พบตัวแล้ว “ผุสดี นาคคำ” จากแฟนคลับ “สนธิ” เปลี่ยนเป็น “คนเสื้อแดง”

“ข่าวสด” รายงานพบ “ผุสดี นาคคำ” ผู้ชุมนุมคนสุดท้ายที่แยกราชประสงค์แล้ว เจ้าตัวบอกมารอทหารหน้าเวทีเพื่อยืนยันเสื้อแดงไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย เผยยังมีหญิงอีก 2 คนนั่งสมาธิอยู่ใกล้กันและยังไม่ทราบชะตากรรม เผยเคยเป็นแฟนคลับ “เมืองไทยรายสัปดาห์” แต่เห็นว่าทำไม่ถูกจึงมาร่วม “คนเสื้อแดง” ด้าน “กระจกเงา” รับแจ้งคนหาย 42 ราย ตามหาพบแล้ว 3 ราย 

ปฏิทินประชาไทxไข่แมว2020

ภาพหญิงเสื้อแดงคนสุดท้ายที่นั่งถือธงหน้าเวทีปราศรัยที่รอกระทั่งทหารมาถึงที่ชุมนุมเมื่อ 19 พ.ค. และมีการตามหาตัวหญิงในภาพนั้น (ภาพบนสุดและภาพกลาง) ล่าสุด “หนังสือพิมพ์ข่าวสด” (ล่าง) รายงานว่าพบบุคคลดังกล่าวแล้วชื่อ “ผุสดี นาคคำ” ภาพนี้เป็นภาพล่าสุดจากข่าวสด 1 มิถุนายน 2553

 

ตามที่มีการตามหาผู้หญิงเสื้อแดงคนสุดท้ายที่นั่งถือธงอยู่คนเดียวหน้าเวทีปราศรัย สี่แยกราชประสงค์ ระหว่างกำลังทหารบุกเข้ามากระชับพื้นที่ เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 19 พ.ค. นั้น (อ่านข่าวย้อนหลัง) ล่าสุด “หนังสือพิมพ์ข่าวสด” รายงานเมื่อ 1 มิ.ย. ว่า รายงานว่าทราบข่าวจากประชาชนว่าบุคคลดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ที่บ้านย่านฝั่ง ธนบุรี คือ “นางผุสดี นาคคำ” อดีตพยาบาล อายุ 54 ปี

นางผุสดี เปิดเผยนาทีระทึกช่วงทหารบุกมาถึงตัวว่า อดีตตนเคยเป็นแฟนคลับของรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่เริ่มเห็นว่าสิ่งที่ทั้งนายสนธิ และรัฐบาลทำนั้นไม่ถูกจึงหันเห มาต่อสู้ร่วมกับคนเสื้อแดง เป้าหมายเพียงเพื่ออยากให้รัฐบาลยุบสภาเลือกตั้งใหม่เท่านั้น วันที่ 13 มี.ค. ตนก็เริ่มเข้าร่วมชุมนุมที่ผ่านฟ้าฯ จนย้ายมาที่ราชประสงค์ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตลอด 2 เดือน เพราะต้องนอนอยู่กลางถนนทั้งที่ไม่เคยคิดเลยว่า แค่เรียกร้องให้ยุบสภาจะต้องมีคนมาล้มตายมากขนาดนี้

 

เผยเหตุ 19 พ.ค. มานั่งรอทหารหน้าเวทีเพื่อยืนยันเสื้อแดงไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย

นางผุสดี กล่าวต่อว่า ส่วนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.นั้น หลังแกนนำประกาศยุติชุมนุมตนเดินไปหน้าเวทีเพราะไม่เห็นด้วยที่มายุติตอนคน เสื้อแดงตายไปมากแล้ว ถ้าเลิกกลางคันแบบนี้ คนที่ตายก็ต้องถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายทันทีตนคิดเพียงว่า เพื่อคนเสื้อแดงไม่ต้องตายเปล่า ควรรวมตัวกันอยู่ที่เวทีอย่างสงบเพื่อให้โลกรู้ว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นผู้ ก่อการร้าย แต่หลังจากเสียงระเบิดและเสียงปืนดังใกล้เวทีต่อเนื่องแกนนำทั้งหมดก็วิ่ง หนีไปมอบตัว ส่วนผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ก็หนีไปด้วย จึงตั้งใจว่าเมื่อครั้งหนึ่งเคยให้สัญญากับแกนนำคนหนึ่งไว้ว่า "คนเสื้อแดงจะอยู่และตายร่วมกัน" จึงตัดสินใจอยู่เพื่อรอจนกว่าทหารจะมาจับหรือยิงตนทิ้ง

น.ส.ผุสดี กล่าวต่อว่า ตนตัดสินใจนั่งถือธงแล้วนั่งจ้องไปทางแยกประตูน้ำเพราะคิดว่าทหารจะเข้ามา ทางนั้นโดยมีนักข่าวต่างประเทศกลุ่มหนึ่งนั่งสังเกตการณ์อยู่ใกล้ๆ รอบตัวมีควันไฟเสียงปืนและเสียงระเบิดเป็นระยะๆ ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร เพียงแต่แผ่เมตตาเพื่อที่จะได้ตายอย่างสงบ แต่หลังจากนั้นมีทหารกลุ่มหนึ่งผูกผ้าพันคอสีเหลืองจำนวนหลายสิบนายเดินเข้า มาทางฝั่งเพลินจิต นักข่าวกลุ่มที่ยังอยู่ก็กรูเข้ามาสัมภาษณ์ตนเพื่อเหมือนกับจะบอกให้ทหารรู้ ว่ามีนักข่าวอยู่ จะได้ไม่กล้าทำอะไร แต่ทหารกลุ่มนั้นก็มาเพียงขอให้กลับบ้านไปและไม่ได้มีท่าทีคุกคาม

 

เผยยังมีหญิงอีก 2 คนนั่งสมาธิอยู่ ยังไม่ทราบชะตากรรม

ซึ่งเมื่อมานั่งคิดดูแล้วได้ปักหลักอยู่สู้จนทหารบุกเข้ามาเจอตนคนสุดท้าย แม้รอดชีวิตแต่ภารกิจก็ถือว่าสิ้นสุด จึงตัดสินใจเปลี่ยนเสื้อที่อยู่ในกระเป๋าจากแดงเป็นสีขาวแล้วเดินตามนักข่าวต่างประเทศกลุ่มนั้นออกมาทางเพลินจิต ตลอดเส้นทางเห็นกำลังทหารเข้ามายึดพื้นที่ฝั่งถนนเพลินจิตไว้ได้ทั้งหมดมี ทั้งรถทหาร และรถดับเพลิง รถคุมขังแต่น่าแปลกที่ทหารเหล่านี้กลับไม่นำรถดับเพลิงมาดับไฟที่ลุกไหม้ อยู่ และนอกจากตนแล้วยังมีหญิงอีก 2 คนนั่งสมาธิอยู่ใกล้ๆ ซึ่งตอนที่ตนออกมานั้นทั้งคู่ก็ยังอยู่ ขณะนี้ไม่ทราบชะตากรรมว่าเป็นอย่างไร

"ส่วนตัวเชื่อว่ายังมีอีกหลาย คนที่สูญหายไป เพราะเชื่อว่าที่ใต้ถุนเซ็นทรัลเวิลด์นั้นยังมีคนเสื้อแดงอีกจำนวนหนึ่งวิ่ง เข้าไปหลบภัย" นางผุสดีกล่าว

 

เชื่อเสื้อแดงพักฟื้นรอโอกาสสู้ใหม่ แต่ไม่พอใจแกนนำหลอกตัวเองยูเอ็นมาช่วย

นางผุสดี กล่าวด้วยว่า ความรู้สึกของคนเสื้อแดงตอนนี้อยู่ในภาวะที่เจ็บช้ำ สังคมเชื่อในสิ่งที่เขาใส่ร้ายว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่เราเป็นคนไทยที่หลงผิดว่าบ้านเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย แต่ที่แท้เป็นเผด็จการ ทั้งยังเสียใจที่คนเสื้อแดงต้องมาตายอย่างโจร รัฐบาลก็ออกมาซ้ำเติมตลอดวันนี้ พวกเรายังมีอุดมการณ์อยู่ในใจ รอโอกาสที่จะออกมาเรียกร้องใหม่และการต่อสู้ครั้งใหม่ไม่ได้เพื่อการทำลาย ล้าง แต่เพื่อให้สังคมรู้ความจริงที่เกิดขึ้น คนเสื้อแดงทุกคนเหมือนคนป่วยหนักที่ต้องพักฟื้น แต่ยังไม่ยอมแพ้ คนที่เผาบ้านเผาเมือง ตนเชื่อมั่นว่าคนพวกนั้นต้องไม่ใช่คนเสื้อแดงเพราะคนเสื้อแดงที่แท้จริงรัก สงบ

"สำหรับแกนนำนั้นก็ไม่ได้โกรธที่หนี แต่ไม่พอใจที่พยายามหลอกตัวเองว่าจะมีกองกำลังจากยูเอ็นมาช่วย ทั้งที่ความจริงเป็นไปไม่ได้ แต่แกนนำพยายามนำเรื่องนี้มาสร้างฝันให้คนที่ยังสู้อยู่ทั้งที่ยอมรับ ตั้งแต่แรกว่าไม่มีกองกำลังนี้ คนเสื้อแดงจะได้รู้ว่าจะต้องเตรียมรับมือกับเหตุที่จะเกิดอย่างไรและอาจจะ สูญเสียน้อยกว่าที่เกิดขึ้น" นางผุสดี กล่าว

 

กระจกเงาเผยรับแจ้งคนหาย 42 ราย ตามหาพบแล้ว 3 ราย

วันเดียวกัน นายเอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าโครงการศูนย์ข้อมูลคนหายเพื่อต่อต้านการค้ามนุษย์ มูลนิธิกระจกเงา เปิดเผยว่า ขณะนี้มูลนิธิได้รับแจ้งคนหายจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. แล้ว 42 ราย ตามหาพบแล้ว 3 ราย และญาติไม่ประสงค์ตามตัวต่อ 1 ราย ทั้ง 3 รายที่ตามตัวพบแล้ว ส่วนหนึ่งไปอยู่ที่อื่น และขาดการติดต่อไประหว่างเหตุชุลมุนในการกระชับพื้นที่ อีกส่วนถูกจับกุมและเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกมา ส่วนการเปิดเผยรายชื่อคนหายที่ได้รับแจ้งนั้น หากมีผู้สอบถามมา มูลนิธิก็ยินดีให้ข้อมูล และมูลนิธิกำลังเปิดรับอาสาสมัครมาช่วยงาน เพราะมีเจ้าหน้าที่ทำงานติดตามคนหายอยู่เพียง 2 คน ทำให้การทำงานค่อนข้างลำบาก

ส่วนกรณีของนางผุสดี นาคคำ หญิงเสื้อแดงที่นั่งอยู่หน้าเวทีราชประสงค์เป็นคนสุดท้าย และหลายคนตั้งข้อสังเกตว่าหายไปไหนหลังการกระชับพื้นที่นั้น นายเอกลักษณ์ กล่าวว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีญาติของนางผุสดี มาแจ้งความคนหายกับมูลนิธิแต่อย่างใด

นายเอกลักษณ์ เปิดเผยต่อว่า ในการติดตามคนหายจากสาเหตุทางการเมืองนั้น มูลนิธิจะแบ่งเป็นผู้บาดเจ็บ ผู้เสียชีวิต ผู้ถูกจับกุมคุมขัง หรือผู้ที่ขาดการติดต่อไป ซึ่งกรณีของผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ขณะนี้มีการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงส่วนของผู้ถูกคุมขัง ที่ไม่มีการเปิดเผยรายชื่อส่วนนี้ออกมา มูลนิธิจึงพยายามเรียกร้องต่อหน่วยงานที่มีอำนาจในการจับกุมคุมขังให้เปิด เผยรายชื่อส่วนนี้ หากรายชื่อคนหายที่ได้รับแจ้ง ไม่ตรงกับรายชื่อของผู้ถูกคุมขัง มูลนิธิจะได้ติดตามในแนวทางอื่นต่อไป มูลนิธิเคยแจ้งเรื่องนี้ไปกับศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แล้ว แต่ก็ได้รับการบ่ายเบี่ยงไปมาตลอดเวลา

"เราเป็นองค์กรพัฒนาเอกชน ไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ไม่มีสิทธิ์ไปขอดูเอกสารการใช้อำนาจ เรายินดีที่จะจับมือกับทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายเสื้อแดง ฝ่ายรัฐ ฝ่ายทหาร ทั้งหมดน่าจะจับมือกันเป็นคณะกรรมการร่วมกัน เพราะถ้าทำเป็นรูปคณะกรรมการ แต่ละหน่วยก็จะสามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ดีกว่าเราที่เป็นองค์กรเอกชนธรรมดา ซึ่งบางทีจะไปขอข้อมูลจาก ศอฉ. ข้อมูลของฝ่ายทหาร ว่ามีคนถูกจับกุมกี่คนก็เป็นเรื่องยาก แต่ถ้ามีรัฐมาเป็นคณะกรรมการทำงานด้วยทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น" นายเอกลักษณ์ กล่าว

 

ที่มา: เรียบเรียงจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด, 1 มิ.ย. 53

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์