทยที่เคยตกกลับไปเป็น "ระบอบผสม" หลังการรัฐประหารที่นำโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชาในปี 2557 แต่ต่อมา ไทยก็กลับมาสู่จุดเดิมได้อีกครั้งในปี 2562 รายงานของ The Economist ระบุว่าตัวอย่างของไทย และ 4 ประเทศที่เหลือนั้นเป็นข้อบ่งชี้โดยทั่วไปว่า แม้แต่ละประเทศจะมีลักษณะทางภูมิศาสตร์และเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลาย และไม่มีสถาบันประชาธิปไตยเชิงโครงสร้างที่ครอบคลุม แต่ก็ยังสามารถธำรงการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้ในระยะยาว

ในทัศนะของ The Economist แม้ประชาธิปไตยของไทยจะปรับตัวในทิศทางบวก แต่ก็ยังมีประเด็นที่ต้องคอยจับตา กล่าวคือ "ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมจากการเลือกตั้งล่าสุดให้เป็นการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อให้ความก้าวหน้าดังกล่าวยั่งยืน"

โฆษณา - Advertising

ในบริบทอาเซียน คะแนนดัชนีประเทศไทยของไทยจัดอยู่ในอันดับสาม ตามหลังมาเลเซีย (อันดับ 42 ได้คะแนน 7.1) และติมอร์เลสเต (46, 7.0) ส่วนประเทศที่ถัดจากไทยได้แก่ อินโดนีเซีย (60, 6.4) ฟิลิปปินส์ (62, 6.3) สิงคโปร์ (68, 6.2) กัมพูชา (131, 2.7) เวียดนาม (133, 2.6) ลาว (159, 1.7) และพม่า (166, 1.0)

The Economist ระบุว่า ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเกิดภาวะตึงเครียดทางประชาธิปไตย เนื่องจากการมีส่วนร่วมของประชาชนเพิ่มขึ้นสวนทางกับความรับผิดรับชอบของรัฐบาล และเสรีภาพพลเมืองที่ถดถอย สะท้อนถึงระบบการเมืองที่ยังเปิดกว้างพอให้เกิดการเคลื่อนไหว แต่ยังอ่อนแอเกินกว่าจะเปลี่ยนพลังเหล่านั้นให้เป็นการปฏิรูปได้ ซึ่งทิศทางของความตึงเครียดนี้จะเป็นตัวกำหนดอนาคตของประชาธิปไตยในภูมิภาคเอเชีย

จุดจบของการถดถอย?

ในบริบทโลกนั้น ดัชนีประชาธิปไตยชี้ให้เห็นถึงสัญญาณการเปลี่ยนแปลงจากแนวโน้มเดิมเล็กน้อย โดยคะแนนของเกือบ 3 ใน 4 ของประเทศทั่วโลกทรงตัวหรือปรับดีขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และค่าดัชนีโลกเพิ่มขึ้น 0.02 จุด ซึ่งนับเป็นหนึ่งในการปรับเพิ่มที่มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2555 บทความของ The Economist ระบุว่าภูมิภาคที่มีพัฒนาการดีขึ้นมากที่สุดคือ ละตินอเมริกาและแคริบเบียน หลังจากที่คะแนนลดลงต่อเนื่องนานเก้าปี คะแนนในกว่าครึ่งของประเทศในภูมิภาคนี้ปรับตัวสูงขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่เพิ่มขึ้น

จากการจัดอันดับพบว่านอร์เวย์ยังคงเป็นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุด 16ปีซ้อน ตามมาด้วยนิวซีแลนด์ เดนมาร์ก ไอซ์แลนด์ ฟินแลนด์ สวีเดน ไอร์แลนด์ สวิตเซอร์แลนด์ ลักเซมเบิร์ก และแคนาดา สำหรับมหาอำนาจอย่างจีนได้คะแนนได้คะแนน 2.2 ปรับเพิ่มขึ้น 0.1 จุดจากปีที่แล้ว ยังคงเป็นระบอบอำนาจนิยมอยู่อันดับที่ 142ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นได้คะแนน 7.7 ปรับลดลง 0.2 จุดจากปีที่แล้ว และยังคงเป็นประชาธิปไตยที่มีข้อบกพร่อง อยู่อันดับที่ 34

โฆษณา - Advertising

ในบางประเทศ การขึ้นมาของโดนัล ทรัมป์ กลับเป็นปัจจัยหนุนที่ทำให้ประชาธิปไตยเบ่งบานขึ้น เช่น แคนาดาขยับขึ้น 5 อันดับมาอยู่อันดับที่ 9 หลังมีประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงสุดในรอบ 30 ปี เพื่อสนับสนุนมาร์ก คาร์นีย์ซึ่งถูกมองว่ามีจุดยืนปฏิเสธการเมืองขวาจัดของโดนัล ทรัมป์ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะที่โรมาเนียขยับจาก “ระบอบลูกผสม” มาเป็น “ประชาธิปไตยที่บกพร่อง” โดยได้แรงหนุนเนื่องจากประชาชนออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งสูง ทำให้ผู้สมัครฝ่ายขวาที่เป็นพันธมิตรกับโดนัล ทรัมป์ พ่ายแพ้ ส่วนเดนมาร์กก็ขยับขึ้น 4 อันดับมาอยู่อันดับที่ 3 เนื่องจากการรับมือกับภัยคุกคามต่อกรีนแลนด์ของโดนัล ทรัมป์ ช่วยยกระดับคะแนนด้านประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล เป็นต้น

 

ที่มา: 
EIU. (2026). Democracy stabilises after eight years of decline Democracy Index 2025.
 

โฆษณา - Advertising
ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising