บรรยากาศในยามเย็นที่น่าจะดำเนินไปด้วยความสุข บนโต๊ะอาหารมีเสียงช้อนส้อมกระทบกันเคล้าไปกับเสียงหัวเราะของสองพ่อลูก กลับสิ้นสุดลงเมื่อจอแก้วแว่วข่าวหาเสียงของพรรคต่างๆ เพียงไม่นานหลังจากนั้น เสียงหัวเราะก็เปลี่ยนเป็นสนามรบของพ่อกับลูกที่เกิดการโต้เถียงกันรุนแรง แม้แต่สายเลือดและความผูกพันที่มีมาทั้งชีวิต ก็สามารถขาดสะบั้นลงเพียงเพราะความเห็นต่างทางการเมือง
จากนั้นตัดภาพมายังห้องประชุมที่ทันสมัย เหล่าหัวหน้าประกาศด้วยความภาคภูมิว่า “เราทำงานกันแบบประชาธิปไตย” พร้อมเอ่ยเชิญให้ทุกคนร่วมยกมือออกความคิดเห็นอย่างเสรี แต่ท้ายที่สุดคะแนนเสียงดันเทไปอีกทาง ประชาธิปไตยที่ใฝ่ฝันก็ถูกตีตก พร้อมป่าวประกาศก้องลั่นห้องประชุมว่า ให้เป็นไปตามนโยบายของหัวหน้า
สิ่งที่เล่ามาช่างย้อนแย้งเหลือเกิน แต่กลับพบเห็นได้บ่อย ๆ ในชีวิตประจำวัน เริ่มจากในบ้านไปจนถึงที่ทำงาน มันชวนให้เราต้องกลับมาตั้งคำถามว่า ระบอบประชาธิปไตยยังมีจริงอยู่ไหม หรือว่ามันเป็นเพียงสิ่งที่ทำให้ใครบางคนได้ผลประโยชน์จากคำนิยามนี้ เพื่อหลอกใช้เราเป็นเครื่องมือ และหากลองมองให้ดี อาจเจอความจริงที่โหดร้ายว่า ในจิตใจมนุษย์ยังคงมีสัญชาตญาณที่คอยบงการ เพื่อความอยู่รอดอย่างเบ็ดเสร็จ แอบแฝงอยู่ในพฤติกรรมเหล่านี้ในตัวทุกคน มันถูกฝังอยู่ในยีนของเรา และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ว่า... ทำไมเราจึงไม่สามารถรับความเห็นต่างได้เลย
หรือสังคมไทยกำลังติดหล่มอยู่กับการตัดสินว่า ฝั่งไหนคือประชาธิปไตย และฝั่งไหนคือเผด็จการ?
บทความนี้จะช่วยท่านผู้อ่านไปมองอีกมุมที่อาจถูกมองข้ามคือ "จิตวิทยาวิวัฒนาการของมนุษย์" เพื่อชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้วความล้มเหลวในการยอมรับความเห็นต่างในระบอบประชาธิปไตยไทย ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ทัวร์ลง การคว่ำบาตรบนโลกออนไลน์ หรือการประท้วงที่ลงเอยด้วยความรุนแรง ไม่ได้เกิดจากตัวกฎหมายหรือโครงสร้างรัฐธรรมนูญเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "สัญชาตญาณเพื่อความอยู่รอด" ที่ฝังอยู่ในยีนของเราทุกคน แม้ในปัจจุบันมนุษย์เราจะมีการศึกษาเพื่อการเป็นปัญญาชนในสังคมแค่ไหน แต่ประโยคสวยหรูอย่างประชาธิปไตยนั้น จะถูกฝังหยั่งรากลึกในตัวของพวกเราทุก ๆ คนจริงแท้แค่ไหน?
ในทางประสาทวิทยาศาสตร์และจิตวิทยา โครงสร้างสมองที่มีหน้าที่ควบคุมอารมณ์และความกลัวโดยตรงคือ อะมิกดาลา (Amygdala)ซึ่งจัดอยู่ในระบบลิมบิก (Limbic System) หรือสมองส่วนที่ประมวลผลด้านอารมณ์ โดยทำหน้าที่แยกส่วนจากก้านสมอง (Brainstem) และซีรีเบลลัม (Cerebellum) ที่ควบคุมระบบพื้นฐานของร่างกายและการทรงตัว แม้ว่าในทางประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะพิสูจน์แล้วว่าสมองทำงานเป็นเครือข่ายที่ซับซ้อนกว่านั้น แต่หากเราย้อนกลับไปดูแนวคิดคลาสสิกอย่าง 'ทฤษฎีสมอง 3 ส่วน' (Triune Brain) ที่เสนอโดยนักประสาทวิทยา Paul D. MacLean ในช่วงทศวรรษ 1960 เราจะเห็นภาพการทำงานของสัญชาตญาณและอารมณ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้
- Reptilian Complex (สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน) ควบคุมสัญชาตญาณดิบ การเอาตัวรอด การรักษาอาณาเขต และความก้าวร้าว
- Paleomammalian Complex (สมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมยุคโบราณ/ระบบลิมบิก) ควบคุมอารมณ์ ความผูกพัน และสังคม
- Neomammalian Complex (สมองส่วนนอกยุคใหม่/Neocortex)ควบคุมเหตุผล ภาษา และวางแผนซับซ้อน
ถ้าหากถามว่าทฤษฎีสมอง 3 ส่วนมีจริงไหม? มันทำหน้าที่กระหายความเบ็ดเสร็จ และทำลายล้างคนนอกเผ่าเพื่อความปลอดภัยจริงหรือเปล่า?
คำตอบมีทั้งที่เป็นวิทยาศาสตร์ แนวคิดทางจิตวิทยาและวิวัฒนาการ แต่ในความจริงทางประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ทฤษฎีนี้ถูกลดทอนความน่าเชื่อถือลงไปมากในแง่ของโครงสร้าง เพราะสมองไม่ได้ทำงานแยกชั้นกันขนาดนั้น และในส่วนสัตว์เลื้อยคลานเองก็มีสมองส่วนอื่น ๆ ที่ซับซ้อนมากเช่นกัน แต่นักจิตวิทยาและสังคมศาสตร์ยังคงนิยมใช้คำว่า "สมองส่วนสัตว์เลื้อยคลาน"ใช้เป็นอุปลักษณ์ (Metaphor) เพื่ออธิบายสัญชาตญาณดิบของมนุษย์ไว้นั่นเอง
หากมองในจิตวิทยาวิวัฒนาการ (Evolutionary Psychology) พฤติกรรมเหล่านี้มีการแบ่งแยกเป็นพวกเรากับพวกเขา (In-group vs. Out-group bias) และความต้องการความเบ็ดเสร็จมีอยู่จริงในพันธุกรรมของเราอย่างน่าเหลือเชื่อ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เพราะมันเป็นแค่สัญชาตญาณ "ความอยู่รอด" (Survival) เพียงเท่านั้นเอง โดยหากย้อนกลับไปในยุคโบราณ โดยจะยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจง่ายดังนี้
- ทำไมต้องทำลายคนนอกชนเผ่า?
เพราะในยุคโบราณหลายแสนปีที่แล้ว ทรัพยากรอย่างเช่น อาหาร น้ำ ผู้หญิง และที่อยู่อาศัยมีจำกัดมาก การเจอคนแปลกหน้าหรือ "คนนอกเผ่า" หมายถึงความเสี่ยงสูงสุดที่จะถูกแย่งชิง ถูกฆ่า หรือติดโรคระบาดใหม่ ๆ ทำให้สมองในส่วนของสัญชาตญาณโดยเฉพาะ Amygdala ที่ใช้ในการตอบสนองต่อความกลัวและภัยคุกคาม จะสั่งการให้ระแวง เกลียดชัง และพร้อมโจมตีก่อนเพื่อความปลอดภัย
- ทำไมต้องกระหายความเบ็ดเสร็จ?
เพราะในภาวะสงครามหรือภัยพิบัติ ความเป็นประชาธิปไตยหรือการถกเถียงใช้เวลานานเกินไป สมองมนุษย์จึงมักเลือกสิ่งที่ง่ายที่สุดเพื่อความอยู่รอด โดยตัดสินใจทำหรือเลือกจนเกิดเป็น "ผู้นำที่เบ็ดเสร็จ" เพื่อให้เกิดโครงสร้างที่ชัดเจน มองเห็นภาพชัดเจนอย่างเช่น ขาวหรือดำ ซ้ายหรือขวา เพื่อจะนำไปสู่การตัดสินใจได้อย่างรวดเร็ว ในภาวะสู้หรือหนี (Fight or Flight) ซึ่งถือเป็นตัวบงการที่แท้จริงในสมองมนุษย์
และถ้าหากลองแกะรอยพฤติกรรมเหล่านี้ของสมองมนุษย์ในปัจจุบันว่า...มันเกิดจากการทำงานประสานกันของหลายส่วนอย่างไรบ้าง ตัวอย่างเช่น
- ส่วน Amygdala (อะมิกดาลา)
ทำหน้าที่เหมือนสัญญาณเตือนภัย เมื่อเห็นคนที่มีรูปลักษณ์ การแต่งกาย หรือความคิดไม่เหมือนเรา อะมิกดาลาจะจุดชนวนความกลัวและความไม่ไว้วางใจขึ้นมาทันที นี่อาจเป็นเหตุผลของ Racism หรืออคติทางชาติพันธุ์ที่ทำให้เกิดความเกลียดชังทางการเมืองด้วย
- ส่วน Striatum & Dopamine System
เป็นระบบให้รางวัลของสมอง เมื่อเราได้ร่วมมือกับคนในเผ่า เพื่อไปโจมตีหรือเอาชนะคนนอกเผ่า สมองในส่วนนี้จะหลั่งสารเคมีแห่งความสุขและการผูกพัน เช่น Oxytocin ทำให้เราเกิดความฟินสะใจเมื่อเห็น "คนอื่น" พ่ายแพ้
เมื่อนำเอาวิทยาศาสตร์สมองตามทฤษฎีนี้มาวิเคราะห์พฤติกรรมมนุษย์ จะพบข้อบกพร่องในระบอบประชาธิปไตยอยู่มาก ซึ่งไม่ได้ผิดที่ระบอบแต่ผิดที่มนุษย์ในยุคนี้อาจยังไม่พร้อมที่จะใช้มันต่างหาก ในส่วนของเรื่องการยอมรับความเห็นต่างที่สัมพันธ์กับสมองส่วนหน้า (Neocortex) ที่เพิ่งเป็นวิวัฒนาการไม่กี่พันปีที่ผ่านมา และเมื่อใดก็ตามที่เราถูกกระตุ้นด้วยความกลัว ความโกรธ หรือภัยคุกคาม สมองส่วนอมิกดาลา (Amygdala) ในสมองส่วนลึกที่เป็นสัญชาตญาณสัตว์เลื้อยคลานนี้มันจะเข้ามาควบคุมทันที อีกทั้งในมุมจิตวิทยา ความเห็นต่างไม่ได้ถูกตีความว่าเป็น "ข้อมูลใหม่" แต่กลับถูกตีความว่าเป็น "ภัยคุกคามต่อความอยู่รอด" ของชีวิต มันเป็นกลไกการป้องกันตนเองที่แสดงออกมาเป็นพฤติกรรมก้าวร้าว เพื่อทำลายสิ่งที่มองว่าเป็นอันตรายนั้นลงเสีย
มนุษย์เราถูกโปรแกรมมาให้อยู่รอดด้วยการแบ่งแยกกลุ่ม (In-group vs. Out-group) ดังที่ Henri Tajfel เสนอไว้ และถูกขับเคลื่อนด้วยศีลธรรมแบบแบ่งฝักแบ่งฝ่าย (Moral Tribalism) ตามแนวคิดของ Jonathan Haidt โดยในอดีตบรรพบุรุษที่คิดต่างจนทำให้เผ่าแตกแยกมักจะไม่รอดชีวิต สมองของเราจึงส่งต่อสัญชาตญาณที่โหยหา 'ความสอดคล้องเป็นหนึ่งเดียวและความมั่นคงของกลุ่ม'มาจนถึงปัจจุบัน และสัญชาตญาณข้อนี้เอง ที่มักจะถูกระบอบอำนาจนิยมหรือผู้นำเผด็จการหยิบยืมไปใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่น โดยการสร้าง 'ศัตรูร่วมกัน' เพื่อบีบให้เรายอมสยบยอมและเข้าพวกอย่างไม่รู้ตัว
อีกทั้งโซเชียลมีเดียและอัลกอริทึมในความเป็นจริง อาจไม่ได้ช่วยสร้างความเกลียดชังขึ้นใหม่เพิ่มขึ้นสักเท่าไหร่ แต่มันกลับมีหน้าที่เป็นห้องเสียงสะท้อน ที่ไปช่วยปลุกสัญชาตญาณคนป่าถือหอกให้ฟื้นคืนชีพ โดยเปลี่ยนจากการปาหอกหินในทุ่งหญ้าสะวันนา มาเป็นการระดมกดแป้นพิมพ์ เพื่อขับไล่คนคิดต่างออกจาก "เผ่าดิจิทัล" ก็เท่านั้นเอง
จนทำให้เกิดปรากฏการณ์ที่เราต่างเรียกมันว่าว่า "ทัวร์ลง" ที่สามารถมองผ่านจิตวิเคราะห์ของ Sigmund Freud ได้ว่า มนุษย์ทุกคนมีความเป็นเผด็จการตัวน้อย ที่กระหายอำนาจและต้องการควบคุมเพื่อความรู้สึกมั่นคงภายในใจลึก ๆ และอยู่ที่ว่าใคร ในสังคมใด และอารยธรรมไหนจะสามารถกดทับความรู้สึกนี้ไว้ได้มากกว่ากัน อีกทั้งในพื้นที่โลกออนไลน์ปัจจุบันนี้กลายเป็น "พื้นที่เปิดกว้างเหมือนทุ่งหญ้าสะวันนา"อีกครั้ง ช่วยระบายความป่าเถื่อนชั้นดี ที่เราฝังมันเอาไว้นานแสนนาน ให้ได้กลับออกมาโลดแล่นพุ่งหอกใส่คนอื่นอีกครั้ง แบบไม่ต้องรู้สึกผิดมากนัก เนื่องจากเราคิดว่าทำสิ่งเหล่านั้นภายใต้ "การปกป้องความถูกต้อง" ซึ่งมันดูเป็นความโลภทางศีลธรรมในรูปแบบใหม่ (Moral Pleonexia)
หากลองมองย้อนกลับไปในจุดเริ่มของคำว่า “ประชาธิปไตย” และ “เสรีภาพในการพูด” ที่กลายเป็นวาทกรรมสวยหรู ที่ผู้คนมักหยิบยกมาอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองอยู่นั้น ลองสังเกตขณะที่เรากำลังไถฟีดบนหน้าจอมือถือ จะมองเห็นว่ามันเต็มไปด้วยพฤติกรรมศาลเตี้ยและการล่าแม่มดเต็มไปหมด จนค่อยๆ ผลักให้ผู้คนที่คิดเห็นต่างกลายเป็นศัตรูกัน เพียงเพราะคิดไม่ตรงกันเพียงเท่านั้น และแม้ในหนังสือเรียนจะสอนเราเรื่องประชาธิปไตยคือ...การอยู่ร่วมกันบนความเห็นต่าง และยึดเสียงข้างมากเป็นหลักมากแค่ไหน แต่ในความเป็นจริงกลับไม่เคยเป็นเช่นนั้น มันเป็นเพราะพวกเราไม่เคยเรียนรู้อะไรเลย หรือเพราะเราไม่อาจต่อสู้กับสัญชาตญาณในสมองได้เช่นนั้นหรือ?
ยิ่งทำให้เกิดคำถามว่า เรากำลังอยู่ในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง หรือเรากำลังติดอยู่กับ “เผด็จการในคราบเสรีนิยม” ที่ยอมรับฟังแค่เสียงที่สะท้อนกลับมาจากพวกเดียวกันเท่านั้น?
ตราบใดที่พวกเรายังไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ ประชาธิปไตยในประเทศไทยก็จะเป็นเพียงแค่ป้ายไฟที่สวยงามแต่กลวงโบ๋ อีกทั้งทางออกที่แท้จริงในการเป็นเมืองประชาธิปไตย ไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนกฎหมายหรือโครงสร้างอำนาจรัฐ แต่มนุษย์เราทุกคนต้องรู้เท่าทันสิ่งที่ซ่อนอยู่ข้างในตัวเอง โดยการรู้จักยอมรับและเสียสละบนความถูกต้อง เพื่อฝึกฝนสมองส่วนหน้าให้แข็งแรงพอที่จะรับฟังเสียงที่ไม่ถูกจริตให้ได้ เพราะประชาธิปไตยไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ทุกคนคิดเหมือนกัน แต่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนที่คิดต่างกัน สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่เอาหอกแทงกันตายหมดก่อนสร้างสังคมที่ดี
หรือท้ายที่สุดระบอบประชาธิปไตยก็ไม่สามารถสู่สัญชาตญาณในตัวเราได้ดังที่ Jonathan Haidt ได้เคยกล่าวไว้ในทฤษฎี "สมองชนเผ่า" (Moral Tribalism) ว่า "จิตใจของมนุษย์ทำงานเหมือนทนายความ ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์" คือ....เราจะเลือกข้างตามสัญชาตญาณและความกลัวก่อน เพื่อความอยู่รอดแล้วค่อยใช้เหตุผลมาอ้างทีหลัง เพื่อสนับสนุนความเชื่อของตนเองนั่นเอง
อ้างอิง
1. Barrett, L. F. (2020). Seven and a half lessons about the brain. Houghton Mifflin Harcourt.
2. De Dreu, C. K., Greer, L. L., Handgraaf, M. J., Shalvi, S., Van Kleef, G. A., Baas, M., Ten Velden, F. S., Van Dijk, E., & Feith, S. W. (2010). The neuropeptide oxytocin regulates parochial altruism in intergroup conflict among humans. Science, 328(5984), 1408–1411.
3. Freud, S. (2010). Civilization and its discontents (J. Strachey, Trans.). W. W. Norton & Company. (Original work published 1930).
4. Haidt, J. (2001). The emotional dog and its rational tail: A social intuitionist approach to moral judgment. Psychological Review, 108(4), 814–834.
5. Haidt, J. (2012). The righteous mind: Why good people are divided by politics and religion. Vintage Books.
6. MacLean, P. D. (1990). The triune brain in evolution: Role in paleocerebral functions. Springer Science & Business Media.
7. McAlister, A. L., Bandura, A., & Owen, S. V. (2006). Mechanisms of moral disengagement in support of military force: The role of moral justification. Journal of Social and Clinical Psychology, 25(2), 141–165.
8. Plato. (1991). The Republic of Plato (A. Bloom, Trans.; 2nd ed.). Basic Books. (Original work published c. 375 BCE).
9. Tajfel, H., & Turner, J. C. (1979). An integrative theory of intergroup conflict. In W. G. Austin & S. Worchel (Eds.), The social psychology of intergroup relations (pp. 33–47). Brooks/Cole.
10. Tajfel, H., Billig, M. G., Bundy, R. P., & Flament, C. (1971). Social categorization and intergroup behaviour. European Journal of Social Psychology, 1(2), 149–178.
