'ต้องทำงานเกิน 12 ชม./วัน ไม่มีกฎหมายคุ้มครองแรงงานรองรับ ไม่มีสิทธิตั้งสหภาพฯ' ณพัฎน์ สส.พรรคประชาชน อภิปรายปัญหา แรงงานกองถ่ายภาพยนตร์ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมเสนอแก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานให้ครอบคลุม ตั้งอนุ กมธ.ศึกษาปัญหาและแนวทางแก้ไขอย่างรอบด้าน
7 พ.ค. 2569 ยูทูบ TP Channel ถ่ายทอดสดออนไลน์วานนี้ (6 พ.ค.) เมื่อเวลา 12.56 น. ในวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตา สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน กล่าวขออภิปรายถึงปัญหาสิทธิแรงงานขอแรงงานกองถ่าย แรงงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ที่ยังไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน และไม่มีสิทธิตั้งสหภาพฯ พร้อมเสนอให้มีการตั้งคณะอนุกรรมาธิการฯ ศึกษาข้อเสนอและปัญหาอย่างรอบด้าน
“ผมขอร่วมอภิปรายในญัตตินี้ ในพาร์ทของแรงงานอิสระในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ ซึ่งผมในฐานะผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์ทำงานในกองถ่ายภาพยนตร์ ในฐานะคนเขียนบทและนักแสดง ก็ขออนุญาตเป็นปากเป็นเสียงให้กับเพื่อนพี่น้องร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน" สส.พรรคประชาชน ระบุ
ณพัฎน์ กล่าวว่า ขอให้ภาพกว้างของอุตสาหกรรมภาพยนตร์ มาเป็น 3 กระบวนการ ประกอบด้วย
- Pre-Production
- Production
- Post-Production
โดยทั้ง 3 ส่วนนี้ จำนวนแรงงานทั้งหมดอยู่ที่ 50-100 คนขึ้นไปต่อ 1 งาน โดยจำนวนคนขึ้นอยู่กับทุนสร้าง ซึ่งแรงงานเกือบทั้งหมดนี้ไม่ได้มีสัญญาจ้างงาน แต่เป็นการทำงานโดยสัญญาจ้างทำของ เมื่อเป็นสัญญาจ้างทำของ ก็ไม่ได้เป็นลูกจ้าง ซึ่งจะไม่ได้รับการคุ้มครองภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน และไม่สามารถจัดตั้งสหภาพแรงงาน
- ณพัฎน์ กล่าวต่อว่า ในแต่ละตำแหน่งของกระบวนการผลิตภาพยนตร์ (Pre-Production) อย่างคนเขียนบท บางคนไม่มีสัญญาจ้างทำของ มีแต่เพียงสัญญาใจ ที่ต้องส่งมอบงาน ดังนั้น ก็ทำให้ผู้ว่าจ้างสามารถสั่งปรับแก้ไขไปได้เรื่อยๆ บางครั้งระยะเวลาทำงานต้องเขียนบทนานหลายเดือน หรือบางครั้งต่อเนื่องทำงานยาวเป็นปี ขณะที่ค่าตอบแทนก็น้อยมาก ไม่มีการกำหนดค่าแรงเป็นมาตรฐานกลาง ทำให้นักศึกษาจบใหม่ที่ไม่ได้มีทางเลือกมากนัก ก็จำยอมต้องรับค่าแรงที่ต่ำมาก ยกตัวอย่าง การเขียนบทซีรีส์โทรทัศน์ 1 ตอน จะได้รับค่าตอบแทนที่ 8,000 บาท
