ในตอนเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติเมื่อหลายแสนปีก่อน มนุษย์ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตอื่นๆในธรรมชาติที่กว้างใหญ่และสลับซับซ้อน สิ่งมีชีวิตทุกชนิดอยู่ในลำดับของห่วงโซ่อาหารตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดการคัดสรรตามธรรมชาติ การแปรผันทางพันธุกรรมแบบสุ่ม เปิดโอกาสให้สิ่งมีชีวิตบางชนิดอยู่รอดได้ แต่ส่วนใหญ่สูญพันธ์จากธรรมชาติชั่วนิรันดร์ แม้จะพยายามเปลี่ยนแปลงสายพันธ์ของตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า
มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตจำนวนน้อยที่รอดจากการสูญพันธ์ครั้งใหญ่หลายครั้งนับตั้งแต่โลกถือกำเนิดมา การสูญพันธ์ของไดโนเสาร์ สัตว์ที่ทรงอำนาจที่สุดมากว่าสองร้อยล้านปี เปิดโอกาสให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทหนู วิวัฒนาการกลายเป็นสัตว์ชนิดต่างๆ รวมทั้งมนุษย์แบบเรา
นับเป็นเวลาหลายแสนปี ที่มนุษย์ต้องต่อสู้ดิ้นรนเป็นกลุ่มเล็กๆ ล่าและถูกล่า สร้างสรรค์เรื่องราวต่างๆภายในชุมชนของตนเอง กระจัดกระจายอยู่ทั่วโลก โดยแทบจะไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน “กฎของป่า” คือกติกาศักดิ์สิทธิที่สิ่งมีชีวิตทุกชนิดต้องยึดถือจนวาระสุดท้าย ไม่มีความเมตตา ไม่มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์/สัตว์ ที่ต้องเคารพ ไม่มีพันธะผูกพันใดๆระหว่างกลุ่มต่างๆที่ต้องรักษาไว้ ไม่หนีก็ถูกฆ่า ไม่ฆ่าก็อดตาย เป็นคำขวัญที่ตรงไปตรงมาของสัตว์ในธรรมชาติ
การปฏิวัติเกษตรกรรม เปลี่ยนโฉมหน้าของมนุษย์ให้ต่างจากสัตว์อื่นโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านั้น มนุษย์ใช้เวลาและพลังงานเกือบทั้งหมด ไปกับการไล่ล่าหาอาหาร หลบหนี ปกป้องตัวเองจากสิ่งแวดล้อมสุดขั้ว แต่บัดนี้ พวกเขาสามารถสะสมอาหารได้มากพอที่จะลงหลักปักฐานที่ใดที่หนึ่ง มีเวลาและพลังงานมากพอที่จะสร้างสรรค์เรื่องราวใหม่ๆ ที่ทำให้มนุษย์ยิ่งถีบตัวออกห่างจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายในธรรมชาติแบบก้าวกระโดด มนุษย์เปลี่ยนแปลงเรื่องราวต่างๆไปอย่างรวดเร็ว ยกเว้นฝันร้ายในอดีตที่ถูกฝังอยู่ในพันธุกรรมที่ลึกลงไปในนิวเคลียสของเซลล์ “กฎของป่า” ยังคงตามหลอกหลอนชนชั้นนำที่กุมอำนาจเหนือกลุ่มอื่น
ชนชั้นนำเหล่านั้น ใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี่ เพื่อ
ตอกย้ำกฎศักดิ์สิทธิของธรรรมชาติ อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด เพื่อถีบตัวเองอยู่บนยอดสุดของห่วงโซ่ เป็นหนทางเดียวของความอยู่รอด การค้นพบเทคโนโลยี่ที่ปลดปล่อยมนุษย์จากความขาดแคลนอาหาร จึงมีผลข้างเคียงที่รุนแรง จากการกดขี่พลเมือง และก่อสงครามจำนวนนับไม่ถ้วน เพื่อปกป้องดินแดนและอำนาจของตนเอง เหล่าชนชั้นนำ สร้างเรื่องเล่าของความภักดี ความเสียสละ และก่อร่างความคิดเรื่องชาติ ที่พลเมืองทุกคนต้องยอมตาย เพื่อความอยู่รอดของลูกหลาน(และของตนเอง)
“กฎของป่า” และการเมืองของสัตว์ ที่ถือกำเนิดขึ้นในระบบนิเวศตามธรรมชาติ กลายเป็นการเมืองของมนุษย์ที่ไม่สามารถสลัดพ้นจากแอกของวิวัฒนาการ ตราบจนกระทั่งมนุษย์กลุ่มหนึ่งในยุโรป ได้สถาปนาความคิดเรื่อง เสรีภาพ และสิทธิมนุษยชน ให้กลายเป็นกระแสหลักของความคิดในสังคมได้อย่างหนักแน่น
การเดินทางไกลของกระแสความคิดทั้งสองเรื่อง เผชิญกับการต่อต้าน ท้าทาย ทำลายล้างมากว่าสองพันปี แต่ในที่สุด การเมืองของสัตว์ ก็ถูกยกระดับขึ้นไป เป็นการเมืองของมนุษย์ ที่มีเป้าหมายใหม่คือ สันติภาพและอิสรภาพของปัจเจกชนแต่ละคน
“การเมืองของมนุษย์” ในความหมายที่ต่างจาก “การเมืองของสัตว์” เบ่งบานเต็มที่ในช่วงเวลาที่ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมผสมกลมกลืนกับสังคมนิยม กลายเป็นลัทธิทุนนิยมที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนความเชื่อแบบ เสรีนิยม สัดส่วนของคนทั่วโลกที่หลุดพ้นจากความยากจนและความทุกข์ทรมากจากสาเหตุต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด จากพลังของปัจเจกชนแต่ละคนที่ถูกนำมาขับเคลื่อนด้วยมือที่มองไม่เห็น ความก้าวหน้าที่เกิดจากพลังของเสรีภาพ ทำให้คุณภาพชีวิตมนุษย์โดยรวมก้าวหน้าขึ้นอย่างโดดเด่น แม้จะสร้างปัญหาใหม่ๆที่อาจก้าวไม่พ้นในอนาคต(เช่นโลกร้อน สงครามนิวเคลียร โรคระบาดฯลฯ) แต่ “การเมืองของมนุษย์” ที่เน้นคุณค่าของเสรีภาพ ความยุติธรรม ยังคงโดดเด่นและให้ประโยชน์กับมนุษย์โดยรวม เหนือ “การเมืองของสัตว์” ในอดีตอย่างชัดเจน
ไม่ว่า การเมืองของสัตว์ จะพยายามปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดได้ในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจาก “ป่า” และยอมประนีประนอมและรับเอาคุณค่าใหม่ๆที่กำลังหยั่งรากลึกเพิ่มขึ้นจากการเชื่อมโยงของทุกๆสังคม แต่พวกเขาก็ยังคงหนีไม่พ้นหนทางแบบ “ป่า” ที่ต้องใช้วิธีการ ทรยศหักหลัง โกหกหลอกลวง สร้างกติกาที่เอาเปรียบ อธิบายเรื่องราวต่างๆอย่างกระท่อนกระแท่นเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมาย พวกเขาพยายามหลอกตัวเองให้ดูเหมือนว่าตนเองไม่ใช่ “สัตว์”ในป่าอีกแล้ว ทั้งที่กำลังกลายเป็น พระราชา ที่เปลือยกายล่อนจ้อนท่ามกลางบริวารที่สอพลอ
ชนชั้นนำ ร่วมกันสร้างเรื่องเล่าที่สลับซับซ้อนแบบใหม่ๆ เพื่อปกป้อง “กฎของป่า” พวก
เขาพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ทดลองใช้วิธีการต่างๆเพื่อต่อกรกับ
“การเมืองของมนุษย์” แต่เมื่อระบบนิเวศ กำลังเปลี่ยนไป จนไม่เหลือ ความเป็น “ป่า” เดิมโดยสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตที่ปรับตัวได้ช้า หรือพยายามต่อต้านความเปลี่ยนแปลง ย่อมพบจุดจบ ตามกฎวิวัฒนาการ
เราอยู่ในยุคที่ การเมืองของสัตว์ กับ การเมืองของมนุษย์ กำลังขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น พลังที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง กำลังเผชิญหน้ากับการต่อต้านจากเหล่าผู้อาวุโสดึกดำบรรพ์ ช่วงระยะเวลาของการเปลี่ยนผ่าน มักเป็นช่วงเวลาที่ระทึกขวัญ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยังคงดำเนินต่อไปในอีกชั่วระยะเวลาหนึ่ง เรากำลังเดินบนเชือกเส้นบางๆที่หลายคนพลัดหลงลงไปในหุบเหว แต่คนจำนวนมากก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไป เพื่อข้ามไปสู่ดินแดนใหม่ ทิ้งอาณาเขตเดิมที่กำลังกลายเป็นซากปรักหักพัง กลายเป็นอดีตที่พวกเราจะไม่มีวันลืม
