Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาฯ วิเคราะห์ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่าฯ กทม.และ สก.ล่าสุด ที่การเลือกผู้ว่าฯ โดยตรงจะสะท้อนให้เห็นว่าคุณสมบัติผู้ว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกสูงแล้ว ผลการเลือก สก.ก็สะท้อนความนิยมในพรรคการเมืองแต่ละพรรคที่ลงแข่งในสนามนี้ด้วย 'มัลลิกา' กลายเป็นตัวแทนที่รวมเสียงจากฝ่ายอนุรักษนิยม-ชาตินิยม แต่ก็ยังไม่สามารถบอกได้ว่าสายอนุรักษ์นิยมมีการหดหรือขยายตัวได้

30 มิ.ย. 2569 ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์วิเคราะห์ผลการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและสมาชิกสภากรุงเทพมหานครที่เพิ่งผ่านมาเมื่อ 28 มิ.ย.ที่ผ่านมา และผลออกมาว่าชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้กลับมาเป็นผู้ว่าฯ สมัยที่สอง พร้อมกับ สก.จากพรรคประชาชนที่ได้เพิ่มมามากว่าการเลือกตั้ง สก.ปี 2565

สิริพรรณระบุข้อสังเกตไว้ทั้งหมด 5 ประเด็นดังนี้ 

1. หากต้องการทำความเข้าใจพรรคการเมือง คะแนน สก. สะท้อนฐานเสียงของพรรคได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อเป็นการเลือกผู้บริหารโดยตรงอย่างผู้ว่า กทม. คุณสมบัติ บารมี ความดึงดูด และความน่าเลือกส่วนบุคคล มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจสูง การประเมินความเข้มแข็งของพรรคการเมือง จึงควรวิเคราะห์คะแนน สก.

สิ่งที่พบคือ voting consistency  หรือ ความมั่นคงในการเลือกที่ยึดโยงกับพรรคการเมืองมีความวูบวาบอย่างมีนัยสำคัญ หากเปรียบเทียบผลเลือกตั้ง สก. ปี 2565 ผลเลือกตั้ง สส.ปี 2569 และผลเลือกตั้ง สก. ปี 2569 จะพบว่า 

  • คะแนน สก. ของก้าวไกล ปี 65  ได้ 480,000 เสียง หรือ 21% 14 ที่นั่ง เลือกตั้ง สส.กทม. ได้ 1,400,000 เท่ากับ 45% ส่วน สก พรรคประชาชนครั้งนี้ได้ 600,000 คะแนน หรือ 36%

    มองมุมหนึ่ง คะแนนหดหายไป 9% แต่ตัวเลขนี้ไม่อาจเป็นกระจกพยากรณ์ความนิยมของคน กทม. ต่อพรรคประชาชนในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้อย่างแม่นยำนัก เพราะประชาชนใช้คนละชุดเหตุผลในการตัดสินใจในการเมืองระดับชาติและระดับท้องถิ่น 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ร่วมกับผลเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา ที่พรรคก้าวไกล แม้จะจับมือกับอดีตนักการเมืองท้องถิ่นที่มีฐานเสียงเดิม กลับแพ้มากกว่าเดิม จากที่พัทยาร่วมใจ + คณะก้าวหน้าเคยได้ 21,521 ครั้งนี้ผู้สมัครในนามพรรคประชาชน ได้เพียง 11,566 คะแนน

    คำถามเรื่องความผูกพันกับพรรคการเมือง จึงเป็นโจทย์สำคัญทางรัฐศาสตร์
     
  • เพื่อไทย  สก. ปี 65 ได้ 27% หรือ 620,000 จาก 20 เขต เลือกตั้ง สส.กทม. ปี 69 ได้ 300,000 หรือประมาณ 10%  ไม่ส่งผู้สมัคร สก. แต่กลุ่มเพื่อไทย life ลงตัวได้ 250,000 คะแนน 13% ซึ่งถ้าดู % ที่สูงกว่าการเลือกตั้ง สส. ทั้ง ๆ ที่ส่งผู้สมัครเพียง 10 เขต สะท้อนความเข้มแข็งในพื้นที่ส่วนตัวของผู้สมัคร และเป็นคำถามใหญ่ถึงความนิยมของแบรนด์เพื่อไทยใน กทม.
     
  • ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่หลังจากปรับฐานลงมาตั้งแต่ปี 2562 ที่มั่นในกรุงเทพค่อนข้างนิ่ง  การเลือกตั้ง  สก. ปี 65 ได้ 350,000 คะแนน คิดเป็น 15% การเลือกตั้ง สก.ครั้งนี้ ทีมประชาธิปัตย์ อภิสิทธิ เวชชาชีวะ,กรณ์ จาติกวณิช, การดี เลี่ยวไพโรจน์ และสกลธี ภัททิยกุล ลงพื้นที่ช่วยหาเสียงหนักมาก เพราะไม่ได้มองเป็นเพียงการเลือกตั้งผู้ว่า กทม. แต่มองยาวไปยังการเลือกตั้ง สส. ครั้งหน้า จึงใช้เป็นจังหวะรื้อฟื้นสายสัมพันธ์กับคนกรุงเทพที่ในอดีตเคยเป็นฐานเสียงสำคัญของพรรคให้กลับมาชื่นมื่นอีกครั้ง

    ผลคือได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับเดิมคือ 350,000 ซึ่งมากกว่าเลือกตั้ง สส.ปี 69 เล็กน้อยที่ได้ 300,000 คะแนน และเมื่อคิดเป็นสัดส่วนที่ 19% ก็นับว่าเริ่มกระเตื้องขึ้นมาบ้าง

2. คนเลือกมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุขมากถึง 304,949 คะแนน คิดเป็น 13% น่าจะมาจากคนที่เคยเลือก สก.พรรคพลังประชารัฐ ปี 65 ที่ 270,000 (11%) และเติมด้วยคนที่เลือก สก.ประชาธิปัตย์ แต่ไม่เลือกอนุชา บูรพชัยศรี หรือแม้แต่คนที่คิดว่าชัชชาติชนะอยู่แล้ว เลยหันมาเลือกมัลลิกาเพื่อความสะใจ ก็คงมี 

มัลลิกากลายมาเป็นตัวแทนอนุรักษ์นิยม-ชาตินิยม (จากบทบาทกรณีพิพาทชายแดนกัมพูชา) ในการเลือกตั้งครั้งนี้ 

3. คงไม่อาจประเมินการหดหรือขยายตัวของสายอนุรักษ์นิยมจากผลเลือกตั้งครั้งนี้ได้ชัดเจน เพราะคะแนนชัชชาติหลอมรวมความนิยมของจากทั้งอนุรักษ์และก้าวหน้า ที่อาจจะชี้ได้คือ คนกลุ่มนี้ปฎิเสธพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนอย่างเหนียวแน่น มั่นคง และพร้อมจะหันไปชูตัวเลือกที่โดดเด่นให้เป็น MVP ในแต่ละครั้ง แม้อาจไม่ตรงกับอัตลักษณ์ดั้งเดิมก็ตาม คล้ายกับที่คนกรุงเทพเลือก ภูมิใจไทย 550,000 คะแนน มาเป็นอันดับ 2 ในการเลือกตั้ง สส. ที่ผ่านมา

4. ชัยชนะของชัชชาติที่มากกว่าครั้งที่แล้วประมาณ 150,000 คะแนน แม้คนไปเลือกตั้งน้อยลงจาก 60% เหลือเพียง 52.79% เป็นเพราะครั้งนี้คะแนนไม่ถูกแบ่งให้ผู้สมัครท่านอื่นมากนัก การเลือกตั้งปี 65 มีผู้สมัครที่ได้ 2000,000-250,000 ถึง 4 คน ประชาชนที่เคยเลือกผู้สมัครจากประชาธิปัตย์สกลธี และพลเอกอัศวิน ชวัญเมือง บางส่วนหันมาลงคะแนนให้ชัชชาติ

5. เหตุผลที่คนไปเลือกตั้งน้อย เป็นไปตามทฤษฎี การแข่งขันไม่สูสี (competitiveness) ผลเห็นชัดตั้งแต่ยังไม่เลือก ถ้าเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งปี 56 สุขุมพันธุ์ บริพัตร ประชาธิปัตย์ v. พงศพัศ พงษ์เจริญ เพื่อไทย คนไปใช้สิทธิ 64% และสโลแกน ไม่เลือกเรา เค้ามาแน่ ทำงานได้ตรงเป้า

หากเปรียบเทียบการเลือกตั้ง สส. ของไทยที่ผ่านมา จะเห็นว่า คนไปใช้สิทธิลดลง  ปี 54 ( 74.7%)  ปี 66 (75.7%) ปี 69 (71.4%) ซึ่งสะท้อนความรู้สึกว่าเสียงของตนไม่มีความหมาย (political efficacy)  ถ้าคนรู้สึกว่าเลือกไปก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนก็จะไม่ออกไปเลือกตั้ง 

อีกเหตุผลที่คนไปใช้สิทธิน้อย อธิบายได้ด้วยการจัดการเลือกตั้ง ของ กกต. การไม่ให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในการเลือกตั้งท้องถิ่น ส่งผลชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับการเลือกตั้งระดับชาติ ที่จริงการจัดให้คนเลือกตั้งล่วงหน้า ณ สำนักงานเขต ไม่น่าจะเป็นเรื่องยุ่งยากอะไร จะเป็นการส่งเสริมประชาธิปไตย มากกว่าจัดหลักสูตรอบรมต่าง ๆ มากมาย

ประเด็นเรื่องการอำนวยความสะดวกให้ผู้มาเลือกตั้ง ขอพูดซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้งว่า บัตรเลือกตั้งควรมีรายละเอียดชื่อผู้สมัคร พรรค หรือสังกัด บัตรเลือกตั้งมีแต่เบอร์  เมื่อเข้าไปในคูหาทำให้จดจำยาก โดยเฉพาะผู้สมัคร สก. ที่มีเป็นจำนวนมาก น่าจะมีคนกาผิดเจตนาพอสมควรจะเห็นว่าบัตรเสีย 6.9% เป็นตัวเลขที่สูงมาก เมื่อเทียบกับบัตรสีเขียวที่เลือกผู้ว่า กทม เสียเพียง 0.9% หรือเมื่อเทียบกับการเลือกตั้ง ส.ส ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 3.8-4%

ตัวเลขเล็ก ๆ ที่น่าสนใจอีกตัวคือ จำนวนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนให้กับผู้สมัคร สก ประมาณ 10% น่าจะสะท้อนว่า ประชาชนยังไม่รู้จักผู้สมัคร สก. ดีนัก จึงไม่รู้จะเลือกใคร

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง