ฅนนอกคุก

“ตอนนี้ ฉันมีอยู่สี่สิบบาท ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วตอนนี้” ผมเพียงแค่ทำหน้าที่ตามคำร้องขอผ่านลูกกรง ที่สามีเธอฝากบอกไว้ก่อนจากลากันเมื่อวันที่เข้าไปสัมภาษณ์เขา ณ เรือนจำกลางอุบลราชธานี ท่ามกลางสายลมหนาวปลายเดือนมีนาคม ผมไม่อยากได้ยินเสียงร้องไห้ของแม่ลูกสามกรอกมาตามสายในบ่ายวันนี้ “ช่วยโทรไปถามเขาหน่อยนะครับ ที่ว่าเจ้าของบ้านเช่าจะไล่ออกจากบ้านนั้น ตอนนี้เป็นอย่างไร ลูกสามคนกับเมียผมเป็นอย่างไรบ้าง ผมห่วงพวกเขาจนไม่รู้จะอยู่อย่างไรแล้วตอนนี้” เกือบขวบปีแล้วที่ลิขิต สุทธิพันธ์ ชายวัยห้าสิบต้นๆ ผู้เหลือปอดเพียงข้างเดียวถูกจองจำในเรือนจำกลาง ข้อหาฉกาจฉกรรจ์ของชายที่มีแรงเพียงพยุงตัวเองให้เดินได้ตามปกติคือ ก่อการร้าย เผาศาลากลางจังหวัด ขณะที่กระบวนการไต่สวนในชั้นศาลดำเนินไปอย่างเนิ่นช้า เขาและคนร่วมชะตากรรมในเรือนจำกลางอุบลราชธานีรวม 21 คน ไม่ได้รับสิทธิ์ประกันตัวเพื่อให้ได้รับอิสรภาพแม้เพียงชั่วคราว การไต่สวนยังมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป พลังใจที่หลงเหลือเพียงน้อยนิดของผู้ต้องขังถูกลดทอนบ่อนเซาะด้วยมาตรฐานยุติธรรมของแผ่นดินธรรมแผ่นดินทอง แต่นั่นไม่หนักหนาเท่ากับชะตากรรมของคนข้างหลังที่ชีวิตของพวกเขาต้องปกป้อง ดูแลรับผิดชอบ บ้างลูกสาวถูกข่มขืน บ้างมีหนี้สินล้นพ้นตัว บ้างนั่งเศร้าเมื่อลูกหมดอนาคตทางการเรียนกลางคัน “บ้านเช่าหลังเก่า เราค้างค่าเช่ามาสามเดือนแล้ว เจ้าของบ้านจะยึดคืนไปให้คนอื่นเช่า” เขาบอกผมคร่าวๆ และวานให้โทรศัพท์ถามข่าวคราวจากภรรยาและลูกๆ ของเขา “เมื่อคืนมีวัยรุ่นสามคนมาทุบบ้าน ตะโกนขู่ว่าจะทำร้ายฉันกับลูกๆ ดีที่ฉันล็อกประตูทัน” คำบอกเล่าเสียงสั่นเครือของซือนะ แวสะมะแอ ภรรยาของลิขิต สุทธิพันธ์ ขยี้ซ้ำตรงจุดที่เปราะบางที่สุดในใจผม ผม-ผู้ขลาดเขลา น่าละอาย เทียบไม่ได้กับพวกเขาทั้งยี่สิบเอ็ดคน ผม-ผู้พิสูจน์ตัวเองด้วยความไม่กล้าเอาชีวิตเข้าแลกกับความคิดความเชื่อของตัวเอง “ค่าเช่าเดือนละ 1,500 บาทที่เราค้างยังไม่ได้จ่ายเขา ฉันก็ไม่รู้จะไปหาที่ไหน อยากไปหางานทำแต่ก็ห่วงลูกที่ยังเล็กและไม่มีใครดูแล” เธอกำลังร้องไห้กับผม คนที่ไม่เคยรู้จักหน้าค่าตากันเลย ผมตัดสินใจละทิ้งการประชุมพิจารณาหลักการคิดงบประมาณตามแผนใน มาตรฐานคณะกรรมการอุดมศึกษา 2 ที่กำลังจะเริ่มขึ้นทันที อยากมีทรัพย์สินมากกว่านี้ อยากมีอำนาจมากกว่านี้ หรือเป็นผีห่าซาตานสักตัวก็ได้ที่จะมีส่วนช่วยทำให้ชีวิตของผู้เป็นแม่ได้นำพาลูกๆ กินอิ่มนอนอุ่น ในวันที่สามีผู้ที่เป็นพ่อของลูกถูกจองจำในคุกอย่างยาวนานในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บนแผ่นดินธรรมแผ่นดินทองอันความยุติธรรมพิกลพิการเช่นนี้ “ตอนนี้ ฉันได้ลองหาที่ใหม่ไว้แล้ว ค่าเช่า 600 บาทต่อเดือน มันอยู่ใกล้ชุมชนและฉันจะได้มีอาชีพขายของเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ที่บ้าน เลี้ยงลูกได้โดยไม่ต้องห่วงกังวล แต่ตอนนี้ฉันมีอยู่สี่สิบบาท ไม่รู้จะไปพึ่งใครแล้วตอนนี้” ส่วนอิสรภาพของสามีนั้น เธอไม่อยากพูดถึงมัน เธอได้แต่หวัง ได้แต่รอมาสิบเดือนเศษ จนวันนี้ สิ่งที่เธอรอไม่ได้คือ ปากท้องและความปลอดภัยของลูกๆ 3 คน วัย 15 ปี 5 ขวบ และ 2 ขวบรวมทั้งตัวของเธอเอง “ใครก็ได้ช่วยกันดูแลลูกๆ ของผมและเมียของผมด้วย เมื่อไม่มีอิสรภาพ ผมหมดหนทาง” คำฝากจากเรือนจำกับเสียงสะอื้นไห้ทางโทรศัพท์ ทำให้ผมไม่อยากทำงาน รู้ไหม? ผมกลับแอบมีความหวังกับเพื่อนมิตรที่จะช่วยเหลือครอบครัวของลิขิต สุทธิพันธ์ ได้ทันท่วงที อาจไม่มากมาย แต่เต็มหัวใจในฐานะมนุษย์ผู้ต้องการความเป็นธรรม ... เขียนบันทึกนี้เสร็จ ผมจะไปโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ไทยพาณิชย์ สาขาวารินชำราบ เลขที่ 583 2614075 ของซือนะ แวสะมะแอ หมายเหตุ: บทความเผยแพร่ครั้งแรกใน Facebook ส่วนตัวของธีร์ อันมัย เมื่อวันที่ 4 เม.ย.54 ประชาไทเห็นว่ามีความน่าสนใจจึงนำมาเผยแพร่ต่อ

ร่วมบริจาค สนับสนุนการทำงานของ 'ประชาไท' ร่วมสร้างและรักษาสื่อเสรี Prachatai.com (ไม่มีขั้นต่ำ)

โอนเงิน บัญชีกรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM"

โอนเงิน PayPal / บัตรเครดิต https://PayPal.me/Prachatai (รายงานยอดบริจาคสนับสนุน)

ติดตามประชาไทอัพเดท ได้ที่:
เฟซบุ๊ก https://fb.me/prachatai
ทวิตเตอร์ https://twitter.com/prachatai
LINE ไอดี = @prachatai

แสดงความคิดเห็น

พื้นที่ประชาสัมพันธ์