ขณะที่ไอเดีย ตั้งต้นเป็นเรื่องย่อ หรือจะนำไปพัฒนาเป็นบทภาพยนตร์ ก็สามารถถูกขโมยได้ง่ายมาก โดยเฉพาะในปัจจุบันที่โครงการประกวดต่างๆ มีการเสนอไอเดีย ซึ่งเมื่อมีการนำเสนอออกไปแล้ว ก็ถูกช่วงชิงไปเป็นบทภาพยนตร์เรื่องอื่นได้ง่ายมาก หรือในปัจจุบันที่สื่อภาพยนตร์ และซีรีส์ มีการดัดแปลงข้ามสื่อได้มากขึ้น ความเสี่ยงตรงนี้ก็มากตามไปด้วย
- ส่วน Production มักจะมีปัญหาระยะเวลาการทำงานที่เกิน 12 ชม.ขึ้นไป โดยเฉพาะการถ่ายทำซีรีส์ หรือละครโทรทัศน์ ที่ลากยาวไปถึง 16 ชม. และค่าจ้างล่วงเวลา ก็มีทั้งจ่ายและไม่จ่าย แต่อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าจ้างล่วงเวลา ไม่ควรเป็นการบีบบังคับโดยอ้อมเพื่อให้ทำงานเกินวันละ 12 ชม. ไม่ควรมีค่านิยมผิดๆ ว่าการทำงานจนเหลือเวลานอนแค่ 2-3 ชม. เป็นการอุทิศตัวเพื่อภาพยนตร์ และในปัจจุบัน ที่มีการทำงานเกินเวลาต่อเนื่อง จนเกิดเหตุการณ์เสียชีวิตของแรงงานกองถ่ายเป็นระยะ
- ตำแหน่งการตัดต่อใน Post-Production ก็ไม่ได้มีการจ่ายค่าแรงเป็นรายวัน หรือรายสัปดาห์เหมือนต่างประเทศ แต่ใช้วิธีการจ่ายเป็นก้อนใหญ่ หรือแบ่งจ่าย เช่นจ่ายหลังตัดต่อเสร็จสิ้นในดราฟต์แรก และจ่ายตอนเสร็จในดราฟต์สุดท้าย หรือเป็นตอนที่ภาพยนตร์ฉายเลย บางครั้งภาพยนตร์มีการเลื่อนฉาย คนตัดต่อเองก็ได้รับค่าแรงล่าช้าออกไปด้วย กลายเป็นว่าชะตาชีวิตของคนตัดต่อ ก็ขึ้นอยู่กับวันฉายภาพยนตร์ ทั้งที่งานของตัวเองเสร็จสิ้นไปตั้งนานแล้ว
เวลาทำงานก็น้อย เพราะถูกบีบมาตั้งแต่ก่อนหน้า หลายเรื่องมีการกำหนดวันฉายไปตั้งแต่ยังไม่เริ่มถ่ายทำ ช่วงเวลาตัดต่อและการทำ Post Production ก็ยิ่งน้อย หนังบางเรื่องใช้เวลาตัดต่อแค่ 2 สัปดาห์นิดๆ หรือดีหน่อยก็ 3 สัปดาห์ ถึง 1 เดือน
เทียบมาตรฐานต่างประเทศ
ณพัฎน์ กล่าวว่า หากเรามาเปรียบเทียบกับมาตรฐานการทำงานของต่างประเทศ อย่างในประเทศไทย ระยะเวลาการทำงานของกองถ่าย อยู่ที่ประมาณ 16 ชม. แต่ในต่างประเทศ ต้องทำงานไม่เกิน 12 ชม.
ขณะที่การตัดต่อ ของประเทศไทย หากทำงานภายใต้ความกดดันขั้นสุด จะอยู่ที่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ ขณะที่ในต่างประเทศ มีระยะเวลาการทำงานอยู่ที่ 12 สัปดาห์
หรือในกรณีของการรักษาพยาบาลในกองถ่าย ของประเทศไทย เป็นภาระหน้าที่ของผู้จัดกองถ่ายในการจัดการรักษาพยาบาล เตรียมยาเอาไว้เอง ขณะที่ของต่างประเทศ กำหนดว่าต้องมีทีมรักษาพยาบาล พร้อมรถพยาบาลประจำกองถ่าย และมีการกำหนดด้วยว่า ต้องไม่มีสิ่งกีดขวางหน้ารถพยาบาล เพื่อให้พร้อมใช้งานได้ทันที หากมีเหตุฉุกเฉิน

ต้นตอปัญหา ไม่มีสิทธิตั้งสหภาพแรงงาน-ไม่มี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน รองรับ
สส.พรรคประชาชน ระบุว่า ปัจจุบันแรงงานและบุคลากรในอุตสาหกรรมมีการรวมตัวกันในฐานะสมาคม แต่ยังไม่ใช่ลักษณะของสหภาพแรงงาน การรวมตัวนั้นยังไม่สามารถสร้างพื้นที่ต่อรองทางสิทธิ และสวัสดิการต่อนายจ้างได้อย่างเป็นรูปธรรม
ขณะที่การรวมตัวกันในรูปแบบของสหภาพแรงงาน ตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 ซึ่งมาตรา 88 ระบุว่า “ผู้มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงาน ต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกัน หรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน” แต่แรงงานอิสระ โดยเฉพาะแรงงานภาพยนตร์ เป็นแรงงานที่มิได้ทำสัญญาจ้างงาน จึงไม่เข้านิยามดังกล่าว
นอกจากนี้ แรงงานกองถ่ายภาพยนตร์ ยังไม่ได้รับการคุ้มครองตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แม้ว่าจำนวนแรงงานในแต่ละกองถ่ายจะมีจำนวนมาก และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยมากก็ตาม
สส.พรรคประชาชน กล่าวต่อว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มีการระบุถึงคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ซึ่งอำนาจหน้าที่โดยรวมไม่ได้ครอบคลุมการส่งเสริมสิทธิ สวัสดิการของแรงงาน
ขณะที่คณะกรรมการมีสัดส่วนของผู้ทรงคุณวุฒิด้านภาพยนตร์น้อยกว่าภาครัฐมาก คือ 11 ต่อ 16 ย่อมกระทบต่อการทิศทางส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ และหากลองย้อนดูสถิติการประชุมของคณะกรรมการฯ ในปี 2567 มีการประชุมเพียง 1 ครั้ง และปี 2568 มีการประชุมเพียง 2 ครั้ง ส่วนวาระพิจารณาก็ไม่มีเรื่องเกี่ยวกับสิทธิ สวัสดิการของแรงงานภาพยนตร์แต่อย่างใด แม้ว่าเดือนกรกฎาคม 2567 หรือราว 4 เดือนก่อนการประชุม 1/2567 จะมีข่าวการเสียชีวิตของแรงงานกองถ่าย จากการทำงานเกินเวลาต่อเนื่องจนร่างกายรับไม่ไหว
แก้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ครอบคลุมคนงานกองถ่าย-ตั้ง อนุ กมธ.ศึกษาปัญหา
สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ณพัฎน์ เสนอว่าต้องมีการอัปเดตกฎหมายให้เท่าทันโลก โดยเฉพาะอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติ ต้องครอบคลุมการส่งเสริม และยกระดับสวัสดิการของแรงงานกองถ่ายภาพยนตร์
แก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ให้ครอบคลุมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับกองถ่ายภาพยนตร์ ให้แรงงานไม่ต้องจำใจทำตามเงื่อนไขของนายจ้าง ที่ได้ข้อได้เปรียบจากการจ้างงาน ทั้ง ชม.การทำงาน ที่นำไปสู่การสูญเสียสุขภาพ และเสียชีวิต ตามที่ได้มีกรณีก่อนหน้ามากมาย
อย่างไรก็ตาม ยังมีแง่มุมอีกมากที่ต้องพิจารณาควบคู่กัน เช่น กฎหมายลิขสิทธิ์ปี 2537 ที่ต้องปรับให้เป็นปัจจุบัน และคุ้มครองผู้สร้างสรรค์งานมากขึ้น การสนับสนุนของภาครัฐต่อรายย่อย ที่สามารถทำได้ทันที โดยเปรียบเทียบกับกรณีศึกษาของต่างประเทศ ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์แข็งแรง และท้ายที่สุด อยากขอตั้งอนุกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาปัญหา และมาตรการแก้ไขทั้งหมดนี้ให้รอบด้าน
“ถึงเวลาแล้วที่จะคืนความเป็นมนุษย์ให้กับแรงงานสร้างสรรค์ Soft Power ของไทยจะไม่อาจเติบโตได้อย่างยั่งยืน หากยังสร้างอยู่บนรากฐานของการขูดรีดคุณภาพชีวิตคนเบื้องหลัง” ณพัฎน์ กล่าว

