Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มิตรจากจังหวัดมุกดาหารเดินทางไปเยี่ยม “ทิวากร วิถีตน” ที่เรือนจำจังหวัดขอนแก่น แต่ถูกเจ้าหน้าที่เรือนจำปฏิเสธคำขอเข้าเยี่ยม อ้างว่าผู้มีสิทธิ์เข้าเยี่ยมคือญาติสนิทที่มีนามสกุลเดียวกันเท่านั้น “เพื่อน” ไม่มีสิทธิ์เข้าเยี่ยม จริงๆ แล้วผู้ที่เรือนจำอนุญาตให้เข้าเยี่ยมทิวากรได้ มีเพียงแค่ 2 คนเท่านั้นคือ มารดาที่อยู่ในวัยชรา และพี่ชายสูงวัยของเขา การเดินทางไป-กลับในระยะทาง 400 กม. จบที่การปฏิเสธของเจ้าหน้าที่เพียงสองนาที (ดู https://prachatai.com/journal/2026/07/117993)

ทิวากรถูกศาลศาลฎีกาตัดสินจำคุก 6 ปี ในคดี 112 เพียงเพราะเขาใส่เสื้อที่มีข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2569 ข้อเท็จจริงคือ แม้ทิวากรจะวิจารณ์ “ประเด็นปัญหาสถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย” อย่างตรงไปตรงมาทางเฟซบุ๊ค และเคยร่วมชุมนุมในม็อบคนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องประชาธิปไตย แต่การใส่เสื้อดังกล่าว ก็เป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพื่อยืนยันว่าเขามี “เสรีภาพแห่งมโนธรรม” (freedom of conscience) เป็นของตนเอง เขาจึงควรมีสิทธิ์เลือกได้ว่าจะศรัทธาหรือไม่ศรัทธาในสถาบันกษัตริย์หรือสถาบันใดๆ ก็ได้ ตราบที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น

การที่ศาลตัดสินจำคุกปัจเจกบุคคลที่ใส่เสื้อมีข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ย่อมสะท้อน “การบังคับศรัทธา” ตามอุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยมที่ปะทะขัดแย้งกับอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย เพราะอุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยมคือรากฐานของการเมืองวัฒนธรรมที่ต่อต้านการเรียกร้องเสรีนิยมประชาธิปไตยมาตลอด โดยเฉพาะในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา

การเมืองวัฒนธรรม (Cultural Politics) คือ แนวคิดที่อธิบายว่า "วัฒนธรรม" ไม่ใช่เป็นเพียงประเพณี ความเชื่อ ค่านิยม และศิลปกรรมต่างๆ ที่เป็นอิสระจากความสัมพันธ์เชิงอำนาจในทางสังคมและการเมือง แต่เป็นพื้นที่ของการแย่งชิงอำนาจ อุดมการณ์ ความเชื่อ ภาษา ความหมาย วิถีชีวิตส่วนตัวและสาธารณะ สถาบันทางการเมือง, สถาบันทางสังคม และสื่อต่างๆ ล้วนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการผลิตและผลิตซ้ำการเมืองวัฒนธรรมที่ให้ความชอบธรรมแก่อำนาจของชนชั้นนำและอำนาจรัฐ หรือไม่ก็ท้าทายอำนาจรัฐและกลุ่มชนชั้นนำในสังคม

ตัวอย่างเช่นการเมืองวัฒนธรรมที่แสดงออกผ่าน “ราชภาษา” เมื่อเราทุกคนพูดกับกษัตริย์ ต้องใช้คำแทนตัวเองว่า “ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท” ที่แปลว่าเราอยู่ใต้ละอองของธุลีของฝ่าเท้าของกษัตริย์ หมายความว่า เราทุกคนไม่เพียงแค่เล็กกว่า “ฝุ่น” ที่ฝ่าเท้าของกษัตริย์เท่านั้น แท้จริงแล้วเราเล็กว่า “ละออง” ของฝุ่นนั้นเสียอีก นี่คือภาษาที่ถูกใช้เป็น “สัญญะ” ซึ่งให้ความหมายสะท้อน “ภาพความสัมพันธ์ทางอำนาจ” ที่ “ตัวตน” ของเราในฐานะ “ปัจเจกบุคคล” ผู้มีเจตจำนงเสรี สิทธิ เสรีภาพ และอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเองไม่เคยถูกมองเห็น

ดังนั้น เมื่อทิวากรแสดงตัวตนในฐานะปัจเจกบุคคลผู้มี “freedom of conscience” เป็นของตนเองด้วยการใส่เสื้อ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เขาจึงถูกจำคุกในคดี 112 ถึง 6 ปี เพราะตัวตนของเขา (และของเราทุกคนด้วย) ที่เล็กกว่าละอองของฝุ่นใต้ฝ่าพระบาทของกษัตริย์ย่อม “ไม่ถูกมองเห็น” ในสายตาของกระบวนการยุติธรรมที่ใช้มาตรา 112 ตาม “ธง” ของการเมืองวัฒนธรรมไทย 

ผมเสนอแนวคิด “พุทธราชาชาตินิยม” ในงานวิจัยชื่อ “เปรียบเทียบการปฏิรูปศาสนาพุทธ-คริสต์และสังคมโลกวิสัย” และในหนังสือ “อำลาพุทธราชาชาตินิยม: วิพากษ์แนวคิดชาตินิยมแบบพุทธของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)” โดยอิงแนวคิด “ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยม” ของธงชัย วินิจจะกูลที่เสนอว่าราชาชาตินิยม คือแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางประวัติศาสตร์กระแสหลัก ที่เน้นการปลูกฝังให้คนไทยเชื่ออย่างฝังหัว (dogmatic) หรือเชื่ออย่างขาดการวิพากษ์ว่าสถาบันกษัตริย์มีคุณูปการมากพ้นพรรณนาในการรักษาแผ่นดินและเอกราชของชาติไทยมายาวนาน กษัตริย์คือผู้ปกครองที่สร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ประเทศชาติมาช้านาน และจะเป็นเช่นนี้ตลอดไปตราบชั่วกัลปาวสาน หากเชื่อต่างจากนี้คือ “ผิด” หรืออาจจัดเป็น “ความเชื่อนอกรีต” ไปเลย ใครไม่เชื่อแบบนี้ ก็อาจถูกฝ่ายอนุรักษ์นิยมตั้งคำถามว่า “คุณเป็นคนไทยหรือเปล่า” เป็นต้น ซึ่งหมายความว่าเขาถูกทำให้กลายเป็น “คนนอก” ไปแล้ว

ประเด็นคือ ประวัติศาสตร์ของ “ราชา-ชาติ” แบบสยาม/ไทยไม่เคยแยกขาดจาก “พุทธศาสนา” (กษัตริย์ในสังคมที่คนส่วนใหญ่ถือคริสต์และอิสลามก็ไม่แยกขาดจากศาสนาคริสต์และอิสลามเช่นกัน) จริงอยู่ประวัติศาสตร์กษัตริย์ของประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และไทย ต่างใช้ทั้ง “ศาสนาพุทธ-พราหมณ์-ผี” เป็นเครื่องมือสถาปนาอำนาจชอบธรรมทางการเมือง แต่เฉพาะสยาม/ไทย พุทธศาสนาถือเป็นศาสนาหลักในการสถาปนาอุดมการณ์ทางการเมืองที่ให้ความชอบธรรมแก่สถานะและอำนาจของสถาบันกษัตริย์อย่างชัดเจน เช่น อุดมการณ์การปกครองโดยธรรม, ธรรมราชา, ราชาธิราช, จักรพรรดิราช, สมมติเทพ, กษัตริย์โพธิสัตว์, พระพุทธเจ้าอยู่หัว 

หากมองจากแนวคิดแบบ Antonio Gramsci สถาบันกษัตริย์ไม่อาจมั่นคงมายาวนานได้ เพียงด้วยการครอง “อำนาจนนำทางการเมือง” (political hegemony) เช่น อำนาจตามกฎหมายธรรมศาสตร์ หรือกฎหมายตามพระราชอัธยาศัยแบบยุคก่อนสมัยใหม่ หรืออำนาจตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่นๆ และอำนาจเหนือกองทัพ, ตุลาการ, และกลไกระบบราชการแบบรวมศูนย์ที่สถาปนาขึ้นตั้งแต่ยุค ร.5 เป็นต้นมาเท่านั้น แต่ยังอาศัยการครอง “อำนาจนำทางวัฒนธรรม” (cultural hegemony) อีกด้วย คืออำนาจตามอุดมการ์ทางการเมืองแบบพุทธราชาชาตินิยม ที่ถือว่ากษัตริย์ทรงปกครองโดยธรรม และมีอำนาจปกครองทั้งฝ่ายอาณาจักรและศาสนจักรหรือคณะสงฆ์ ทรงมีบุญญาธิการเหนือสามัญชน เป็นผู้นำทางจิตวิญญาณ และเป็นศูนย์รวมความสามัคคีของประชาชนทุกหมู่เหล่าในชาติ และถือว่า “ชาติ ศาสนา(พุทธ) และพระมหากษัตริย์” เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่อาจแยกขาดจากกันได้ ความมั่นคงของทั้งสามสถาบันจึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด นี่คืออำนาจนำทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์ที่ถูกผลิตสร้างและผลิตซ้ำจนกลายเป็นความเชื่อหลักของสังคมไทยมายาวนาน และถูกเน้นความสำคัญมากขึ้นเป็นพิเศษในช่วงกว่าสองทศวรรษนี้เพื่อต่อต้านกระแสเรียกร้องเสรีนิยมประชาธิปไตยที่เข้มข้นมากขึ้น

พุทธราชาชาตินิยมจึงเป็น “อุดมการณ์หลัก” (core ideology) ของการเมืองวัฒนธรรมไทย ซึ่งถูกผลิตซ้ำผ่านสถาบันหลักของรัฐและสังคม เช่น สถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา กองทัพ ฯลฯ และมีอิทธิพลอย่างสำคัญต่อการกำหนด “ขอบเขต” ของความชอบธรรมทางการเมือง และการพัฒนาของเสรีนิยมประชาธิปไตยในสังคมไทย  

เมื่อทิวากรแสดงออกว่า “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” ย่อมหมายถึงเขากำลังเผชิญหน้ากับการเมืองวัฒนธรรมตามอุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยม เพราะสถาบันกษัตริย์ที่เขาหมดศรัทธาแล้ว คือสถาบันกษัตริย์ที่อิงความชอบธรรมจากอุดมการณ์ปกครองโดยธรรมตามหลักปรัชญาการเมืองแบบพุทธ ซึ่งการเมืองวัฒนธรรมตามอุดมการณ์นี้ทั้งมีอยู่ในรัฐธรรมนูญและนอกรัฐธรรมนูญ 

อำนาจนำทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ ก็เช่นรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า “พระมหากษัตริย์ต้องทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ภก” และ “ทรงเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้” ซึ่งเป็นการนำสถานะที่ “แตะต้องไม่ได้” ของกษัตริย์แบบยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 มาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองจนถึงปัจจุบัน และยังมีมาตราอื่นๆ ในรัฐธรรมนูญ 2560 ที่บัญญัติให้ปวงชนชาวไทยมี “หน้าที่” ต้องจงรักภักดีและพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ 

ส่วนอำนาจนำทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์ที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ก็เช่น “พระราชบัญญัติมาตรฐานจริยธรรม พ.ศ.2562” ที่กำหนดมาตรฐานจริยธรรมให้ข้าราชการการเมือง และข้าราชการอื่นๆ ต้อง “ยึดมั่นในสถาบันหลักของประเทศ อันได้แก่ ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็น “มาตรฐานหลัก” ที่มาตรฐานจริยธรรมข้ออื่นๆ ต้องไม่ขัดแย้งกับมาตรฐานหลักนี้ 

ถามว่ากรณี 44 ส.ส. พรรคก้าวไกลร่วมลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 เพื่อให้ประชาชนมีเสรีภาพวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ได้ หากเป็นการวิจารณ์โดยสุจริตเพื่อประโยชน์สาธารณะ ถือว่าพวกเขามี “ความกล้าหาญทางจริยธรรม” (moral courage) หรือไม่? ถ้าตอบตามแนวคิด “จริยธรรมสาธารณะ” ในสังคมเสรีนิยมประชาธิปไตย ก็ย่อมถือว่าพวกเขามีความกล้าหาญทางจริยธรรม แต่ทำไมพวกเขาจึงถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินคดีในฐานความผิด “ฝ่าฝืนหรือละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง” ก็เพราะการแก้มาตรา 112 ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมหลัก คือการยึดมั่นหรือการมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์นั่นเอง

นอกจากนี้ “คณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ” ยังกำหนดคุณธรรมที่ต้องปลูกฝังให้ประชาชนยึดถือปฏิบัติคือ “พอเพียง, วินัย, สุจริต, จิตอาสา และกตัญญู” ซึ่งคุณธรรมข้อ “พอเพียง” เราต่างทราบกันดีว่ามาจากแนวคิด “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของ ร.9 “วินัย” สะท้อนวิธีคิดแบบทหาร เพราะ “คุณธรรมแห่งชาติ” ดังกล่าวเกิดขึ้นในยุครัฐบาลจากรัฐประหาร 2557 “จิตอาสา” คือแนวคิดยุค ร.10 และ “กตัญญู” แบบที่ปลูกฝังกันในสังคมไทย ก็หมายถึงการรู้บุญคุณ พ่อแม่ ครูอาจารย์ และผู้มีพระคุณอื่นๆ โดยผู้ที่มีบุญคุณมากเป็นพิเศษ คือพระสงฆ์ และผู้มีบุญคุณสูงสุดก็คือพระมหากษัตริย์ที่ทรงปกปักรักษาชาติบ้านเมืองให้ปวงชนชาวไทยได้อยู่อาศัยอย่างร่มเย็นปเนสุขมาช้านาน

โดยเฉพาะคณะสงฆ์ไทยมีประเพณีการสอนประชาชนให้รู้บัญคุณชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์มายาวนาน ตามกฎคณะสงฆ์ไทยปัจจุบันถือเป็นหน้าที่ของพระสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรต้องสอนประชาชนให้จงรักภักดีชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมี “กฎเหล็ก” ห้ามพระสงฆ์แสดงความคิดเห็น อภิปรายทางสาธารณะในทางสนับสนุนการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพด้านต่างๆ ของประชาชน และห้ามพระภิกษุและสามเณรร่วมชุมนุมทางวการเมืองสนับสนุนการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของประชาชน

ข้อสังเกตคือ “ความเนียน” ของการเมืองวัฒนธรรมไทย คือการทำให้คนไทยส่วนใหญ่เชื่อว่าสถาบันกษัตริย์ พุทธศาสนา และคณะสงฆ์ “อยู่เหนือการเมือง” ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง 

เช่น การออกแบบสถาปัตยกรรมอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ที่ใช้ชื่อตามอุดมการณ์แบบพุทธว่า “สัปายะสภาสถาน” ซึ่งแปลว่า “สถานที่ประชุมของคนดี” และใช้สัญลักษณ์ส่วนบนของอาคารที่มีหน้าตาคล้าย “ศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์” เพื่อสื่อความหมายเชื่อมโยงกับวีรกรรมของกษัตริย์ในอดีตในฐานะเป็นผู้รักษาแผ่นดินและเอกราชจากอริราชศัตรู และเป็นศูนย์รวมความสามัคคีของชนชาติไทย, อุดมคติที่เน้นช่วงชั้นทางสังคมตามคัมภีร์ไตรภูมิพระร่วง, การปกครองโดยธรรม และอุดมการณ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ นี่คือการเมืองวัฒนธรรมที่ “ลบ” ประวัติศาสตร์กำเนิดระบบรัฐสภาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ของคณะราษฎร แทนที่ด้วย “สัญญะ” ที่สื่อความหมายการสืบทอดการปกครองโดยธรรมตามอุดมกหารณ์พุทธราชาชาตินิยมจากยุคก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และจะคงอยู่ตลอดไปชั่วกัลปาวสาน ในฐานะที่เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่อยู่เหนืออำนาจของรัฐสภา

เหนืออำนาจรัฐสภาอย่างไร ก็อย่างเช่นกรณีที่พรรคก้าวไกลใช้ “นโยบายแก้ไขมาตรา 112” หาเสียงในการเลือกตั้งปี 2566 ซึ่งเป็นนโยบายแก้กฎหมายตามกระบวนการนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาในฐานะตัวแทนประชาชน แต่กลับถูกศาลรัฐรัฐธรรมนูญตัดสินว่า “เข้าข่าย” ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และยุบพรรคก้าวไกล 

คนส่วนใหญ่มองว่าที่พรรคก้าวไกลหรือพรรคประชาชนในปัจจุบันถูกยุบพรรค เพราะไป “แตะ” กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ หรือต้องการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจทางการเมืองให้เป็นเสรีนิยมประชาธิปไตย ซึ่งกระทบต่อ “อำนาจนำทางการเมือง” ของสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายโดยตรง 

แต่คำถามคือ แล้ว ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่เคยแสดงออกว่าต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจนำทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์โดยตรงล่ะ ทำไมจึง “ถูกทำรัฐประหาร” หากเรายังจำกันได้จะเห็นว่า “นโยบายประชาธิปไตยกินได้” ที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องของรัฐบาลทักษิณถูกฝ่ายกษัตริย์นิยมโจมตีอย่างรุนแรงว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” ที่หลอกลวงมอมเมาประชาชนให้เสพติด ขณะเดียวกันพวกเขาก็นำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของ ร.9 มาเปรียบเทียบให้เห็นว่า “ดีกว่า” หรือเหมาะสมกับสังคมไทยมากกว่านโยบายประชานิยมอย่างไรบ้าง นี่คือการเมืองวัฒนธรรมที่ทำลายความชอบธรรมของประชาธิปไตยกินได้แบบทักษิณ หลังจากทำรัฐประหาร 2 ครั้ง ได้มีการประชาสัมพันธ์ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในฐานะเป็น “ศาสตร์พระราชา” อย่างเข้มข้น โดยรัฐบาลจากรัฐประหาร กองทัพ สถาบันศาสนา สถาบันการศึกษา สื่อของรัฐ ฯลฯ 

แน่นอนว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่ต่อมาถือว่า “พอเพียง” เป็น “คุณธรรมแห่งชาติ” เป็นปรัชญาความพอเพียงที่คณะสงฆ์นำไปเทศนาสอนประชาชนให้ยึดถือปฏิบัติ เพราะถือว่าแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงประยุกต์มาจาก “หลักทางสายกลาง” ของพุทธศาสนานั่นเอง จึงเป็นปรัชญาที่มี “สถานะทางศีลธรรม” สูงกว่านโยบายเศรษฐกิจใดๆ ของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง 

ดังนั้น การต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลงเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยในสังคมไทย นอกจากต้องเผชิญหน้ากับโครงสร้างอำนาจนำทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ตามที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ 2560 และเผชิญหน้ากับ “สถาบันอำนาจ” สำคัญๆ เช่น กองทัพ, ตุลาการ, ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่างๆ แล้ว ยังต้องเผชิญหน้ากับการเมืองวัฒนธรรมที่เน้นอำนาจนำทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สูงสุดที่ปวงชนชาวไทยต้องศรัทธาและจงรักภักดีอย่างปราศจากการตั้งคำถามอีกด้วย

ซึ่งอำนาจการเมืองวัฒนธรรมที่ว่านี้ “แทรกซึมอยู่อย่างลึกซึ้ง” ในทุกสถาบันทางการเมืองและสังคม กระทั่งแทรกซึมอยู่ใน “จิตใต้สำนึก” ของคนไทย (ที่เชื่อกันว่า “จำนวนมาก”) ดังที่เราได้เห็นมาแล้วตั้งแต่ยุคการต่อสู้ของ “คนเสื้อแดง” ว่ามีพ่อแจ้งความคดี 112 กับลูกตนเอง พี่ชายแจ้งความคดี 112 กับน้องชาย บางคนขู่แจ้งความคดี 112 กับคนรักที่เพิ่งเลิกรากัน อาจารย์มหาวิทยาลัยแจ้งความเอาผิดนักษึกษาที่เรียนกับตนเองในคดี 112 หรืออาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำ “ล็อกคอ” นิสิตที่เลือกยืนโค้งคำนับอนุสาวรีย์ของกษัตริย์แทนการหมอบกราบซึ่งเป็นประเพณีแบบยุคก่อนสมัยใหม่ในระบบศักดินาไทย และในยุคเยาวชนรุ่นใหม่ออกมาต่อสู้เรียกร้องการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ก็มีพ่อแม่บางครอบครัวไล่ลูกของตนออกจากบ้าน เพราะรับไม่ได้กับการที่ลูกของตนเองวิจารณ์เจ้า (ขณะเดียวกันก็มีพ่อแม่บางครอบครัวยืนหยัดเคียงข้างลูกของตนเองที่ถูกดำเนินคดี 112 ด้วยเช่นกัน) 

งานวิจัยของนักวิชาการไทยและต่างชาติพบว่าพุทธศาสนาไทยมี “ความหลากหลาย” เพราะมีวัดหรือสำนักต่างๆ ที่มีคำสอนและแนวปฏิบัติต่างกัน มีทั้งพุทธแบบเน้นปัญญา เหตุผล ที่นำโดยพระนักคิดอย่าง พุทธทาส, ป.อ. ปยุตฺโต พุทธสายพระป่า พระเกจิอาจารย์ต่างๆ พุทธสายมู หรือพุทธแบบผสมผสานไสยศาสตร์ โหราศาสตร์ พุทธแบบนับถือความศักดิ์สิทธิ์ของพระที่ทรงคุณวิเศษด้านเวทมนต์ผสมผสานกับการนับถือความศักดิ์สิทธิ์ของวิญญาณแม่นากและอื่นๆ แต่อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายต่างๆ เหล่านั้นรัฐไทยอนุญาตให้มีได้ตราบที่ไม่ “ท้าทาย” ต่ออุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยมที่เป็นอุดมการณ์หลักของการเมืองวัฒนธรรมไทย แน่นอนว่าในทางประวัติศาสตร์ เคยมีกลุ่มพระสงฆ์และฆราวาสบางกลุ่มลุกขึ้นท้าทายอยู่บ้าง แต่ก็จบลงด้วยการถูกกดปราบ เช่นเดียวกับนักศึกษาและประชาชนที่บังอาจท้าทายอำนาจนำทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ เช่น ประวัติศาสตร์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นต้น

ปัญหาสำคัญของความหลากหลายแบบพุทธศาสนาไทยภายใต้อุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยมคือ นอกจากพุทธสำนักต่างๆ ที่ถูกมองว่าหลากหลายเหล่านั้น จะขาดความกล้าหาญในการท้าทายหรือวิพากษ์การเมืองวัฒนธรรมไทยภายใต้อุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยมแล้ว ส่วนใหญ่กลุ่มชาวพุทธต่างๆ ยังกระตือรือร้นสนับสนุนการเมืองวัฒนธรรมเช่นนั้นอีกด้วย เช่น กลุ่มสันติอโศก, กลุ่มพระพุทธะอิสระที่ร่วมชุมนุมทางการเมืองใน “ฝ่ายเสื้อเหลือง” ซึ่งอ้าง “ธรรมาธิปไตย” สนับสนุนรัฐประหารเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ยังมีพระสายป่า พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง และฆราวาสที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์สายปฏิบัติธรรมออกมาประณามและสาปแช่งนักกิจกรรมทางการเมืองที่ถูกดำเนินคดี 112 และพวกเขาเหล่านั้นต่างสนับสนุนการรบระหว่างไทย-กัมพูชาด้วยการชูอุดมการณ์ชาตินิยมที่ยึดโยงกับการเมืองวัฒนธรรมไทยอีกด้วย

เราได้เห็นปรากฏการณ์สร้างกระแสชาตินิยมโดย พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 นำเสนอภาพลักษณ์ของตนเองในฐานะชาวพุทธสายทำบุญและศึกษาปฏิบัติธรรมอย่างลึกซึ้ง ควบคู่กับการเป็นแม่ทัพผู้เข้มแข็งที่ยืนหยัดเผชิญหน้ากับกัมพูชาแบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” เขาเดินสายปาฐกถาตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อเน้นย้ำจุดยืนของกองทัพในการรักษาแผ่นดินไทย และปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ไว้เหนือสิ่งอื่นใด จนทำให้กระแส “ความรักชาติ” ตามนิยามแบบการเมืองวัฒนธรรมไทยเฟื่องฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว (หลังจากเคยอ่อนพลังลงในช่วงเลือกตั้งปี 2566) ซึ่งมีส่วนสำคัญทำให้การหาเสียงเลือกตั้งช่วงต้นปี 2569 พรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคตัวแทนของรัฐพันลึกที่สืบทอดการมีอภิสิทธิ์เชิงโครงสร้างตามรัฐธรรมนูญ 2560 ต่อจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อย่าง “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งโหนกระแสชาตินิยมในการหาเสียง จนทำให้ชนะเลือกตั้งเป็นรัฐบาลติดต่อกัน 2 สมัยได้สำเร็จ (แน่นอนมีปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ ผสมด้วย) 

นอกจากนั้น อินฟลูฯ สอนธรรมะที่มีแฟนคลับติดตามจำนวนมากอย่าง อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรม ที่อ้างคำสอนพุทธศาสนาในเชิงเป็น “ข้อตัดสินทางศีลธรรม” กับประชาชนทั่วไป มากกว่าที่จะอ้างคำสอนพุทธศาสนาตั้งคำถามต่อการใช้อำนาจของชนชั้นนำว่าชอบธรรมหรือไม่

ดังล่าสุดที่เกิดเหตุการณ์ไฟไหม้สถานบันเทิง ย่านลาดพร้าว กรุงเทพ ที่มีผู้เสียชีวิต 31 คน รวมทั้งพนักงานของร้าน นักดนตรี และนักท่องเที่ยว อาจารย์เบียร์ คนตื่นธรรมออกมาแสดงความคิดเห็นและเสนอต่อสาธารณะว่า “ผู้เสียชีวิตเหล่านั้นเป็นคนที่ใช้ชีวิตประมาท เลือกไปเที่ยวในสถานที่อโคจร ดื่มสุรายาเมา ซึ่งเป็นอบายมุข รัฐจึงไม่ควรช่วยเหลือเยียวยาพวกเขาเหล่านั้น” หลังจากถูกสังคมวิจารณ์ว่าการออกมาพูดเช่นนั้นขาด “ความเมตตากรุณา” ตามหลักคำสอนพุทธศาสนา ขาดความรู้เรื่องกฎหมายและความรับผิดชอบของรัฐ คนตื่นธรรมออกมายืนยันว่าตนเอง “พูดถูกต้องตามหลักธรรมพุทธศาสนา” เพื่อเตือนสติผู้คนในสังคมให้ตระหนักถึงโทษของอบายมุข

นี่เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า “ผู้รู้ธรรมและสอนธรรม” ซึ่งเป็นผลผลิตของประเพณีการศึกษาเรียนรู้คำสอนพุทธศาสนาภายใต้ระบบการศึกษาแบบพุทธราชาชาตินิยม มักใช้ “ความรู้แบบท่องจำหมวดหมู่คำสอนของพุทธศาสนา” ตามตำราเรียนที่สร้างขึ้นโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ตั้งแต่สมัย ร.5 ซึ่งใช้ตำราเรียนนี้ทั้งในฝ่ายพระสงฆ์และฆราวาสมากว่า 150 ปี โดยไม่มีการปรับปรุงให้ทันสมัย จึงเป็นความรู้ธรรมแบบพุทธไทยที่ขาดการปะทะแลกเปลี่ยนกับความรู้ ความคิด และคุณค่าสมัยใหม่อย่างเช่นคุณค่าของสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ความยุติธรรมสาธารณะ สันติภาพโลก เป็นต้น คนที่มีความรู้ธรรมแบบพุทธไทยถูกผลูกฝังให้ “เชื่ออย่าง dogmatic” ว่าธรรมะเป็นสิ่งที่สูงส่งกว่าคุณค่าสมัยใหม่เหล่านั้น ดังนั้น พวกเขาจึงขาดความเข้าใจและขาดสามัญสำนึกเคารพคุณค่าสมัยใหม่เหล่านั้น แต่ศรัทธาอย่างยอมศิโรราบต่ออุดมการณ์ปกครองโดยธรรมแบบพุทธราชาชาตินิยม โดยปราศจากการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์ด้วยหลักเหตุผล

ดังนั้น เมื่อมีคนอย่างทิวากรลุกขึ้นมายืนยัน “ความเป็นปัจเจกบุคคล” ของตนเองในฐานะเป็นเจ้าของคุณค่าสมัยใหม่ คือเป็นเจ้าของ freedom of conscience ด้วยการใส่เสื้อที่มีข้อความ “เราหมดศรัทธาสถาบันกษัตริย์แล้ว” เขาจึงต้องเผชิญหน้ากับการเมืองวัฒนธรรมไทย และถูกทำให้กลายเป็น “คนนอก” โดยอัตโนมัติ

แน่นอน เมื่อเผชิญหน้ากับการเมืองวัฒนธรรมไทย “นักกิจกรรมทางการเมือง” ที่ถูกดำเนินคดี 112  “ทุกคน” พวกเขาล้วนถูกรัฐและสังคมไทยทำให้กลายเป็น “คนนอก” คือไม่ใช่ “คนดี” หรือ “พลเมืองดี” ตามบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยผู้จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และแม้ว่าการถูกดำเนินคดี 112 จะมีที่มาจากการทำกิจกรรมทางการเมืองโดยตรง รัฐไทยก็ไม่ถือว่านักโทษคดี 112 เป็น “นักโทษการเมือง” ที่ควรมีสิทธิ์ได้รับการนิรโทษกรรมเหมือนนักกิจกรรมทางการเมืองอื่นๆ ที่ต้อง “คดีกบฏ” จากการชุมนุมปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล ปิดล้อมสนามบิน ศูนย์ราชการ และหน่วยเลือกตั้ง 

ที่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะไม่มีข้อเสนอแนวทางแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะในความขัดแย้งทางการเมืองช่วงสองทศวรรษนี้ มีทั้งข้อเสนอปฏิรูปสภาบันกษัตริย์ให้เป็นสถาบันที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ข้อเสนอแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 และข้อเสนอปรับเปลี่ยนโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่ารัฐกับพุทธศาสนา (และศาสนาอื่นๆ ทุกศาสนา) ให้สอดคล้องกับแนวทางการแยกศาสนาจากรัฐทางการเมือง (political secularization) และการแยกศาสนาจากรัฐทางสังคมวิทยา (sociological secularization) เพื่อให้รัฐไทยปรับเปลี่ยนไปในทางที่มีความเป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) และเป็นเสรีนิยมประชาธิปไตยให้มากขึ้นเหมือนสังคมเสรีส่วนใหญ่

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง คือปรากฏการณ์ที่ “สวนทาง” กับข้อเสนอที่ก้าวหน้าเหล่านั้น นั่นคือ การรัฐประหารและการกระชับอำนาจนำทางการเมืองและอำนาจนำทางวัฒนธรรมของสถาบันกษัตริย์และเครือข่ายมากขึ้น ผ่านรัฐธรรมนูญที่คณะรัฐประหารให้เขียนขึ้น และการตรากฎหมายกำหนดมาตรฐานจริยธรรม, การใช้กลไกอำนาจรัฐ, สถาบันทางการเมือง, สถาบันศาสนา และสถาบันทางสังคมอื่นๆ สนับสนุนการเมืองวัฒนธรรมไทยให้ขยายอำนาจครอบงำทางความคิดและความเชื่อของประชาชนมากขึ้น ตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเรียนชั้นอนุบาลจนจบจากมหาวิทยาลัย จนกระทั่งในวัยทำงานในทุกภาคส่วนของสังคมไทย

ทั้งหมดคือสาเหตุที่ทำไมพวกทำรัฐประหารเพื่อปกป้องชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่ผิดกฎหมายมี “โทษประหารชีวิต” จึงนิรโทษกรรมให้พวกตนเองได้เสมอ และยังมีเกียรติทางสังคม ได้เป็นนายกรัฐมนตรี, รัฐมนตรี และองคมนตรี พวกที่ชุมนุมปิดทำเนียบรัฐบาล ปิดสนามบิน ปิดศูนย์ราชการ และปิดหน่อยเลือกตั้ง ก็ได้รับการนิรโทษกรรมโดยอำนาจรัฐสภา 

ดังนั้น ภายใต้อิทธิพลการเมืองวัฒนธรรมไทยตามอุดมการณ์พุทธราชาชาตินิยม มีเพียงนักกิจกรรมทางการเมืองที่ต้องคดี 112 เท่านั้นที่ถูกกระทำให้เป็น “คนนอก” ที่นอกจากจะไม่ได้รับการนิรโทษกรรมโดยอำนาจรัฐสภาแล้ว พวกเขาบางคนยังถูกศาลตัดสินจำคุกกว่า 30-50 ปี ในคดี 112 เพียงเพราะวิจารณ์สถาบันกษัตริย์และเสนอปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้เป็นประชาธิปไตย แม้อาจมีการใช้คำพูดบางคำ บางประโยค หรือบางข้อความที่ถูกมองว่า “ไม่เหมาะสม” ตามบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยผู้จงรักภักดี แต่ก็แตกต่างอย่างลิบลับกับการทำรัฐประหาร การยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสยามบิน และปิดหน่อยเลือกตั้ง!

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง