บทความ Local Talk : ต้องอยู่ใต้อำนาจ ชั่วฟ้าดินสลาย

ความเซ็กซี่ของ ยุพดี  ฉากอีโรติกเร่าร้อนระหว่างเธอกับ ส่างหม่อง หรือแม้แต่ชื่อเสียงของนักแสดงและผู้กำกับการแสดงนำพาใครหลายคนไปชมภาพยนตร์เรื่อง “ชั่วฟ้าดินสลาย”

ข้อถกเถียงส่วนหนึ่งตามหน้าเวบไซท์ต่าง ๆ ของผู้ชมภาพยนตร์วนเวียนอยู่ประเด็นที่ว่าความรักระหว่างยุพดี กับ ส่างหม่อง นั้นเป็น “รักแท้” ใช่หรือไม่ หรือเป็นเพียงความใคร่และหลงใหลหมกมุ่นในรสกามารมณ์จนทำให้ฝ่ายหนึ่งกล้า ทรยศสามีของตนเอง และอีกฝ่ายยอมอกตัญญูต่อคุณอาผู้มีพระคุณเสมอบิดา

ปรัชญาความรักจากหนังสือ Prophet ของคาลิล ยิบราน ถูกตัวเอกทั้งสามใช้เป็นเหตุผลประกอบการกระทำของตนเอง การลอบรักและเล่นชู้ที่ท้าทายกรอบเกณฑ์ทางศีลธรรมและจารีตของสังคมถูกอธิบาย ว่าเป็นการปล่อยตัวและหัวใจให้เดินตามเสียงพร่ำเพรียกของความรักอย่างเสรี แต่การกระทำเช่นนั้นกลับทำให้หญิง-ชายถูกพิพากษาชะตาชีวิตพร้อมกับการเย้ย หยันว่าทั้งคู่ไม่ได้เข้าใจปรัชญาความรักฉบับนั้นอย่างถ่องแท้

ยุพดี เป็นผู้ยึดมั่นอยู่ในอุดมการณ์เสรีนิยมจริงหรือไม่ฉันยังสงสัย ค่าที่เธอเอาความสุขและทุกข์ของตัวเองไปแขวนไว้กับความรักที่ ส่างหม่อง มีให้ และเอาแต่เพียรถามว่าเขายังรักเธออยู่มากน้อยเพียงใด การถูกพันธนาการร่างกายไม่ทำให้เธอทุกข์ร้อนเจ็บปวดเท่ากับที่พบว่าคนรักของ เธอไม่สนใจใยดีต่อเธอเหมือนที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ฉันไม่ได้สนใจฉากรัก นิยามความรัก หรือการเป็นนักเสรีนิยมของ ยุพดี ที่ว่ามาข้างตน  แต่ฉันสนใจตัวตนของ พะโป้ ชายสูงวัยที่กุมชะตาชีวิตของตัวละครทุกตัวในเรื่อง

 

ผู้ทรงธรรม หรือผู้กุมชะตากรรม

พะโป้ เป็นตัวแทนของผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมและความดีงาม เป็นคุณอาผู้ชุบเลี้ยงหลานชายคนเดียวมาอย่างดีที่สุดเท่าที่บิดาคนหนึ่งพึง กระทำ ส่งเสียให้เขาร่ำเรียนจนจบ มอบหมายภารกิจการงานที่ดี และจัดหาคู่ครองที่เหมาะสมให้ ขณะเดียวกัน พะโป้ ยังเป็นสามีที่ดูแลและทะนุถนอม ยุพดี ภรรยาสาวของเขาเป็นอย่างดี  ยกย่องเชิดชู ให้เกียรติ และให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเหนือภรรยาคนอื่น

เมื่อจับได้ว่าบุคคลผู้เป็นที่รักทั้งสองทรยศต่อความรักและความดีของตนเอง พะโป้ ยัง สู้อุตส่าห์อดทนอดกลั้น แทนที่จะปลิดชีพคนทั้งสองด้วยการลั่นไกปืนซึ่งชักขึ้นมาแล้ว เขากลับเปลี่ยนใจเดินเข้าห้องพระสวดมนต์ใช้ธรรมะเข้าข่มจิตข่มใจ

จวบจนถึงวันพระใหญ่ พะโป้ นำข้าทาสบริวารสวดมนต์ปฏิบัติธรรมดังเช่นที่เคยทำมา หลังเสร็จสิ้นพิธีธรรมเขาจึงค่อยสำเร็จโทษหลานชายและภรรยาสุดที่รัก เขาไม่ได้อ้างถึงความโกรธแค้นส่วนตัวมากเท่ากับการอ้างตนเป็นผู้พิทักษ์บรรทัดฐานแห่งความดีงาม ข้อหาของ ส่างหม่อง คือการกระทำผิดจารีตครรลองคลองธรรมเพราะอกตัญญูต่อผู้มีบุญคุณท่วมหัว และกระทำสิ่งที่ไม่เคยมีใครในตระกูลของเขาทำมาก่อน

พะโป้ ลงโทษ ยุพดี และ ส่างหม่อง ด้วยการล่ามโซ่พวกเขาไว้ด้วยกัน แม้ไม่ได้จองจำแต่เขาก็ไม่ปล่อยให้คนทั้งคู่เป็นอิสระจากการควบคุม เมื่อคนทั้งสองพากันหลบหนีเพื่อที่จะหาทางปลดโซ่ตรวน พวกเขาก็ถูกไล่ตามจับตัวกลับมา มิใยที่หลานรักจะมาคร่ำครวญร้องขอการให้อภัยถึงหลายครั้งหลายครา พะโป้ รับฟังคำอ้อนวอนด้วยอาการเฉยชา มิหนำซ้ำเขายังนำเสนอความตายเป็นทางเลือกเพื่อให้คนทั้งคู่ได้หลุดพ้นออกจากโซ่ตรวน

 

ความย้อนแย้งของผู้ทรงธรรม

การกระทำของ พะโป้ มีลักษณะย้อนแย้ง (paradox) อย่างน่างุนงงสงสัย แม้แต่ ทิพย์ คนสนิทของ พะโป้ ก็คาดไม่ถึงว่าผู้ทรงศีลอย่างเขาจะเลือดเย็นได้ถึงเพียงนั้น

ฉันไม่สงสัยในความผิดหวัง ความโกรธ และความอาฆาตแค้นของ พะโป้ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่มีเลือดมีเนื้อ เรื่องแบบนี้หากเกิดกับใครก็ย่อมมีความรู้สึกเช่นนั้นเป็นธรรมดา และฉันก็ไม่เรียกร้องให้เขาให้อภัยหากเขาไม่อาจทำได้ แต่ที่ฉันขัดเคืองใจก็คือการที่ พะโป้ แสดงตนเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลในธรรมเหนือมนุษย์ปุถุชน เขาพยายามแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ทำโทษสองคนนั้นเพราะโทสะโมหะของตน แต่เป็นการกระทำที่วางอยู่บนความชอบธรรมบางอย่าง

พะโป้ เลือกพิพากษาชะตากรรมของ ส่างหม่อง และ ยุพดี ใน วันพระใหญ่ซึ่งโดยทั่วไปแล้วพุทธศาสนิกชนจะละเว้นการกระทำบาป ทุกคนรวมทั้งเขาเองยังอยู่ในชุดขาวประหนึ่งผู้ทรงศีล แทนที่จะเฆี่ยนตีหรือลงโทษด้วยความรุนแรง พะโป้ กลับใช้วิธีแบบหนามยอกเอาหนามบ่งโดยให้หลายชายและภรรยาสาวของเขาได้ครองรักร่วมกันตราบชั่วฟ้าดินสลายสมดังความต้องการของคนทั้งคู่

การกำหนดชะตาชีวิต การจองจำ และการหยิบยื่นความตายให้แก่ ส่างหม่อง และ ยุพดี ไม่เป็นประเด็นที่ทำให้ผู้ชมตั้งคำถามต่อความชอบธรรมในการใช้อำนาจของ พะโป้  เพราะเขาเป็นคุณอาที่เลี้ยงดู ส่างหม่อง มาแต่เล็กจนโต และเป็นสามีที่ย่อมมีอำนาจในการเป็นเจ้าของ ยุพดี ตามที่เข้าใจกันโดยทั่วไป  นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้กุมชะตากรรมของทุกชีวิตในอาณาจักรเล็ก ๆ แห่งนั้น เขาสร้างบารมีเสริมอำนาจของตนด้วยการวางตนอยู่ในครรลองแห่งความดี ดังนั้น จึงดูราวกับว่า พะโป้ มีความชอบธรรมมากพอในการลงทัณฑ์หญิงชั่วและชายโฉดที่ละเมิดจารีตประเพณีของสังคมและท้าทายอำนาจของเขา

การกระทำของเขาจึงเป็นการกระทำที่ถูกมองว่าผ่านการใคร่ครวญโดยชอบแล้ว

 

ความคลุมเครือการใช้อำนาจของผู้มีบารมี

วิธีการลงโทษที่ไม่ได้เฆี่ยนโบย วัตรปฏิบัติของเขาที่ผ่าน ๆ มา และสีหน้าท่าทีเรียบเฉยของเขาเมื่อ ส่างหม่อง มาร้องขออิสรภาพ ทำให้ผู้ชมตัดสินได้ยากกว่า พะโป้ ลงโทษชายหญิงทั้งคู่ด้วยความรักหรือความแค้น ประสงค์จะเอากันให้ตายหรือเพียงแค่สั่งสอน “เด็ก” ดื้อให้รู้จักหลาบจำ

เหตุการณ์ในเรื่องดูเสมือนหนึ่งว่า พะโป้ ไม่ได้ใช้ความรุนแรงกระทำต่อ ส่างหม่อง และยุพดี

แต่การพันธนาการคนสองคนไว้ให้ปราศจากอิสรภาพก็ไม่อาจนับว่ามันไม่ใช่ความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจองจำ ยุพดี ผู้เทิดทูนเสรีภาพของความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด

การชุบเลี้ยง ส่างหม่อง มาตั้งแต่เล็กจนโตทำให้ พะโป้ อ้างความเป็นเจ้าชีวิต ดังที่เขาพูดว่า ส่างหม่องเป็น “สมบัติ” ของเขาได้หรือไม่

การเป็นสามีที่ดูแลภรรยาอย่างดี ทำให้ พะโป้ มีสิทธิตัดสินการอยู่และการตายของ ยุพดี ได้เชียวหรือ

แม้ว่า พะโป้ จะไม่ได้เป็นผู้ลงมือลั่นไกปืน แต่เขาก็ไม่อาจหลุดพ้นจากข้อหาการเป็นฆาตกร

ขณะที่ ส่างหม่อง ทุรนทุรายกับการถูกพันธนาการทางร่างกาย สำนึกผิดบาป และร่ำร้องหาอิสรภาพอยู่ตลอดเวลา น่าสนใจที่ ยุพดี กลับมิได้ทุกข์ร้อนเช่นนั้นเลย และไม่เคยสักครั้งที่ได้ยินเธอร้องขออิสรภาพจาก พะโป้ นอกเสียจากจะทำตามที่คนรักของเธอต้องการ

หรือเป็นเพราะ ยุพดี ปลดปล่อยตนเองจากการถูกครอบงำทางความคิด พันธนาการของกรอบทางวัฒนธรรม และความหวาดกลัวใด ๆ มานานแล้ว โซ่ตรวนทางร่างกายจึงไม่มีความหมายต่อเธออีกต่อไป

เหตุผลที่ยุพดีตัดสินใจปลิดชีวิตของตนเองเป็น คำถามที่เปิดให้ผู้ชมตีความกันเอาเอง บางคนอาจเห็นเธอเลือกทำเช่นนั้นเพราะพบว่าความรักที่ ส่างหม่อง มีให้เธอกำลังลดน้อยลงจนแทบจะเหือดแห้งไปสิ้น

แต่หากเชื่อว่า ยุพดี เทิดทูนเสรีภาพของความเป็นมนุษย์เหนือสิ่งอื่นใด เธออาจทำเช่นนั้นเพราะพบว่าเธอกำลังถูก ส่างหม่อง ผลักภาระให้มีชีวิตอยู่กับพันธนาการอันใหญ่หลวงที่สุดของมนุษย์คนหนึ่ง นั่นคือการเป็นแม่ที่ต้องรับผิดชอบชีวิตลูกน้อยโดยลำพัง

ความตายของ ยุพดี ไม่เป็นเหตุให้ พะโป้ สะท้านสะเทือนใจ เสียใจต่อการกระทำของตนเอง หรือให้อภัยหลานชายที่ยังคงมีชีวิตอยู่  พะโป้ ยืนยันที่จะไม่ปลดโซ่ตรวนให้ ส่างหม่อง เป็นอิสระจากซากศพของ ยุพดี จนกระทั่ง ส่างหม่อง เสียสติ

ฉากที่น่าคิดที่สุดคือฉากที่ ส่างหม่อง ซึ่งเคยหาญกล้าท้าทายอำนาจของ พะโป้  ได้กลายเป็นชายเสียจริตเดินกระเซอะกระเซิงเข้ามาร้องขอ พะโป้  ผู้อยู่ในเครื่องแต่งกายสีขาวว่าอย่าทอดทิ้งเขา

ส่างหม่อง แสดง อาการเหมือนเด็กน้อยไร้เดียงสา ศิโรราบต่อผู้กุมชะตาชีวิต และเปล่งคำพูดประโยคเดียวกันกับที่เด็กชายเคยพูดเมื่อหลายสิบปีก่อนขณะยืน อยู่หน้ากองฟอนของศพพ่อที่กำลังมอดไหม้

ไม่ใช่เป็นเพราะ ส่างหม่อง ประพฤติตัวดีขึ้น แต่เป็นเพราะเขาได้กลายเป็นมนุษย์เชื่อง ๆ ที่หมดศักยภาพจะท้าทาย แข็งขืน หรือต่อกรใด ๆ ต่ออำนาจของ พะโป้ ได้อีก ส่างหม่อง จึงได้รับการให้อภัยและยอมรับที่จะดูแล “สมบัติ” ชิ้นนี้ดังเดิม

นั่นคือความ “เมตตา” ของ พะโป้ ใช่หรือไม่ ??

เท่าไรก็ได้ การสนับสนุนจากคุณ คือการร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี ‘ประชาไท’ ... ร่วมสนับสนุนเรา
โอนเงิน พร้อมเพย์ PromptPay "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน" 0993000060423
โอนเงิน PayPal คลิกที่นี่ https://paypal.me/prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)
ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์