‘สภากอบกู้รัฐฉาน’ ประณามทัพรัฐฉานเหนือยอมร่วมมือกับพม่า

สภากอบกู้รัฐฉานประณามกองทัพรัฐฉานภาคเหนือกองพลน้อยที่ 3 และกองพลน้อยที่ 7 ที่ตัดสินใจเปลี่ยนสถานะไปเป็นกองกำลังรักษาดินแดน (HGF) ภายใต้กองทัพพม่า ชี้เป็นการตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ เอาพี่น้องประชาชนไปมอบให้ศัตรู ขณะที่ชื่นชมกองพลน้อยที่ 1 ที่ยังไม่ยอมมอบตัว

 

หลังจากที่เมื่อ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา กองทัพรัฐฉานภาคเหนือ (Shan State Army-North หรือ SSA-N) ซึ่งเป็นกลุ่มหยุดยิงกับรัฐบาลทหารพม่ามาตั้งแต่ปี 2532 ได้ตกลงกับรัฐบาลทหารพม่าและเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังรักษาดินแดน (Home Guard Force - HGF) ภายใต้กองทัพพม่า 

อย่างไรก็ตามมีเพียง 2 กองพลน้อยของ SSA-N ที่ยอมเปลี่ยนสถานะ คือกองพลน้อยที่ 3 นำโดย พล.ต.หลอยมาว และกองพลน้อยที่ 7 นำโดย พล.ต.ก่ายฟ้า แต่ พล.ต.หลอยมาว ไม่สามารถสั่งให้กองพลน้อยที่ 1 ของ พล.ต.ปางฟ้า ซึ่งมีกำลังประมาณ 2,500 นาย เปลี่ยนสถานะด้วย 

โดยกองพลน้อยที่ 1 ตั้งฐานที่อำเภอเกซี รัฐฉานภาคใต้ ส่วนกองพลน้อยที่ 3 ตั้งฐานที่อำเภอเมืองไหย๋ กองพลน้อยที่ 7 ตั้งฐานที่อำเภอสี่ป้อ รัฐฉานภาคเหนือ 

ทั้งนี้รัฐบาลทหารพม่าพยายามกดดันให้กลุ่มหยุดยิงเปลี่ยนสถานะเป็นกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) หรือกองกำลังรักษาดินแดน (HGF) ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปในปีนี้ โดยมีเป้าหมายต่อกองกำลัง SSA-N กองกำลังสหรัฐว้า (UWSA) องค์กรคะฉิ่นอิสระ (KIO) กองกำลังโกก้าง (MNDAA) และกองกำลังเมืองลา (NDAA) ฯลฯ 

ต่อมาเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 53 สภากอบกู้รัฐฉาน (RCSS) องค์กรทางการเมืองของกองทัพรัฐฉานใต้ (SSA – S) ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยที่ยังต่อสู้กับทหารพม่า ได้ออกแถลงการณ์ต่อกรณีที่ SSA-N เปลี่ยนสถานะจากกลุ่มหยุดยิงเป็นกองกำลังรักษาดินแดน โดยรายละเอียดของแถลงการณ์ มีดังนี้

 

000

 

แถลงการณ์
สภากอบกู้รัฐฉาน
วันที่ 30 เมษายน 2553

 

ได้รับทราบข่าวมาว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา พล.ต.หลอยมาว ผู้นำสูงสุด กองทัพรัฐฉาน – กลุ่มหยุดยิง (S.S.A. – กลุ่มหยุดยิง) พร้อมด้วยคณะนายทหารบางส่วน ได้เข้าร่วมเจรจากับแม่ทัพภาคตะวันออกเฉียงเหนือของกองทัพรัฐบาลเผด็จการ ทหารพม่า และยินยอมที่จะแปรเปลี่ยนสถานะกองกำลังไปเป็นหน่วยอาสารักษาดินแดน (HGF) หรือ ปิตูจิ๊ด ต่อมาในวันที่ 28 เมษายน 2553 แม่ทัพภาควันออกเฉียงเหนือ (ล่าเสี้ยว) กองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ได้เดินทางมาอำนวยการจัดกำลังหน่วยอาสารักษาดินแดน (HGF) ใน พื้นที่ บก.แสงแก้ว อ.สี่ป้อ จำนวน 105 นาย พื้นที่ ต.เมืองเคอ อ.สี่ป้อ จำนวน 120 นาย ส่วนในกองพลน้อยที่ 7 นั้น แม่ทัพภาคตะวันออก (ตองจี) กองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ได้เดินทางมาอำนวยการจัดกำลังหน่วยอาสารักษาดินแดน จำนวน 290 นาย โดยหน่วยนี้ มี พ.อ.หลาวกอน เป็นผู้บังคับบัญชาหน่วย และเรียกร้องที่จะควบคุมพื้นที่ 13 แห่ง ในเขตพื้นที่ก่าลี่ อ.กุ๋นฮิ ง – เมืองจ๋าง อ.เมืองสู้ โดยมีกำลังพลที่มีอายุมากกว่า 50 ปี ถึง 15 นาย ส่วนอาวุธประจำกายในหน่วยนั้นจะทำการจัดหาให้ในโอกาสต่อไป

อย่างไรก็ตาม ยังมีกองพลน้อยที่ 1 ที่ไม่ยอมมอบบัญชีรายชื่อกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ต่อกองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า และแสดงท่าทีชัดเจนว่า ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะยึดมั่นในเส้นทางภารกิจเพื่อชาติบ้านเมือง จะไม่ยอมหันหลังให้ประชาชนอย่างเด็ดขาด ได้ทราบอย่างนี้แล้ว มีความรู้สึกยินดีและชื่นชมเป็นอย่างยิ่ง

ตามพฤติกรรมที่ พล.ต.เจ้าหลอยมาว ผู้นำสูงสุด กองทัพรัฐฉาน – กลุ่มหยุดยิง (S.S.A. – กลุ่มหยุดยิง) หันไปเจรจาตกลงกับกองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่านั้น ถือเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดอย่างมหันต์ เปรียบได้ดั่งหันหลังให้กับชาติพันธุ์บ้านเมือง เหมือนกับนำเอาบุตรหลานของพี่น้องประชาชน ไปสวามิภักดิ์ มอบให้กับศัตรู อย่างนี้แล้ว นอกจากจะนำพาลูกหลานของพี่น้องประชาชน ตลอดจนพี่น้องประชาชนชาติพันธุ์ไตเอง ต้องพบกับความทุกข์ยาก ลำบากอย่างแสนสาหัสแล้ว ยังอาจนำพาประเทศชาติบ้านเมืองของเราไปสู่ความล่มจมในที่สุด

ภายหลังกองทัพเมืองไต (MTA) ภายใต้การนำของขุนส่า ยอมวางอาวุธ สวามิภักดิ์ต่อรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าแล้ว ประชาชนชาติพันธุ์ไต ต่างก็คาดหวังว่า กองกำลังกองทัพรัฐฉาน (S.S.A.) ภายใต้การนำของ พล.ต.เจ้าหลอยมาว และ พล.ต.เจ้าก่ายฟ้า ว่า จะยอมทุ่มเทสรรพสิ่งทุกอย่าง ในการสะสางภารกิจเพื่อชาติพันธุ์บ้านเมืองสืบไป แต่ที่ผ่านมา เวลาผู้ใต้บังคับบัญชาเรียนถามว่า เมื่อไรเราจะเปิดศึกกับกองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ก็จะได้รับคำตอบเพียงว่ายังไม่ถึงเวลาอยู่เสมอมา ตอนที่ พ.อ.เจ้ากานยอด ผละออกจาก กองทัพเมืองไต (MTA) ท่านก็ได้เดินทางเข้าสมทบกับ S.S.A. หรือแม้แต่สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (R.C.S.S.) ก็ตั้งความหวังรอคอยอยู่เสมอว่า ท่านเหล่านี้ จะมาเป็นผู้นำในการดำเนินงานสืบไปในภายภาคหน้า พอได้มารับทราบข่าวว่า พวกท่านเหล่านั้น ได้เจรจาตกลงกับกองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ในการแปรเปลี่ยนสถานะกองกำลัง ไปเป็นหน่วยอาสารักษาดินแดน (HGF) ก็ รู้สึกตกใจเป็นอย่างยิ่ง และรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจต่อชะตากรรมของชาติพันธุ์บ้านเมืองอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกท่านเหล่านี้ จะมีแผนกลยุทธยังไงก็ตาม แต่ก็ยังมองไม่เห็นทางสว่างว่า พวกท่านจะสามารถหลุดพ้นจากหลุมพรางของกองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าได้อย่างไร? ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี ที่ทำสัญญาหยุดยิงกับกองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า พวกท่านสามารถดำเนินงานต่างๆ ได้โดยที่กองทัพรัฐบาลเผด็จการทหารพม่า ไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือกุมบังคับ ก็ยังไม่เห็นว่าจะสามารถทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน แต่เมื่อเหตุการณ์เปลี่ยนไปเหมือนที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ถ้าจะมาแก้ตัวว่า จะขอติดตามดูสถานการณ์ก่อน อย่างนี้ แสดงว่า เป็นการโกหกหลอกลวงประชาชนและผู้ใต้บังคับบัญชาเพื่อเอาตัวรอดเท่านั้น คำพูดที่ว่าทำเพื่อประชาชนนั้น มันสูญสิ้นแล้ว

ดังนี้แล้ว พี่น้องประชาชนและเหล่าทหารกล้าทั้งหลาย ควรจดจำสิ่งเหล่านี้ไว้เป็นบทเรียนสอนใจสำหรับในอนาคต อย่าหลงเชื่อกับคำโกหกพกลม ที่ฟังดูเพราะพริ้งเสนาะหู ไม่อย่างนั้นแล้ว พี่น้องประชาชนก็อาจเปรียบดั่ง “นกกระทาหวังหาง กระต่ายหวังโหนก” คือเฝ้าหวังแต่ในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ยังไงก็ตาม เรื่องเวรกรรมนั้นมีจริง ที่ผ่านมา ได้อาศัยเสบียงข้าวปลาอาหารจากพี่น้องประชาชน แต่กลับต้องหวนคืนมาสูบกินเลือดเนื้อประชาชนนั้น ไม่มีทางที่จะสบายใจได้หรอก และมีความเชื่ออยู่เสมอว่า สัจจะเป็นเรี่ยวแรง สัจจะเป็นความชอบธรรม สัจจะเป็นสิ่งที่มั่นคงถาวร

 

คณะกรรมการบริหาร
สภาเพื่อการกอบกู้รัฐฉาน (R.C.S.S.) 

 

 

ที่มาของข่าว: Taifreedom และ สำนักข่าวฉาน (S.H.A.N.)

 

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์