Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์
  • การแสดงความแข็งกร้าวของไทยต่อกัมพูชากลับกลายทำให้ไทยสูญเสียขีดความสามารถในทางการทูตในอันที่จะแสดงบทบาทนำในภูมิภาคและต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น
     
  • ประเทศไทยจำต้องยอมให้จีนทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ครั้งที่ 5 เพราะผู้นำกัมพูชาซึ่งเป็นสมาชิกอยู่ด้วยไม่สะดวกที่จะเข้าร่วมการประชุมในประเทศไทย
     
  • นายกรัฐมนตรีของไทยต้องขอคำรับรองจากจีนว่า ยุทโธปกรณ์ที่ขายให้กัมพูชาอย่างเช่น รถถัง T 59 D จะไม่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของไทย
     
  • นายกรัฐมนตรีของไทยเปิดรับข้อเสนอในการเป็นผู้อำนวยความสะดวกให้กับการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งและฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา

ภารกิจการเยือนจีนของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ระหว่างวันที่ 16-20 กรกฎาคม เพื่อร่วมงานปัญญาประดิษฐ์โลกอาจจะดูเป็นการทำภารกิจเพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นสำคัญ แต่ทว่ามันกลับส่งข้อความระหว่างบรรทัดกลับมายังประเทศไทยในลักษณะที่ว่าความขัดแย้งกับกัมพูชากำลังลดทอนขีดความสามารถทางการทูตของไทยทั้งในระดับทวิภาคีและอนุภูมิภาค สิ่งที่นายกรัฐมนตรีบอกกับคนทางบ้านคือไทยไม่เพียงแต่จำต้องยกหน้าที่เจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำแม่โขง–ล้านช้างให้จีนรับไปดำเนินการแทนเท่านั้นหากแต่ยังต้องขอคำรับรองจากจีนเรื่องอาวุธที่ส่งให้กัมพูชาและเปิดรับข้อเสนอให้จีนช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสองประเทศ

ทั้งหมดนั้นจึงทำให้จีนมีบทบาทเพิ่มขึ้นแต่จะไปโทษว่าเป็นเพราะปักกิ่งอยากจะเข้ามายึดพื้นที่ทางการทูตของไทยเสียทั้งหมดก็คงไม่ได้ เพราะไทยเองต่างหากที่กำลังทำให้พื้นที่นั้นว่างลงด้วยว่าขาดความสามารถในอันที่จะรักษาความสัมพันธ์และช่องทางเจรจากับประเทศเพื่อนบ้านของตนเองเอาไว้ได้

ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชาได้เดินทางมาถึงจุดเสื่อมทรามที่สุดเมื่อเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนปีที่แล้ว ทั้งสองประเทศได้ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างกันและยังหาทางในที่จะคืนดีกันไม่ได้แม้ว่าจะมีการหยุดยิงกันหลายเดือนแล้ว แต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าทั้งสองประเทศจะสามารถสร้างบรรยายกาศแห่งความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันเพื่อปูทางไปสู่การปรับปรุงความสัมพันธ์ได้อย่างไร

ด้วยความสัมพันธ์เช่นว่านั้นประกอบกับบรรยากาศระหว่างสองประเทศที่ตึงเครียดอยู่ตลอดเวลา กัมพูชาได้ส่งสัญญาณให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการมีส่วนร่วมในกระบวนการทางทูตกับประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร ล่าสุดคือการปฏิเสธที่จะส่งผู้แทนเข้าร่วมการประชุมอย่างไม่เป็นทางการของกลุ่มอาเซียนที่กรุงเทพฯเพื่อหาทางยุติวิกฤตการณ์ความรุนแรงในพม่าเมื่อไทยทำหน้าที่ประสานงานให้รัฐมนตรีต่างประเทศพม่า ติน หม่อง ส่วย ได้พบกับเทเรซ่า ราซาโร รัฐมนตรีต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะประธานอาเซียนรวมทั้งรัฐมนตรีจากประเทศอาเซียนอื่นๆในวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ที่เป็นปัญหาในบริบทของความสัมพันธ์แบบพหุภาคีอันเกี่ยวเนื่องกับจีนด้วยนั่นคือ ประเทศไทยมีภาระหน้าที่ในอันที่จะต้องเป็นประธานร่วมในกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านซ้าง (Lancang-Mekong Cooperation – LMC) ในห้วงปี 2567-2568 และมีหน้าที่จะต้องจัดการประชุมสุดยอดผู้นำตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากเหตุแห่งการปะทะกันตามแนวชายแดนกับกัมพูชาเมื่อกลางปีต่อเนื่องถึงปลายปีที่ผ่านมาทำให้ไม่สามารถที่จะจัดการประชุมสำคัญนั้นได้จนต้องเลื่อนออกไปก่อนนับแต่นั้นเป็นต้นมา

LMC เป็นกรอบความร่วมมือในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงที่มีจีนเป็นผู้ริเริ่ม มีสมาชิกประกอบไปด้วยประเทศลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศคือ จีน ไทย ลาว พม่า กัมพูชาและเวียดนาม การประชุมระดับสุดยอดที่จัดขึ้น 2 ปีครั้งเพื่อหารือในเรื่องนโยบายและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาร่วมกันในระยะยาว หากขาดสมาชิกรายใดรายหนึ่งไปก็จะทำให้ไม่สมบูรณ์และแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของประเทศสมาชิก ที่สำคัญก็บ่งบอกถึงอำนาจและบารมีของประเทศเจ้าภาพด้วยเหมือนกัน

ความพยายามครั้งล่าสุดของไทยในอันที่จะทำให้ภารกิจนี้ลุล่วงให้ได้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมปีนี้ เมื่อไทยเป็นเจ้าภาพจัดงาน LMC Week 2026 อันถือว่าเป็นการเตรียมการเพื่อนำไปสู่การประชุมสุดยอดครั้งที่ 5ให้ได้ภายในปีนี้ แต่ดูเหมือนบรรยากาศแห่งการต่อต้านเขมรที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทยจะทำให้ผู้นำกัมพูชาขาดความเชื่อมั่นที่จะเข้าร่วมการประชุมในประเทศไทย

ในที่สุดนายกรัฐมนตรีอนุทิน เปิดเผยหลังการหารือกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนว่า “ประธานาธิบดีจีนได้กล่าวถึงการประชุมกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ซึ่งเดิมประเทศไทยจะต้องเป็นประธานร่วมในการจัดประชุม แต่เพื่อป้องกันความไม่สะดวกใจในการเข้าร่วมของประเทศสมาชิก โดยเฉพาะกัมพูชาหากต้องเดินทางมายังประเทศไทย ทางประเทศจีนจึงเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมแทน เพื่อให้การดำเนินงานสามารถเดินหน้าต่อไปได้”

เมื่อเป็นเช่นนั้น หากมองในเชิงการทูตแล้วดูเหมือนประเทศไทยจะสูญเสียหลายอย่าง กล่าวคือ ประการแรกสูญเสียความต่อเนื่องของนโยบาย เพราะเมื่อเดือนมีนาคม กระทรวงการต่างประเทศวางการประชุมระดับผู้นำเป็นหมุดหมายสำคัญของบทบาทไทย แต่เพียงไม่กี่เดือนต่อมา ความขัดแย้งกับกัมพูชากลับทำให้แผนดังกล่าวดำเนินต่อในประเทศไทยไม่ได้ นี่สะท้อนช่องว่างระหว่างความทะเยอทะยานทางการทูตกับความสามารถรักษาเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการดำเนินนโยบาย

ประการต่อมา สูญเสียความสามารถในการเรียกประชุม เพราะไทยในฐานะประเทศเจ้าภาพไม่ได้มีหน้าที่เพียงจัดสถานที่ แต่ต้องสร้างเงื่อนไขให้สมาชิกทั้งหมดเข้าร่วมได้ แต่เมื่อไทยไม่สามารถแยกความขัดแย้งทวิภาคีกับกัมพูชาออกจากความร่วมมือระดับอนุภูมิภาค จนจีนต้องเสนอเป็นเจ้าภาพแทน

ประการที่สาม สูญเสียอำนาจกำหนดวาระ (agenda setting authority) เพราะการประชุมระดับผู้นำเป็นโอกาสให้เจ้าภาพ กำหนดประเด็นนำ ผลักดันผลลัพธ์การประชุม จัดการหารือนอกรอบกับประเทศต่างๆแบบทวิภาคี แสดงบทบาทนำต่อสมาชิกและสาธารณะ และเชื่อมโครงการภายในประเทศกับกรอบความร่วมมือที่มีมานาน เมื่อสถานที่ย้ายไปจีนแม้ไทยอาจยังมีสถานะประธานร่วมแต่อำนาจในทางปฏิบัติของเจ้าภาพย่อมย้ายตามไปด้วย

ประการสุดท้าย สูญเสียเรื่องเล่า (narrative) ที่ไทยสร้างไว้เอง กระทรวงการต่างประเทศใช้คำว่า Thailand’s proactive role แต่การที่จำต้องย้ายการประชุมออกจากไทยเพราะปัญหากับประเทศสมาชิก ทำให้คำว่าบทบาทเชิงรุกถูกตั้งคำถามอย่างแน่นอนว่ายังจะสามารถทำได้อยู่อีกหรือ

ที่น่าคิดยิ่งกว่านั้นคือ ในการพบกับสี จิ้นผิงครั้งเดียวกัน นายกรัฐมนตรีไทยยังนำเรื่องรถถังจีนที่ส่งให้กัมพูชาไปขอคำชี้แจงและคำรับรองว่าอาวุธดังกล่าวจะไม่ถูกใช้ทำอันตรายต่อไทย จีนจึงปรากฏอยู่ในความสัมพันธ์สามเส้านี้พร้อมกันถึงสองฐานะคือ เป็นทั้งผู้ขายอาวุธและผู้ให้คำรับรองว่ามันจะไม่เป็นภัยคุกคามไทย

บรรดาผู้นำทางการเมือง การทหารและกลุ่มชาตินิยมฝ่ายขวาของไทยแสดงอาการวิตกกังวลจนออกนอกหน้า เมื่อปรากฏรายงานข่าวในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาว่า กองทัพกัมพูชาได้รับมอบรถถัง T 59 D ล๊อตแรกจำนวน 39 คันจากจีน พวกเขาต่างพากันแสดงความคิดเห็นในเชิงกดดันให้จีนงดหรือชะลอการส่งมอบยุทโธปกรณ์ดังกล่าวให้กัมพูชาหรือบ้างก็ตีความไปไกลถึงขนาดจีนเข้าข้างกัมพูชาส่งอาวุธให้รัฐบาลในกรุงพนมเปญมาสู้กับไทยเลยทีเดียว

ความจริงแล้วจีนจะขายอาวุธยุทโธปกรณ์ให้ประเทศใด ก็ไม่สมควรที่ผู้นำไทยจะยกเป็นประเด็นในการหารือระดับสูง เพราะแม้ว่าจะเป็นสิทธิของไทยที่จะแสดงความวิตกกังวลเช่นนั้นได้แต่ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประเทศผู้ซื้อและผู้ขายอยู่ด้วยเช่นกัน อีกทั้งไทยเองก็ซื้อยุทโธปกรณ์จากจีนไม่น้อยล่าสุดคือเรือดำน้ำก็ไม่เคยปรากฎข่าวว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชาไปแสดงความกังวลกับผู้นำจีนว่า เรือดำน้ำของจีนที่ขายให้ไทยจะกลายเป็นภัยคุกคามทางทะเลกับกัมพูชาซึ่งมีประเด็นพิพาทเรื่องไหล่ทวีปที่อ้างสิทธิทับซ้อนกันอยู่แต่อย่างใด

แต่ในเมื่อนายกรัฐมนตรีของไทยถึงกับทำเรื่องนี้ให้เป็นประเด็น ปักกิ่งต้องตอบไปตามมารยาทในทำนองว่า “เข้าใจถึงความกังวลของรัฐบาลและประชาชนชาวไทยเป็นอย่างดี แต่คำสั่งซื้อดังกล่าวเกิดขึ้นมานานแล้ว ก่อนที่จะมีความขัดแย้งหรือการสู้รบ ซึ่งในช่วงที่มีการสู้รบ จีนทราบถึงความอ่อนไหว จึงชะลอการส่งมอบไว้ แต่ท้ายที่สุดก็ต้องปฏิบัติตามสัญญา อย่างไรก็ตาม จีนให้ความมั่นใจว่าในเงื่อนไขที่มีต่อกันนั้น ตกลงกันว่าจะไม่มีการนำยุทธภัณฑ์เหล่านี้ มาก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศไทยอย่างแน่นอน”

แต่ผลของการแสดงออกแบบนั้นของจีนทำให้เกิดสภาวะย้อนแย้งในความสัมพันธ์แบบสามเส้าระหว่างไทย-จีน-กัมพูชาในลักษณะที่ว่า ยิ่งไทยแสดงความไม่ไว้วางใจกัมพูชา ไทยก็ยิ่งต้องพึ่งจีนให้ช่วยหาหลักประกันในการจัดการความไม่ไว้วางใจนั้น แน่นอนทีเดียวจีนไม่จำเป็นต้องหยุดขายอาวุธหรือเลือกข้าง เพียงให้คำรับรองทางการเมืองก็สามารถรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสองประเทศ และเพิ่มสถานะของตนในฐานะผู้ค้ำประกันความสงบในภูมิภาคได้สบายๆ

นั่นจึงกลายเป็นที่มาของการตอกย้ำบทบาทของผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) ในการแสวงหาสันติภาพระหว่างประเทศเพื่อนบ้านคู่ขัดแย้ง ซึ่งไม่ว่าใครจะชอบหรือไม่ก็ตาม ก็ทำให้ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาไม่อาจจะจำกัดอยู่เฉพาะในกรอบทวิภาคีได้อีกต่อไปแล้ว จีนไม่เพียงแต่จะมีบทบาทมากขึ้นหากแต่ยังมีอำนาจต่อรองมากขึ้นอีกด้วย 

อย่างไรก็ตามในที่นี้ควรจะกล่าวด้วยว่า จีนเคยจัดการหารือไตรภาคีระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศไทย กัมพูชา และจีนที่มณฑลยูนนานหลังการปะทะรอบที่สองเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้ว  เพื่อประคับประคองการหยุดยิงและฟื้นฟูความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ดังนั้นข้อเสนอครั้งล่าสุดก็ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่เป็นการขยายและทำให้บทบาทเดิมของจีนเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้วเพราะผ่านมาหลายเดือนแล้วไทยกับกัมพูชายังไม่สามารถเปลี่ยนการหยุดยิงให้เป็นความสัมพันธ์ที่ปกติได้เลย

ทั้งหมดนี้นำไปสู่ข้อย้อนแย้ง (paradox) สำคัญของนโยบายต่างประเทศไทย รัฐบาลอนุทินแสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อกัมพูชาเพื่อยืนยันว่าไทยจะไม่ยอมให้ประเทศเพื่อนบ้านกดดันหรือจำกัดอำนาจอธิปไตยของตน แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกลับทำให้ไทยไม่สามารถจัดการประชุมผู้นำแม่โขง–ล้านช้างตามที่ประกาศไว้ ต้องให้จีนรับหน้าที่เจ้าภาพแทน ทั้งยังต้องขอคำรับรองจากจีนว่าอาวุธที่ส่งให้กัมพูชาจะไม่ถูกใช้ต่อต้านไทย และเปิดรับข้อเสนอให้จีนช่วยอำนวยความสะดวกในการฟื้นการเจรจาระหว่างสองประเทศ

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ยิ่งไทยพยายามแสดงความแข็งกร้าวต่อกัมพูชามากเท่าใด ไทยกลับยิ่งต้องพึ่งพาจีนในการจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชามากขึ้นเท่านั้น ว่าที่จริงจีนไม่จำเป็นต้องเบียดไทยออกจากเวทีแต่อย่างใด เพราะความขัดแย้งที่ไทยไม่สามารถจัดการได้กำลังทำให้ไทยลดบทบาทของตนเอง 

ความเข้มแข็งทางการทูตจึงไม่ได้วัดจากความแข็งกร้าวต่อประเทศเพื่อนบ้าน หากแต่วัดจากความสามารถในการควบคุมความขัดแย้ง การแยกแยะข้อพิพาทออกจากผลประโยชน์ร่วม และการรักษาอำนาจต่อรองของประเทศไว้ได้ หากทำเช่นนั้นไม่ได้เสียแล้วนโยบายที่ดูเหมือนปกป้องอธิปไตยในระยะสั้นกลับกลายเป็นลงเอยด้วยการลดความเป็นอิสระและอำนาจต่อรองของไทยในระยะยาว

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง